ตอนที่ 61

***บทที่ 61: กุญแจที่หายไป***

สัมผัสเย็นเยียบของโลหะที่ปลายนิ้วทำให้หัวใจของหลินต้าไห่เต้นระรัวดั่งกลองศึก ความโลภที่ครอบงำจิตใจทำให้เขามองข้ามศลธรรมจรรยาและความละอายต่อฟ้าดินไปจนสิ้น เขาอาศัยจังหวะที่หลินต้าซานกำลังโซซัดโซเซเพราะฤทธิ์สุรา แสร้งทำเป็นโอบประคองด้วยความห่วงใย ทว่านิ้วมือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกลับขยับไหวอย่างคล่องแคล่วราวกับงูพิษที่เลื้อยผ่านพงหญ้า

ปมเชือกที่ผูกพวงกุญแจโรงเรือนเพาะปลูกไว้ที่เอวของหลินต้าซานนั้นผูกไว้แน่นหนาพอสมควร หลินต้าไห่เม้มริมฝีปากแน่น เหงื่อกาฬเริ่มซึมออกมาตามไรผม แม้ลมราตรีจะพัดพาความเย็นมาเยือน ทว่าร่างกายของเขากลับร้อนรุ่มไปด้วยความตื่นเต้นและหวาดกลัว

'อีกนิดเดียว... แค่ปลดปมนี้ออก...' หลินต้าไห่กู่ร้องในใจ พวงกุญแจดอกสำคัญนี้คือประตูสู่ความมั่งคั่ง หากได้มันมา เขาก็จะสามารถเข้าไปในโรงเรือนปริศนาที่หลินหว่านเอ๋อร์หวงแหนนักหนาได้ เขาเชื่อมั่นว่าสูตรลับน้ำปรุงรสรสเลิศต้องซุกซ่อนอยู่ในนั้นเป็นแน่

ทว่าในชั่วพริบตาที่ปมเชือกกำลังจะคลายออก เสียงเล็กๆ แต่กังวานใสราวกับระฆังแก้วก็ดังแทรกผ่านเสียงพูดคุยจอแจของผู้คนขึ้นมา

"ท่านลุงใหญ่! มือของท่านกำลังทำอะไรที่เอวท่านพ่อน่ะขอรับ!"

เสียงร้องทักของเสี่ยวเฟิงดังสนั่นหวั่นไหว เด็กน้อยยืนชี้นิ้วมาที่เอวของบิดาด้วยดวงตาเบิกกว้าง ท่าทางไร้เดียงสาแต่แฝงไปด้วยความฉลาดเฉลียวเกินวัย

ราวกาลเวลาหยุดหมุน เสียงสรวลเสเฮฮาในงานเลี้ยงพลันเงียบกริบลงในบัดดล สายตาหลายสิบคู่จากชาวบ้านที่กำลังยกจอกสุราค้างไว้ ต่างหันขวับมาจับจ้องที่จุดเดียวกันเป็นตาเดียว

หลินต้าไห่สะดุ้งโหยงสุดตัว ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป มือข้างที่กำลังล้วงควานหากุญแจชะงักค้างอยู่ในท่าทางที่ยากจะปฏิเสธได้ เขาค่อยๆ หันไปมองรอบด้าน พบกับสายตาเคลือบแคลงสงสัยของชาวบ้าน และที่สำคัญที่สุด... สายตาที่เริ่มสร่างเมาของน้องชายตนเอง

หลินต้าซานแม้จะมึนเมาเพียงใด แต่เมื่อถูกบุตรชายตะโกนเรียกสติ และสัมผัสได้ถึงมือที่ล้วงลึกเข้ามาบริเวณถุงเงินและพวงกุญแจ เขาก็พลันตื่นตัวขึ้นมาทันที เขาก้มลงมองมือของพี่ชายที่ยังเกาะกุมอยู่ที่เอวของตน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหลินต้าไห่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและผิดหวัง

"พี่ใหญ่... ท่าน..." น้ำเสียงของหลินต้าซานสั่นเครือ ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่อก ยิ่งกว่าพิษสุราที่ดื่มเข้าไปเสียอีก

