ตอนที่ 59

***บทที่ 59: แผนการลักลอบ***

ราตรีกาลมาเยือนพร้อมกับความเงียบสงัดที่ปกคลุมหมู่บ้านสกุลหลิน เมฆดำก้อนมหึมาลอยต่ำบดบังแสงจันทร์กระจ่าง ทำให้ทั่วทั้งบริเวณจมดิ่งลงสู่ความมืดมิด เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีเจตนาแอบแฝง

สายลมยามดึกพัดกรรโชกหวีดหวิว ร่างเงาตะคุ่มหนึ่งค่อยๆ ย่องออกจากเรือนไม้เก่าคร่ำคร่าของบ้านสายหลัก ฝีเท้าที่พยายามลงน้ำหนักให้เบาที่สุดเหยียบย่ำลงบนผืนดินแห้งผาก ชายผู้นั้นสวมชุดผ้าฝ้ายสีทึบที่กลมกลืนไปกับความมืด ใบหน้าที่มีร่องรอยความเหนื่อยล้าฉายแววตามุ่งมั่นปนความโลภโมโทสันอย่างปิดไม่มิด

หลินต้าไห่กลั้นหายใจขณะเคลื่อนกายผ่านแนวรั้วไม้ไผ่ที่กั้นเขตแดนระหว่างบ้านของตนกับบ้านของน้องชาย หัวใจของเขาเต้นระรัวดุจกลองศึก ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นความตื่นเต้นที่จินตนาการถึงกองเงินกองทองที่กำลังรออยู่

"โรงเรือนหมักซอส..." เขาพึมพำในลำคอ สายตาจ้องเขม็งไปยังสิ่งปลูกสร้างขนาดกลางที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลังบ้านหลังใหม่ของหลินต้าซาน แม้จะมองเห็นเพียงเค้าโครงในความมืด แต่กลิ่นหอมอ่อนๆ ของถั่วเหลืองหมักและเครื่องเทศลอยมาแตะจมูก ยิ่งกระตุ้นความริษยาในอกให้ลุกโชน

สำหรับเขาแล้ว กลิ่นนั้นไม่ใช่แค่กลิ่นอาหาร แต่มันคือกลิ่นของ 'เงินตรา'

หลินต้าไห่แสยะยิ้มมุมปาก เขาประเมินน้องชายของตนต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาตลอดชีวิต หลินต้าซานเป็นคนซื่อจนเซ่อ ส่วนหลินหว่านเอ๋อร์ก็เป็นแค่เด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม แม้ระยะหลังนางจะดูเฉลียวฉลาดขึ้นบ้าง แต่จะมาทันเล่ห์เหลี่ยมของผู้ที่ผ่านโลกมามากกว่าได้อย่างไร

"แค่รั้วไม้โง่ๆ คิดว่าจะกันข้าได้รึ?"

เขาย่องเข้าไปใกล้แนวรั้วของโรงเรือนหมักซอส รั้วนี้เพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ดูแข็งแรงแน่นหนา แต่ในสายตาของหลินต้าไห่ มันก็เป็นเพียงอุปสรรคชั่วคราว เขาเตรียมมีดพกเล่มเล็กมาด้วย หมายจะงัดแงะประตูหรือตัดเชือกที่ผูกมัดไว้อย่างง่ายดาย

ทว่า ทันทีที่เท้าข้างหนึ่งของเขาเหยียบลงบนพื้นที่ห่างจากรั้วเพียงสามก้าว เสียงขู่อันน่าขนลุกก็ดังขึ้นต่ำๆ จากพุ่มไม้ด้านข้าง

"กรรรร..."

