ตอนที่ 82
***บทที่ 82: คืนเพลิงไหม้***
เปลวเพลิงสีแดงฉานแลบเลียขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับลิ้นของมัจจุราช มันคำรามกึกก้องผสานไปกับเสียงแตกเปรี๊ยะของไม้แห้งและความร้อนระอุที่แผ่ซ่านออกมาอย่างรวดเร็ว กลิ่นน้ำมันฉุนกึกตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ บ่งบอกเจตนาอันมุ่งร้ายหมายชีวิตของผู้กระทำ
ทว่า ท่ามกลางความโกลาหลที่เพิ่งปะทุขึ้น ร่างเล็กของหลินหว่านเอ๋อร์ที่ยืนตระหง่านอยู่กลางลานบ้านกลับมิได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นัยน์ตาหงส์คู่งามสะท้อนแสงไฟที่ลุกโชน แต่มันกลับดูเยือกเย็นและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าอัคคีตรงหน้า
"ท่านพ่อ! ท่านลุงหนิว! ทุกคนตื่นเดี๋ยวนี้!"
เสียงตวาดของนางดังก้อง กังวานใสและเฉียบขาดราวกับแม่ทัพสั่งการในสนามรบ มิใช่เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือของดรุณีน้อยผู้สิ้นหวัง
"ไฟไหม้! เร็วเข้า!"
ทันทีที่สิ้นเสียงของนาง ประตูห้องพักคนงานก็ถูกผลักเปิดออกอย่างรวดเร็ว ลุงหนิวและป้าหนิวพร้อมด้วยคนงานอีกสองสามคนที่นางจ้างมา วิ่งกรูกันออกมาด้วยความรวดเร็ว ราวกับว่าพวกเขาหลับตารอคอยคำสั่งนี้อยู่แล้ว เสื้อผ้ายังสวมใส่ครบชุด ไม่มีผู้ใดอยู่ในชุดนอนที่รุ่มร่าม
"อย่าเพิ่งใช้น้ำ!" หลินหว่านเอ๋อร์ตะโกนสั่งการแข่งกับเสียงไฟ "ใช้น้ำมันราด ต้องใช้ทรายกับดินกลบก่อน! เอาถังทรายที่ข้าให้เตรียมไว้ใต้ถุนออกมา!"
นี่คือสิ่งที่นางเตรียมการไว้...
เมื่อหลายวันก่อน สัญชาตญาณและการข่าวจากท่านน้าจางทำให้หลินหว่านเอ๋อร์คาดเดาได้ว่าคนของร้านฟู่อันหรือพวกคนชั่วในเงามืดจะต้องลงมือ นางจึงสั่งให้คนงานตักทรายใส่ถังไม้ วางเรียงรายซ่อนไว้ตามจุดต่างๆ รอบโรงเรือนและใต้ถุนบ้าน โดยอ้างว่าเอาไว้กันลื่นหรือซ่อมแซมพื้น แต่แท้จริงแล้ว คือการเตรียมรับมือกับเพลิงพิโรธที่เกิดจากเชื้อเพลิงน้ำมัน
"เร็วเข้า! ทางซ้าย! ตรงนั้นไฟแรงที่สุด!" ลุงหนิวผู้มีร่างกายกำยำคว้าถังทรายวิ่งนำหน้าคนงานคนอื่นๆ เขาเททรายพรวดลงไปที่โคนเสารั้วที่กำลังถูกไฟเลีย
*ซ่า!*
ทรายแห้งจำนวนมากถูกสาดซัดเข้าใส่กองเพลิง ตัดขาดออกซิเจนที่หล่อเลี้ยงเปลวไฟอย่างชะงัด นักวางเพลิงคงคาดหวังจะเห็นภาพผู้คนวิ่งวุ่นตักน้ำราดแล้วไฟกลับลุกโหมแรงขึ้นเพราะน้ำมันลอยเหนือน้ำ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตาลปัตร
กลุ่มคนงานทำงานประสานกันอย่างเป็นระเบียบ คนหนึ่งสาดทราย คนหนึ่งตักดิน อีกคนเตรียมถังน้ำรอจังหวะ เมื่อเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำถูกทรายกดทับจนมอดแสงลง เหลือเพียงควันดำและไอร้อน หลินหว่านเอ๋อร์จึงสะบัดมือสั่งการขั้นต่อไป
"ตอนนี้สาดน้ำได้! ดับถ่านให้สนิท อย่าให้เหลือเชื้อ!"
