ตอนที่ 60

***บทที่ 60: งานเลี้ยงฉลองหมู่บ้าน***

แสงตะวันยามเช้าสาดส่องลงบนหมู่บ้านซิ่งฮวา ขับไล่ความหนาวเหน็บของน้ำค้างยามรุ่งสางจนมลายสิ้น ทว่าสิ่งที่ปลุกชาวบ้านให้ตื่นตัวในวันนี้มิใช่เสียงไก่ขันหรือแสงแดด หากแต่เป็นกลิ่นหอมหวลชวนน้ำลายสอที่ลอยฟุ้งมาจากทิศทางของบ้านตระกูลหลินสายรอง

กลิ่นเครื่องเทศเข้มข้นผสมผสานกับกลิ่นมันหมูที่ถูกเคี่ยวจนเปื่อยนุ่ม ลอยตามลมไปเตะจมูกผู้คนทั่วทั้งหมู่บ้าน วันนี้เป็นวันที่หลินหว่านเอ๋อร์ประกาศจัดงานเลี้ยงฉลองเพื่อตอบแทนน้ำใจชาวบ้านที่ได้ช่วยเหลือแรงงานในการสร้างโรงเรือนและปรับปรุงที่ดิน

ลานดินหน้าบ้านที่เคยว่างเปล่า บัดนี้ถูกจับจองด้วยโต๊ะเก้าอี้ไม้ไผ่หลายสิบชุดที่หยิบยืมมาจากเพื่อนบ้าน บนเตาไฟขนาดใหญ่สามเตา หม้อดินเผากำลังเดือดปุดๆ ส่งเสียงร้องแห่งความอุดมสมบูรณ์ ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับเป็นธูปเทียนสักการะเทพเจ้าแห่งโภคนาหาร

หลินหว่านเอ๋อร์ในชุดผ้าฝ้ายสีครามเรียบง่ายแต่ตัดเย็บประณีต ยืนบัญชาการอยู่หน้าครัว นางดูทะมัดทะแมงและสง่างามในคราเดียวกัน ดวงตาคู่สวยกวาดมองความเรียบร้อยของงานด้วยแววตาของผู้กุมสถานการณ์

"พี่สะใภ้จาง ฟืนไฟอย่าให้มอด น้ำแกงต้องเดือดพล่านอยู่เสมอ" นางเอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดขาด

"วางใจเถอะแม่นางหลิน ข้าจะดูแลให้อย่างดี!" หญิงวัยกลางคนรับคำอย่างแข็งขัน พลางลอบมองก้อนเนื้อหมูสามชั้นชิ้นหนาในหม้อด้วยแววตาเป็นประกาย

สำหรับชาวบ้านที่ทำนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน การได้กินเนื้อสักมื้อถือเป็นลาภปากอันประเสริฐ แต่งานเลี้ยงของหลินหว่านเอ๋อร์ในวันนี้ กลับมีเนื้อสัตว์อุดมสมบูรณ์ราวกับงานมงคลของเศรษฐีในเมือง ไม่ว่าจะเป็นหมูตุ๋นน้ำแดง ไก่ต้มสมุนไพร หรือปลาทอดกรอบ ทั้งหมดล้วนถูกจัดเตรียมไว้อย่างไม่อั้น

"บ้านหลินต้าซานช่างใจปล้ำจริงๆ" เสียงซุบซิบชื่นชมดังขึ้นในกลุ่มชาวบ้านที่เริ่มทยอยเข้ามาจับจองที่นั่ง

"นั่นสิ ตั้งแต่แยกบ้านออกมา ดูเหมือนพวกเขาจะเจริญรุ่งเรืองขึ้นผิดหูผิดตา หว่านเอ๋อร์ก็นับว่าเป็นเด็กกตัญญูและมีความสามารถ หาตัวจับยากจริงๆ" ชายชราหัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยชมพลางลูบเคราด้วยความพึงพอใจ

หลินหว่านเอ๋อร์ลอบยิ้มมุมปากเมื่อได้ยินคำสรรเสริญเหล่านั้น นี่คือสิ่งที่นางต้องการ... 'ฐานเสียง'