หลินต้าไห่สะดุ้งโหยง ขนลุกชันไปทั้งตัว เขารีบหดเท้ากลับและเพ่งมองฝ่าความมืด นัยน์ตาสีอำพันคู่หนึ่งวาวโรจน์สะท้อนแสงสลัว มันคือ 'เจ้าด่าง' สุนัขจรจัดตัวผอมโซที่หลินหว่านเอ๋อร์เพิ่งเก็บมาเลี้ยงเมื่อไม่กี่วันก่อน

เดิมทีมันเป็นหมาขี้เรื้อนที่ใครเห็นก็รังเกียจ แต่หลังจากที่หลินหว่านเอ๋อร์ให้อาหารผสมน้ำทิพย์จากมิติลับเพียงไม่กี่มื้อ ร่างกายของมันก็เริ่มฟื้นฟู ขนที่เคยร่วงกราวเริ่มขึ้นใหม่เป็นเงางาม และที่สำคัญที่สุดคือสัญชาตญาณในการเฝ้าบ้านของมันนั้นเฉียบคมยิ่งนัก

"ชู่ว! ไอ้หมาบ้า! เงียบเดี๋ยวนี้!" หลินต้าไห่กระซิบเสียงลอดไรฟัน พยายามทำท่าทางข่มขู่ แต่มือไม้กลับสั่นเทา

เจ้าด่างไม่เพียงไม่ถอย มันยังย่อตัวลงเตรียมกระโจนเข้าใส่ เขี้ยวขาววับในปากของมันดูน่าเกรงขามกว่าสุนัขบ้านทั่วไปหลายเท่า มันจำกลิ่นอายความชั่วร้ายของชายผู้นี้ได้แม่นยำ

"บโฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง!"

เสียงเห่ากระโชกดังลั่นทำลายความเงียบสงัดของค่ำคืน หลินต้าไห่หน้าซีดเผือด หากชาวบ้านตื่นขึ้นมาเห็นเขาด้อมๆ มองๆ อยู่ตรงนี้ ชื่อเสียงที่เหลืออยู่น้อยนิดคงป่นปี้ไม่มีชิ้นดี

ด้วยความตระหนก เขาตัดสินใจเบี่ยงหลบไปทางด้านหลังโรงเรือน หวังจะอ้อมไปในจุดที่เจ้าหมาบ้านั่นมองไม่เห็น เขาคิดว่าหลินหว่านเอ๋อร์คงแค่เลี้ยงหมาไว้เฝ้าหน้าประตู แต่ด้านหลังที่ติดกับป่าละเมาะคงไม่มีการป้องกัน

หลินต้าไห่รีบสาวเท้าก้าวเข้าไปประชิดแนวรั้วด้านหลัง มือหยาบกร้านเอื้อมไปจับซี่ไม้ไผ่เพื่อจะปีนข้าม

*กรุ๊งกริ๊ง! กรุ๊งกริ๊ง! กรุ๊งกริ๊ง!*

ทันทีที่เขาสัมผัสรั้ว เสียงกระดิ่งนับสิบลูกก็ดังระงมขึ้นพร้อมกัน!

มันไม่ใช่เสียงกระดิ่งธรรมดา แต่เป็นเสียงที่ดังกังวานก้องไปทั่วบริเวณ หลินหว่านเอ๋อร์ผู้รอบคอบได้ขึงเส้นเอ็นใสที่มองไม่เห็นในเวลากลางคืนโยงไว้รอบรั้ว และผูกติดกับกระดิ่งทองเหลืองใบเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ตามมุมต่างๆ ระบบกลไกเตือนภัยง่ายๆ แต่ทรงประสิทธิภาพนี้ นางเรียนรู้มาจากตำราพิชัยสงครามในอดีตชาติ ผสานกับความรู้เรื่องกับดักสัตว์

"บัดซบ!" หลินต้าไห่สบถลั่น ความโลภที่เคยมีแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ

แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันสว่างวาบขึ้นภายในตัวบ้านของหลินต้าซาน ตามมาด้วยเสียงเปิดประตูที่รวดเร็วและหนักแน่น

"ใครน่ะ!" เสียงหวานใสแต่ทรงพลังอำนาจของหลินหว่านเอ๋อร์ดังแหวกความมืดออกมา ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่ก้าวย่างอย่างมั่นคง

