ตอนที่ 62
***บทที่ 62: กับดักซ้อนกล***
เสียงหัวเราะใสกระจ่างของสองพี่น้องค่อยๆ เลือนหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและกลิ่นอายแห่งแผนการที่กำลังก่อตัวขึ้น หลินหว่านเอ๋อร์กวาดตามองกระดาษสาบนโต๊ะอีกครั้ง นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับจิตวิญญาณจอมวางแผนในกายยังไม่พอใจกับผลงานชิ้นนี้เพียงแค่ระดับ 'ทำให้ท้องเสีย'
"แค่นี้ยังไม่สาสมกับความโลภของคนผู้นั้น..." นางพึมพำ นัยน์ตาทอประกายลึกล้ำดุจบ่อน้ำเย็นเยียบ
นางหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง จรดปลายลงไปเพิ่มเติมรายละเอียดในช่วงท้ายของสูตร การจะหลอกลวงคนโลภนั้นง่ายดาย แต่การจะหลอกลวงให้เขาเจ็บแสบจนจำไปจนวันตายนั้นต้องใช้ศิลปะ หว่านเอ๋อร์นึกถึงตำราสมุนไพรในมิติลับและความรู้ที่นางสั่งสมมา
นางเขียนเพิ่มชื่อสมุนไพรลงไปอีกสองชนิด หนึ่งคือ 'หญ้าหนามอัคคี' สมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนแรงดั่งไฟ หากสัมผัสถูกผิวหนังหรือลิ้นจะทำให้เกิดอาการคันคะเยออย่างรุนแรงและบวมเจ่อราวกับถูกผึ้งร้อยตัวรุมต่อย แต่นางเขียนกำกับไว้ด้วยถ้อยคำสวยหรูว่า *'เพิ่มความเผ็ดร้อนซาบซ่าน ลิ้นชาดด้วยรสสัมผัสสวรรค์'*
และอีกชนิดคือ 'รากสบู่ดำ' ที่มีฤทธิ์ถ่ายท้องอย่างรุนแรงจนแทบจะรีดไส้รีดพุง นางเขียนบรรยายสรรพคุณว่า *'ช่วยชูรสชาติให้กลมกล่อม ลื่นคอระคนหวานล้ำ'*
เมื่อรวมเข้ากับส่วนผสมมั่วซั่วก่อนหน้านี้ สูตรนี้มิใช่เพียงแค่ขยะ แต่มันคือยาพิษชั้นดีที่จะทำให้ผู้กินตกนรกทั้งเป็น ตั้งแต่ปากบวมเจ่อ คันคะเยอไปทั้งตัว และต้องวิ่งเข้าห้องสุขาจนขาอ่อนแรง
"เสี่ยวเฟิง เจ้าดูนี่" นางชูกระดาษที่หมึกเริ่มแห้งให้ดู "นี่คือ 'คัมภีร์หายนะ' ที่ข้าตั้งใจมอบให้ลุงใหญ่โดยเฉพาะ"
เด็กน้อยมองตัวอักษรที่เรียงราย แม้เขาจะอ่านไม่ออกทั้งหมด แต่เขาสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตบางอย่างที่แผ่ออกมาจากพี่สาว เขากลืนน้ำลายลงคอ "ท่านพี่... ท่านแน่ใจนะว่ามันจะไม่ทำให้เขา... ตาย?"
"คนเลวหนังเหนียว ตายยากยิ่งกว่าแมลงสาบ" หว่านเอ๋อร์แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "ข้าแค่จะสั่งสอนให้เขารู้ว่า ของของบ้านรองตระกูลหลิน มิใช่สิ่งที่ใครจะมาหยิบฉวยไปได้ง่ายๆ"
นางลุกขึ้นยืน พับกระดาษแผ่นนั้นอย่างไม่ใส่ใจนัก แล้วเดินนำน้องชายออกจากห้องนอน มุ่งหน้าไปยังห้องครัวที่อยู่ด้านหลังเรือน บรรยากาศยามดึกสงัด มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรที่กรีดปีกร้องระงม
ภายในห้องครัวที่มืดมิด หว่านเอ๋อร์จุดตะเกียงน้ำมันดวงเล็ก วางไว้บนโต๊ะเตรียมอาหาร แสงสีส้มสลัวส่องกระทบขวดโหลเครื่องปรุงและผักสดที่วางเรียงราย นางจงใจวางกระดาษสูตรลับปลอมๆ แผ่นนั้นไว้ข้างครกหิน ทับด้วยก้อนหินเล็กๆ เพื่อกันลมพัด แต่มุมหนึ่งของกระดาษเผยอขึ้นเล็กน้อย เชื้อเชิญให้ผู้พบเห็นหยิบฉวย
"ประตู..." หว่านเอ๋อร์เดินไปที่ประตูไม้เก่าคร่ำคร่า นางปลดดาลขัดประตูออก แง้มมันไว้เพียงเล็กน้อย พอให้ลมพัดผ่านและสังเกตได้ว่ามัน 'ไม่ได้ลงกลอน'
"การวางกับดักที่ดีที่สุด คือการทำให้เหยื่อคิดว่าตนเองเป็นผู้โชคดี" นางกระซิบสอนน้องชาย "ลุงใหญ่คิดว่าพวกเราเป็นเพียงเด็กกำพร้าโง่เขลาที่ไม่ระวังตัว ความประมาทของเขา คืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุดของเรา"
เสี่ยวเฟิงพยักหน้าหงึกหงัก ดวงตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดเสียว "แล้วเราต้องทำอย่างไรต่อขอรับ?"