ในโลกที่กฎหมายอาจเอื้อมไม่ถึงในบางครั้ง 'มวลชน' คือเกราะป้องกันภัยที่แข็งแกร่งที่สุด นางรู้ดีว่ากิจการของนางกำลังเติบโต ความอิจฉาริษยาย่อมตามมาเป็นเงาตามตัว การซื้อใจคนในหมู่บ้านไว้ ย่อมทำให้ใครก็ตามที่คิดร้ายต้องไตร่ตรองให้หนัก เพราะหากแตะต้องบ้านหลินสายรอง ก็เท่ากับเป็นศัตรูกับคนทั้งหมู่บ้าน

"เชิญเจ้าค่ะท่านปู่ ท่านลุง ท่านป้า ทุกท่านนั่งลงก่อน อาหารกำลังจะยกขึ้นโต๊ะแล้ว" หลินหว่านเอ๋อร์เดินเข้าไปทักทายแขกเหรื่อด้วยกิริยานอบน้อมถ่อมตน รอยยิ้มหวานหยดย้อยของนางทำให้ผู้เฒ่าผู้แก่ต่างเอ็นดู

ในขณะที่บรรยากาศกำลังครื้นเครง เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและการชนจอกสุรา ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตูรั้วไม้ไผ่

หลินต้าไห่สวมชุดยาวสีเทาเข้มที่ดูดีที่สุดเท่าที่เขามี พยายามยืดอกวางมาดผู้คงแก่เรียน ทว่าดวงตาที่กลอกกลิ้งไปมากลับฉายแววความโลภโมโทสันอย่างปิดไม่มิด เขาเดินอาดๆ เข้ามาในงานราวกับตนเองเป็นแขกผู้มีเกียรติสูงสุด ทั้งที่ไม่มีใครส่งเทียบเชิญไปให้

บรรยากาศในงานเงียบเสียงลงเล็กน้อย ชาวบ้านต่างรู้ดีถึงความบาดหมางระหว่างบ้านสายหลักและสายรอง สายตาหลายคู่จับจ้องไปที่ผู้มาใหม่ด้วยความสงสัย

"โอ้... หลานรัก งานมงคลเช่นนี้ ใยไม่บอกกล่าวลุงสักคำ" หลินต้าไห่เอ่ยเสียงดัง พลางปั้นหน้ายิ้มแย้มที่ดูจอมปลอมสิ้นดี "ข้าในฐานะลุงใหญ่ ย่อมต้องมาร่วมยินดีกับความสำเร็จของน้องรอง"

หลินหว่านเอ๋อร์หันกลับมามอง ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย นางรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องมา

"ท่านลุงใหญ่..." น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่แฝงความนัย "ข้าเกรงว่าท่านจะยุ่งอยู่กับกิจธุระสำคัญ จนไม่มีเวลาว่างมาสนใจงานเล็กๆ ของพวกเรา จึงมิกล้ารบกวน แต่ในเมื่อท่านมาแล้ว ก็เชิญนั่งเถิดเจ้าค่ะ"

นางผายมือไปยังโต๊ะที่อยู่ริมสุด ห่างไกลจากจุดศูนย์กลาง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่หลินต้าไห่สนใจ จมูกของเขาดมกลิ่นอาหาร แต่สายตาของเขากลับกวาดมองไปยังทิศทางหลังบ้าน... ที่ตั้งของโรงเรือนแปรรูปสินค้า

"ฮ่าๆๆ หลานหว่านช่างรู้ความ" หลินต้าไห่หัวเราะกลบเกลื่อนความอับอายที่ถูกจัดให้นั่งปลายแถว เขาทรุดตัวลงนั่ง แต่สายตายังคงสอดส่ายหาช่องทาง "น้องรองเล่า? น้องรองต้าซานอยู่ที่ใด พี่ชายอยากจะดื่มคารวะสักจอก"

"ท่านพ่อต้อนรับแขกอยู่ทางโน้นเจ้าค่ะ" หลินหว่านเอ๋อร์ชี้ไปที่โต๊ะของหัวหน้าหมู่บ้าน

หลินต้าไห่มองตามไป เห็นหลินต้าซานกำลังหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรา หัวเราะร่าเริงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน บิดาของหลินหว่านเอ๋อร์ในวันนี้ดูภูมิฐานขึ้นมาก เสื้อผ้าใหม่สะอาดสะอ้าน แต่สิ่งที่สะดุดตาหลินต้าไห่ที่สุด มิใช่รอยยิ้มหรือเสื้อผ้า...