*ซ่า! ซ่า! ซ่า!*
น้ำจากโอ่งมังกรใบใหญ่ที่ตั้งเตรียมไว้ถูกระดมสาดเข้าไป เสียงน้ำกระทบถ่านร้อนดังฉ่า ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรีแทนที่เปลวเพลิงสีแดงเมื่อครู่
ใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งเค่อ (15 นาที) เหตุการณ์ที่ควรจะเป็นโศกนาฏกรรมเผาผลาญโรงเรือนเพาะเห็ดและบ้านพักจนวอดวาย ก็สงบลงเหลือเพียงกลิ่นเหม็นไหม้และคราบเขม่าดำ
หลินต้าไห่ที่วิ่งตามออกมาทีหลัง ยืนตัวสั่นเทาอยู่ข้างโอ่งน้ำ ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ เขามองดูร่องรอยความเสียหายที่เกิดขึ้น รั้วไม้ไผ่ด้านทิศตะวันตกถูกเผาจนดำเป็นตอตะโกไปช่วงหนึ่ง หลังคาโรงเก็บฟางเสียหายเล็กน้อย แต่ตัวโรงเรือนหลักที่เพาะเห็ดปราณเงินและแปลงผักสำคัญกลับไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย
"หว่านเอ๋อร์... ลูก... ลูกปลอดภัยหรือไม่?" หลินต้าไห่รีบโผเข้ามาจับไหล่บุตรสาว สำรวจหาร่องรอยบาดเจ็บ
"ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านพ่อ" หลินหว่านเอ๋อร์ตอบเสียงเรียบ แต่มือข้างที่กำมีดสั้นนั้นเกร็งจนข้อนิ้วขาวซีด "เสียหายเพียงรั้วไม้กับฟางเก่าๆ ไม่กี่มัดเท่านั้น โรงเรือนของเราปลอดภัยดี"
นางกวาดสายตามองความเสียหาย ทรัพย์สินที่เสียไปนับว่าเล็กน้อยนักเมื่อเทียบกับความตั้งใจของคนร้าย แต่สิ่งที่ถูกทำลายจนย่อยยับคือ 'ความอดทน' ของนาง
"ใคร... ใครกันที่ทำเรื่องบัดซบเช่นนี้!" ลุงหนิวสบถออกมาด้วยความโกรธแค้น พลางปาดเหงื่อและคราบเขม่าออกจากใบหน้า "ช่างอำมหิตนัก กะจะเผาให้ตายทั้งเป็นเลยหรือ!"
หลินหว่านเอ๋อร์ไม่ตอบ นางหรี่ตาลง เพ่งมองฝ่าความมืดสลัวออกไปทางทิศที่รอยเท้าคนร้ายน่าจะมุ่งหน้าไป
ในขณะที่ทุกคนกำลังง่วนกับการดับไฟ ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมที่ได้รับการขัดเกลาจากน้ำวิเศษในมิติ ทำให้นางจับจ้องความเคลื่อนไหวรอบนอกอยู่ตลอดเวลา
ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สลัวราง นางเห็นเงาตะคุ่มของคนสองคนวิ่งหนีตายออกจากแนวป่าหลังรั้วบ้าน
คนหนึ่งรูปร่างผอมเกร็ง วิ่งโขยกเขยกด้วยความรวดเร็ว มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นทางลัดสู่ตัวเมือง... นั่นคงเป็นสมุนรับจ้างของร้านฟู่อัน
แต่อีกคนหนึ่ง... ร่างกายท้วมหนา ท่าทางการวิ่งดูเทอะทะและคุ้นตาอย่างประหลาด มันสะดุดรากไม้จนเกือบล้มหน้าคะมำ ก่อนจะรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีไปทางทิศตะวันออก
ทิศตะวันออก... ทางไป 'บ้านใหญ่' ของตระกูลหลิน!