"กลับไปนอน" หว่านเอ๋อร์ตอบสั้นๆ รอยยิ้มมุมปากยกสูงขึ้น "หน้าที่ของเราจบแล้ว ที่เหลือ... ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของความโลภ"
สองพี่น้องเดินกลับมายังห้องนอน หว่านเอ๋อร์ดับตะเกียงในห้องจนมืดสนิท แต่แทนที่จะล้มตัวลงนอน นางกลับนั่งพิงผนังข้างหน้าต่าง แง้มบานหน้าต่างออกเพียงนิดเดียว สายตาลอดผ่านช่องว่างจับจ้องไปยังทิศทางของห้องครัว
รัตติกาลเคลื่อนคล้อย พระจันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่กลางนภาสาดแสงนวลตาอาบไล้ไปทั่วบริเวณบ้านดินหลังเก่า ความเงียบงันปกคลุมไปทั่ว แต่ประสาทสัมผัสของหว่านเอ๋อร์กลับตื่นตัวเต็มที่
นางรู้ดีว่าหลินต้าไห่ไม่มีทางรอช้า หลังจากที่เขาพ่ายแพ้และอับอายกลับไปเมื่อตอนกลางวัน ความแค้นและความอยากเอาชนะจะเผาไหม้จิตใจเขาจนร้อนรุ่ม ยิ่งผนวกกับหนี้สินพนันที่เขาก่อไว้ สูตรลับที่สามารถสร้างเงินทองได้มหาศาลจึงเป็นเหมือนขอนไม้สุดท้ายกลางทะเลที่เขาต้องไขว่คว้า
เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังแว่วมาตามลม
*กรอบ... แกรบ...*
เสียงย่ำลงบนใบไม้แห้ง ดังขึ้นจากทางรั้วด้านหลังบ้าน หว่านเอ๋อร์หรี่ตามอง ฝ่ามือเรียวบางกำเข้าหากันแน่น
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืด รูปร่างสันทัด ไหล่ห่อเล็กน้อย ท่าทางลับๆ ล่อๆ ดูคุ้นตายิ่งนัก ชายผู้นั้นสวมชุดสีเข้มเพื่อพรางตัว แต่ท่าทางการเดินที่คุ้นเคยนั้นไม่อาจหลอกสายตาของหลานสาวได้
หลินต้าไห่!
เขามาจริงๆ ตามที่คาดไว้...
เงานั้นค่อยๆ ย่องเข้ามาใกล้ตัวเรือน เขาหยุดชะงักเป็นพักๆ หันซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวัง ราวกับหนูสกปรกที่กำลังจะขโมยข้าวสาร
หว่านเอ๋อร์กลั้นหายใจ มองดูการกระทำของลุงใหญ่ด้วยความสมเพชและขบขัน นางเห็นเขาค่อยๆ ย่องไปที่หน้าประตูห้องครัว มือหยาบกร้านเอื้อมไปผลักบานประตู
*แอ๊ด...*
เสียงบานพับประตูไม้เก่าที่ไม่ได้หยอดน้ำมันดังขึ้นเบาๆ ในความเงียบ หลินต้าไห่สะดุ้งเฮือก หยุดชะงักตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป เขาหันขวับมามองทางห้องนอนของสองพี่น้องด้วยความหวาดระแวง
ทว่า... ทุกอย่างยังคงเงียบสงัด ไร้การเคลื่อนไหวใดๆ
หลินต้าไห่ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก รอยยิ้มแห่งชัยชนะเริ่มปรากฏบนใบหน้าภายใต้เงามืด เขาคิดว่าสวรรค์เข้าข้างเขาแล้ว ประตูไม่ได้ลงกลอน! เจ้าเด็กพวกนี้ช่างสะเพร่าสมกับเป็นเด็กไร้พ่อขาดแม่เสียจริง!
เท้าของเขาก้าวเข้าไปในห้องครัว สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะไปสะดุดเข้ากับกระดาษแผ่นหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ แสงจันทร์ที่ส่องลอดผ่านรอยแตกของผนังไม้เผยให้เห็นตัวอักษรเลือนราง
หัวใจของหลินต้าไห่เต้นระรัวดั่งกลองศึก ความโลภเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะจนสิ้น เขาพุ่งตรงเข้าไปยังโต๊ะตัวนั้น มือสั่นเทาเอื้อมไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา
ในเงามืดของห้องนอน หว่านเอ๋อร์มองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านช่องหน้าต่าง รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้างาม
"ปลาติดเบ็ดแล้ว..."
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: หัวขโมยยามวิกาล]**