แต่มันคือพวงกุญแจทองเหลืองวาววับที่ห้อยต่องแต่งอยู่ข้างเอวของหลินต้าซาน!

กุญแจดอกนั้น... รูปร่างของมันช่างคุ้นตายิ่งนัก มันคือกุญแจแม่กุญแจตัวใหญ่ที่คล้องประตูโรงเรือนที่เขาเห็นเมื่อคืนก่อน!

หัวใจของหลินต้าไห่เต้นแรงขึ้น แผนการ 'เข้าทางแจ้ง' ของเขาดูเหมือนจะง่ายดายกว่าที่คิด ในเมื่อเข้าทางประตูไม่ได้ ก็แค่ต้องเอากุญแจมาไขเข้าไป ไม่จำเป็นต้องงัดแงะให้เหนื่อยแรง ยิ่งในยามนี้ที่ผู้คนกำลังเมามาย สติสัมปชัญญะย่อมลดน้อยถอยลง

"กินดื่มกันให้เต็มที่!" หลินหว่านเอ๋อร์ตะโกนบอกชาวบ้าน ก่อนจะสั่งให้คนงานเติมสุราและกับแกล้มไม่อั้น

นางแสร้งทำเป็นวุ่นวายกับการดูแลแขกเหรื่อ แต่หางตาของนางกลับจับจ้องทุกอากัปกิริยาของลุงใหญ่ราวกับเหยี่ยวจ้องเหยื่อ นางเห็นสายตาที่ลุกวาวของเขา นางเห็นมุมปากที่กระตุกยิ้มอย่างชั่วร้าย

*อยากได้กุญแจนั่นหรือ?* หลินหว่านเอ๋อร์รำพึงในใจ *เอาสิ... ข้าจะเปิดโอกาสให้ท่านได้พยายาม*

หลินต้าไห่รอจังหวะอย่างใจเย็น เขาร่วมวงดื่มสุรากับชาวบ้านโต๊ะริม พยายามทำตัวกลมกลืน พูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ แต่สายตาไม่เคยละไปจากเอวของน้องชาย เวลาผ่านไป สุราเริ่มหมดไห ชาวบ้านหลายคนเริ่มเมาพับ บ้างก็ส่งเสียงร้องรำทำเพลง

หลินต้าซานที่ดื่มไปมากโข ลุกขึ้นยืนอย่างโงนเงนเพื่อจะไปเข้าห้องน้ำ จังหวะนี้เองที่หลินต้าไห่เห็นเป็นโอกาสทอง

"น้องรอง! ระวังหน่อย ประเดี๋ยวจะล้ม" หลินต้าไห่รีบลุกขึ้น ปรี่เข้าไปทำทีเป็นหวังดีจะช่วยประคองน้องชาย

"อ้อ... พี่ใหญ่..." หลินต้าซานปรือตามอง ลิ้นเริ่มแข็ง "ข้า... ข้าไม่เมา..."

"ไม่เมาอะไรกัน เดินเซขนาดนี้ มาๆ เดี๋ยวพี่ใหญ่ช่วยพยุงไปนั่งพักตรงแคร่ใต้ต้นไม้นั่นก่อน" หลินต้าไห่ใช้วาจาหว่านล้อม มือข้างหนึ่งโอบไหล่น้องชาย ส่วนมืออีกข้าง... ค่อยๆ เลื่อนต่ำลงไปใกล้บริเวณเอวอย่างแนบเนียน

หลินหว่านเอ๋อร์ยืนกอดอกพิงเสาเรือนอยู่ห่างออกไปในมุมมืด รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนใบหน้า นางไม่ได้ขยับตัวเข้าไปห้ามปราม แต่กลับส่งสัญญาณสายตาให้กับเสี่ยวเฟิง น้องชายตัวน้อยที่กำลังเล่นซนอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น

ในความชุลมุนของงานเลี้ยงที่เสียงดังเซ็งแซ่ ไม่มีใครสังเกตเห็นมือนักล้วงกระเป๋าสมัครเล่นที่กำลังปฏิบัติการอย่างอุกอาจ ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับร้อย ความโลภบังตาจนทำให้หลินต้าไห่ลืมระแวดระวังภัย

ปลายนิ้วของเขาสัมผัสถูกความเย็นเยียบของลูกกุญแจโลหะแล้ว...

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: กุญแจที่หายไป]**