หลินต้าไห่รีบทิ้งตัวลงหมอบกับพื้นหญ้าที่เปียกชื้น หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก เขาเห็นเงาร่างระหงของหลานสาวยืนตระหง่านอยู่หน้าระเบียงบ้าน ในมือถือตะเกียงส่องสว่าง ข้างกายมีเจ้าด่างที่ยังคงส่งเสียงขู่คำรามไม่หยุด

หลินหว่านเอ๋อร์กวาดสายตาคมกริบมองไปยังทิศทางที่กระดิ่งดัง นางไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ริมฝีปากบางเฉียบยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่ชวนให้ผู้พบเห็นต้องหนาวสะท้าน

นางรู้อยู่แล้ว... นางรู้อยู่แล้วว่าวันนี้จะต้องมาถึง

"เจ้าด่าง เงียบก่อน" นางเอ่ยสั่งเบาๆ เจ้าสุนัขแสนรู้หยุดเห่าทันที แต่ยังคงจ้องมองไปยังพุ่มไม้ที่หลินต้าไห่ซ่อนตัวอยู่อย่างไม่วางตา

"ดูเหมือนคืนนี้ลมจะแรง หรือไม่ก็มี 'หนูตัวใหญ่' หลงทางมาแถวนี้" หลินหว่านเอ๋อร์เอ่ยเปรยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ทุกคำพูดกลับเชือดเฉือนเข้าไปในใจของผู้ฟังที่ซ่อนตัวอยู่

นางเดินนวยนาดลงจากเรือน ตรงมายังแนวรั้วโรงเรือนหมักซอส แสงตะเกียงสาดส่องไปทั่วบริเวณ เผยให้เห็นเส้นเอ็นบางเฉียบที่ขึงไว้อย่างซับซ้อน

"ท่านพ่อ ท่านแม่ ไม่ต้องออกมาเจ้าค่ะ ข้าจะดูความเรียบร้อยเอง" นางตะโกนบอกคนในบ้าน เพื่อไม่ให้บิดามารดาต้องออกมาเสี่ยงอันตราย ก่อนจะหันกลับมาพูดกับความมืดเบื้องหน้า

"โรงงานของข้าเพิ่งสร้างเสร็จ ระบบรักษาความปลอดภัยอาจจะยังไม่สมบูรณ์ แต่ข้าก็ได้วางค่ายกลเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ต้อนรับแขกที่ไม่ได้รับเชิญ..." นางหยุดพูดครู่หนึ่ง ดวงตาจ้องเขม็งไปยังจุดที่หลินต้าไห่หมอบอยู่ ราวกับมองทะลุความมืดเห็นร่างของเขา "หากใครคิดจะล่วงล้ำเข้ามาโดยไม่บอกกล่าว ระวังจะไม่ได้กลับออกไปครบสามสิบสองประการนะเจ้าคะ"

คำขู่นั้นไม่ได้มีเพียงวาจา หลินต้าไห่เห็นประกายวาววับของมีดสั้นในมือหลานสาวที่นางแอบซ่อนไว้ในแขนเสื้อ ความเด็ดขาดในแววตาของนางทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับนางมารร้าย ไม่ใช่เด็กสาวชาวบ้านธรรมดา

เหงื่อกาฬไหลท่วมแผ่นหลังของหลินต้าไห่ เขาตระหนักได้ในทันทีว่าการบุ่มบ่ามเข้าไปในคืนนี้คือการเอาชีวิตไปทิ้ง ระบบป้องกันของนางแน่นหนากว่าที่เขาคาดไว้มาก ทั้งเจ้าหมานรกนั่น ทั้งกลไกกระดิ่ง และที่น่ากลัวที่สุดคือตัวหลินหว่านเอ๋อร์เอง

เขากัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ ค่อยๆ คลานถอยหลังออกห่างจากรั้วอย่างเงียบเชียบที่สุด รอจนกระทั่งพ้นระยะสายตา แล้วจึงรีบลุกขึ้นวิ่งแน่บกลับไปยังบ้านของตนราวกับสุนัขจนตรอก

เมื่อแน่ใจว่าผู้บุกรุกถอยหนีไปแล้ว หลินหว่านเอ๋อร์จึงลดตะเกียงลง นางลูบหัวเจ้าด่างเบาๆ เป็นรางวัล

"เก่งมากเจ้าด่าง คืนนี้เจ้าทำหน้าที่ได้ดี" นางกระซิบชม รอยยิ้มเย็นชาเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยน แต่ลึกลงไปในดวงตานั้น แผนการบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้น

นางรู้ดีว่าเป็นใคร... กลิ่นสาบสางของความโลภที่คุ้นเคยเช่นนี้ จะเป็นใครไปได้นอกจากท่านลุงใหญ่ผู้แสนดี

"คิดจะขโมยสูตรลับของข้าหรือ?" หลินหว่านเอ๋อร์พึมพำกับสายลม "ลุงใหญ่... ท่านประเมินข้าต่ำไปแล้ว หากท่านกล้าลงมือในที่แจ้ง ข้าก็จะต้อนรับท่านด้วยละครฉากใหญ่"

การป้องกันในคืนนี้เป็นเพียงการเตือนภัยเบื้องต้น นางรู้ว่าคนอย่างหลินต้าไห่ไม่มีทางล้มเลิกความตั้งใจง่ายๆ เพียงเพราะกระดิ่งไม่กี่ลูก ความโลภจะผลักดันให้เขาหาหนทางใหม่ และหนทางนั้นจะต้องแนบเนียนกว่าการย่องเบาในยามวิกาล

หลินหว่านเอ๋อร์เงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดมิด มุมปากยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

"อีกสองวันจะมีงานเลี้ยงฉลองหมู่บ้านสินะ... นั่นคงเป็นโอกาสที่ท่านรอคอย"

ทางฝั่งบ้านสายหลัก หลินต้าไห่ทิ้งตัวลงนั่งพิงประตูห้องนอนด้วยความเหนื่อยหอบ หัวใจยังคงเต้นไม่เป็นส่ำ เขาปาดเหงื่อบนใบหน้าด้วยความคับแค้นใจ

"นังเด็กบ้า! มันวางกับดักไว้รอบด้านเชียวรึ!" เขาคำรามในลำคอ แผนการลักลอบในคืนนี้ล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ไฟแห่งความโลภกลับยิ่งโหมกระพือ

เขาไม่อาจยอมแพ้เพียงแค่นี้ เงินทองมหาศาลอยู่แค่เอื้อมมือ ถ้าใช้กำลังไม่ได้ ก็ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยม... ถ้าเข้าทางลับไม่ได้ ก็ต้องเข้าทางแจ้ง!

ภาพงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จของบ้านหลินต้าซานที่กำลังจะจัดขึ้นผุดขึ้นในหัวสมอง ในวันนั้นผู้คนมากมายจะพลุกพล่าน การป้องกันย่อมหละหลวม

"งานเลี้ยง... ใช่แล้ว งานเลี้ยง!" หลินต้าไห่แสยะยิ้มชั่วร้ายท่ามกลางความมืด "ข้าจะเข้าไปในฐานะแขกผู้มีเกียรติ ถึงตอนนั้น ต่อให้เจ้ามีหมาเป็นฝูง ก็ขวางข้าไม่ได้!"

แผนการชั่วร้ายครั้งใหม่ถูกวางขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยที่เขาหารู้ไม่ว่า ทุกย่างก้าวที่เขากำลังจะเดินไปนั้น ล้วนอยู่บนกระดานหมากรุกที่หลานสาวตัวแสบได้วางหมากรอต้อนรับไว้เสร็จสรรพแล้ว

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: งานเลี้ยงฉลองหมู่บ้าน]**