หลินต้าไห่หน้าซีดเผือด รีบชักมือกลับราวกับต้องของร้อน เขาหัวเราะแห้งๆ เสียงดังลั่นเพื่อกลบเกลื่อนความอับอาย เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก

"ฮ่ะๆๆ... เจ้าเด็กคนนี้นี่ ตาฝาดแล้วกระมัง" หลินต้าไห่พยายามปั้นยิ้มที่ดูบิดเบี้ยว "ข้าเห็น... เอ่อ... ข้าเห็นฝุ่น ใช่แล้ว! มีฝุ่นก้อนใหญ่กับเศษใบไม้แห้งเกาะอยู่ที่เอวพ่อเจ้า ข้าก็แค่จะช่วยปัดออกให้เท่านั้นเอง พี่น้องท้องเดียวกัน จะทำเรื่องไม่ดีไม่งามได้อย่างไร"

ข้อแก้ตัวน้ำขุ่นๆ นั้นฟังดูเบาหวิวราวกับปุยนุ่น ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างพากันสบตากันอย่างรู้ทัน แม้ไม่มีใครพูดออกมาตรงๆ เพราะเกรงใจเจ้าภาพ แต่สายตาที่มองหลินต้าไห่นั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากความเคารพในฐานะผู้อาวุโส กลายเป็นความรังเกียจระคนสมเพช

หลินต้าซานสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มความรู้สึกขมขื่นในใจ เขาไม่ได้โง่เขลาจนดูไม่ออกว่าพี่ชายกำลังทำอะไร ฝุ่นหรือ? ใบไม้แห้งหรือ? ที่เอวของเขามีแต่ความว่างเปล่า จะมีก็เพียงพวงกุญแจสำคัญที่บุตรสาวกำชับนักหนาว่าห้ามให้ใครแตะต้อง

"ฝุ่นรึขอรับ..." หลินต้าซานเอ่ยเสียงต่ำ มือหยาบกร้านจากการทำงานหนักเลื่อนไปกุมพวงกุญแจที่เอวไว้แน่น ราวกับจะประกาศว่าเขาจะไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องมันอีก "ขอบใจพี่ใหญ่มากที่มีน้ำใจ... แต่คราวหน้า บอกข้าดีๆ ก็ได้ ไม่ต้องถึงกับล้วงเข้ามาลึกเพียงนี้"

วาจาของหลินต้าซานแม้จะดูสุภาพ แต่แฝงไปด้วยความห่างเหินและเย็นชาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นครั้งแรกที่กำแพงแห่งความกตัญญูและความเกรงใจที่เขามีต่อพี่ชายเริ่มพังทลายลง เหลือไว้เพียงความหวาดระแวง

หลินต้าไห่หน้าชาดิก รู้สึกเหมือนถูกตบหน้ากลางตลาด เขาทำได้เพียงยิ้มเจื่อนๆ พยักหน้าหงึกหงัก "อะ... อืม นั่นสินะ ข้าอาจจะหวังดีเกินไปหน่อย... เอาล่ะๆ ข้าขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อน"

เขารีบผละออกมาจากวงล้อม เดินก้มหน้าก้มตาหนีสายตาผู้คนออกไปอย่างรวดเร็ว ราวกับสุนัขจนตรอกที่ถูกจับได้ว่าขโมยไก่กิน

ที่มุมมืดของเรือน หลินหว่านเอ๋อร์ก้าวออกมาจากเงามืด รอยยิ้มบางเบาประดับบนมุมปาก นางเดินเข้าไปหาบิดาที่ยืนนิ่งงันอยู่กลางวงล้อม เอื้อมมือไปจับมือที่สั่นเทาของเขาเบาๆ

"ท่านพ่อ กลับไปพักผ่อนเถอะเจ้าค่ะ งานเลี้ยงใกล้เลิกแล้ว เดี๋ยวข้ากับท่านแม่จะดูแลความเรียบร้อยเอง"

หลินต้าซานหันมามองบุตรสาว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและความเศร้าหมอง "หว่านเอ๋อร์... พ่อ..."