มุมปากของหลินหว่านเอ๋อร์ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่ไปไม่ถึงดวงตา
นางจำแผ่นหลังนั้นได้แม่นยำ จำท่าทางการเดินที่ชอบวางก้ามแต่ยามหนีตายกลับดูขี้ขลาดตาขาวเช่นนั้นได้ดี จะเป็นใครไปได้อีกนอกจาก 'ลุงใหญ่' หลินต้าจวง!
ความโกรธเกรี้ยวที่สุมอยู่ในอกปะทุขึ้นราวกับภูเขาไฟ หากเป็นเพียงการกลั่นแกล้งทางการค้า นางยังพอจะเล่นเกมโต้กลับด้วยปัญญาได้ แต่การจุดไฟเผาบ้านในยามวิกาลเช่นนี้ คือการหมายเอาชีวิตคนในครอบครัวของนาง หากนางไม่เตรียมการป้องกันไว้ หากท่านพ่อหรือเสี่ยวเป่าหนีออกมาไม่ทัน...
ความคิดนั้นทำให้จิตสังหารในแววตาของนางรุนแรงจนลุงหนิวที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ยังรู้สึกขนลุกซู่โดยไม่ทราบสาเหตุ
"คุณหนู... จะให้ข้าพากลุ่มคนงานออกไปตามจับพวกมันไหมขอรับ?" ลุงหนิวถามเสียงเครียด
หลินหว่านเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึก ระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน นางยกมือขึ้นห้าม "ไม่ต้องท่านลุงหนิว ป่านนี้พวกมันคงหนีไปไกล หรือไม่ก็มุดหัวกลับลงรูไปแล้ว การไล่ตามในความมืดอาจเป็นกับดัก"
นางเก็บมีดสั้นเข้าฝักที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้ออย่างมิดชิด ก่อนจะหันมาสั่งการด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดที่แฝงความอำมหิตลึกซึ้ง
"ท่านลุงหนิว ให้คนงานผลัดเวรกันเฝ้ายามคืนนี้อย่างเข้มงวด ห้ามใครเข้าใกล้จุดที่เกิดเพลิงไหม้เด็ดขาด"
"ทำไมหรือขอรับ?"
"เพราะพรุ่งนี้เช้า..." หลินหว่านเอ๋อร์เดินเข้าไปใกล้กองซากรั้วที่ยังส่งกลิ่นเหม็นไหม้ สายตาของนางจับจ้องไปยังวัตถุบางอย่างที่ตกอยู่ไม่ไกลจากจุดต้นเพลิง เป็นวัตถุที่พวกมันคงทำตกไว้ด้วยความลนลาน "...ข้าจะต้องใช้ทุกอย่างที่อยู่ตรงนี้ ส่งพวกเดรัจฉานเข้าคุกให้หมด!"
แสงไฟจากคบเพลิงส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของดรุณีน้อย เผยให้เห็นแววตาที่แข็งกร้าวดุจเหล็กกล้า นางจะไม่ยอมให้เรื่องนี้จบลงเงียบๆ การลงมือครั้งนี้ของพวกมัน เท่ากับเป็นการยื่นมีดมาให้นางเชือดคอพวกมันเอง
นางจะทำให้พวกมันรู้ซึ้งว่า การเล่นกับไฟที่แท้จริง... จุดจบจะเป็นเช่นไร!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: หลักฐานมัดตัว]**