"ไม่ต้องพูดอะไรเจ้าค่ะ ท่านพ่อ" หว่านเอ๋อร์ตัดบทด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น "คนบางคน ต่อให้เราดีด้วยเพียงใด สุนัขก็ยังเลิกกินอาจมไม่ได้ ท่านเพียงแค่ต้องระวังตัวให้มากขึ้น... กุญแจดอกนั้น สำคัญกว่าความสัมพันธ์จอมปลอมนะเจ้าคะ"

คำพูดของบุตรสาวตอกย้ำความจริงที่หลินต้าซานพยายามหลีกหนีมาตลอด เขาพยักหน้าช้าๆ ความเมามายมลายหายไปจนสิ้น เหลือไว้เพียงความตระหนักรู้ว่า พี่ชายที่เขาเคยเคารพรัก บัดนี้ได้ตายจากไปแล้ว เหลือเพียงโจรในคราบญาติสนิทเท่านั้น

หลังจากส่งบิดาเข้าห้องนอน หลินหว่านเอ๋อร์ยืนมองดูความมืดมิดนอกหน้าต่าง แสงตะเกียงวูบไหวสะท้อนเงาร่างของนางทาบทับลงบนพื้น สายตาของนางคมกริบดุจเหยี่ยวที่กำลังมองเหยื่อ

การกระทำของลุงใหญ่ในวันนี้เป็นการประกาศสงครามอย่างชัดเจน เขาต้องการสูตรลับ และเขาจะไม่หยุดจนกว่าจะได้มันมา... หรืออย่างน้อย นั่นคือสิ่งที่เขาคิด

"อยากได้สูตรนักใช่หรือไม่..." หว่านเอ๋อร์พึมพำกับตัวเองเบาๆ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้างาม นางหมุนตัวกลับ เดินตรงไปยังโต๊ะเขียนหนังสือ หยิบพู่กันจุ่มหมึกดำขลับ ตวัดปลายพู่กันลงบนกระดาษสาเนื้อหยาบอย่างคล่องแคล่ว

ในเมื่อลุงใหญ่อยากเป็นหัวขโมยนัก นางก็จะช่วยสงเคราะห์ให้เขาสมปรารถนา แต่ของที่ขโมยไปนั้น... จะเป็นลาภลอยหรือหายนะ ก็สุดแล้วแต่บุญทำกรรมแต่งของเขาเอง

นางเขียนรายชื่อสมุนไพรแปลกประหลาดลงไปผสมปนเปกันมั่วซั่ว ทั้งรากไม้ขมจัด สมุนไพรฤทธิ์ระบายท้องอย่างแรง และใบไม้ที่มีกลิ่นฉุนกึก นางบรรจงเขียนหัวข้อตัวโตๆ ว่า **'สูตรลับซอสสวรรค์ตระกูลหลิน'**

หว่านเอ๋อร์วางพู่กันลง ยกกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาเป่าหมึกให้แห้ง ดวงตาเป็นประกายวาววับ

"เสี่ยวเฟิง..." นางเรียกน้องชายที่กำลังเก็บของเล่นอยู่ไม่ไกล

"ขอรับท่านพี่?" เด็กน้อยวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา

"คืนนี้... เราจะเปิดประตูห้องครัวทิ้งไว้ แล้ววางกระดาษแผ่นนี้ไว้บนโต๊ะ... เจ้าว่า หนูตัวใหญ่แถวนี้จะอดใจไหวหรือไม่?"

เสี่ยวเฟิงมองกระดาษในมือพี่สาว แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันหลอ "ท่านพี่... ท่านนี่ช่างร้ายกาจยิ่งนัก! ข้าพนันได้เลยว่า หนูตัวนั้นต้องคาบไปกินแน่ๆ!"

สองพี่น้องหัวเราะเบาๆ ท่ามกลางความเงียบสงัดของค่ำคืน แต่สำหรับหลินต้าไห่ที่กำลังนอนพลิกตัวไปมาด้วยความแค้นใจและความโลภในเรือนของตน... เขาหารู้ไม่ว่า หายนะครั้งใหญ่กำลังรอเขาอยู่

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: กับดักซ้อนกล]**