ตอนที่ 84
***บทที่ 84: การฟ้องร้องที่ว่าการอำเภอ***
รถม้าของตระกูลหลินแล่นตะบึงออกจากหมู่บ้านมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองหยุนเจียง ฝุ่นตลบอบอวลอยู่เบื้องหลังราวกับม่านหมอกแห่งความวุ่นวายที่กำลังจะอุบัติขึ้น ภายในรถม้า หลินหว่านเอ๋อร์นั่งสงบนิ่ง แผ่นหลังเหยียดตรงดุจต้นไผ่ แม้ใบหน้าจะเรียบเฉยทว่าดวงตากลับลุกโชนไปด้วยเพลิงโทสะที่ร้อนแรงยิ่งกว่าเปลวไฟที่เผาผลาญโรงงานของนาง
เมื่อล้อรถบดเบียดไปตามถนนหินเข้าสู่เขตเมืองหยุนเจียง เสียงจอแจของผู้คนก็เริ่มดังขึ้น หว่านเอ๋อร์มิได้มุ่งตรงไปที่ร้านอาหารจินยวี่เพื่อปรับทุกข์ แต่สั่งให้ลุงหนิวบังคับรถม้าตรงดิ่งไปยังหน้าประตูที่ว่าการอำเภอทันที
"หยุดรถ!"
เสียงหวานทว่าทรงอำนาจดังขึ้น ร่างบอบบางในชุดสีครามเข้มก้าวลงจากรถม้าอย่างมั่นคง นางเงยหน้ามองกลองใบมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าประตูศาล กลองหนังวัวเก่าแก่ที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน รอคอยผู้มีความทุกข์ร้อนมาเคาะเพื่อทวงความยุติธรรม
โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย หว่านเอ๋อร์คว้าไม้ตีกลองขึ้นมา สูดลมหายใจลึก แล้วเหวี่ยงแขนฟาดลงไปสุดแรง
*ตึง! ตึง! ตึง!*
เสียงกลองดังกึกก้องกัมปนาท สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วบริเวณ ราวกับเสียงฟ้าคำรามที่ผ่าลงมากลางเมืองที่กำลังวุ่นวาย เสียงนั้นมิใช่เพียงเสียงเรียกร้องความสนใจ แต่มันคือประกาศิตแห่งสงครามที่นางกำลังจะเริ่มขึ้น
ชาวบ้านร้านตลาดที่เดินขวักไขว่ต่างหยุดชะงัก สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่หญิงสาวร่างเล็กผู้กล้าหาญที่กำลังตีกลองร้องทุกข์ เสียงซุบซิบเริ่มดังเซ็งแซ่
"นั่นแม่นางหลินจากโรงงานเต้าหู้นี่นา!"
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น? เหตุใดนางถึงมาตีกลองร้องทุกข์ด้วยตนเองเช่นนี้?"
"ข้าได้ข่าวลือมาว่าเมื่อคืนโรงงานของนางถูกเพลิงไหม้วอดวาย สงสัยว่าเรื่องนี้จะมีเงื่อนงำ!"
ไม่นานนัก ประตูศาลก็เปิดออก เจ้าหน้าที่ศาลเดินออกมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ตะโกนถามเสียงดัง "ผู้ใดบังอาจตีกลองรบกวนความสงบ! มีเรื่องร้องเรียนอันใด!"
หลินหว่านเอ๋อร์วางไม้ตีกลองลง ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมแต่ไม่ต่ำต้อย "ข้าน้อยหลินหว่านเอ๋อร์ มีเรื่องคอขาดบาดตายต้องร้องเรียนท่านนายอำเภอ ขอท่านโปรดเมตตาเปิดศาลไต่สวน เพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่ข้าน้อยด้วยเจ้าค่ะ!"
ในขณะเดียวกัน เถ้าแก่เนี่ย เจ้าของภัตตาคารจินยวี่ที่ได้รับข่าวจากเด็กรับใช้ที่หว่านเอ๋อร์ส่งไปแจ้งล่วงหน้า ก็รีบรุดมาถึงพร้อมด้วยสีหน้าถมึงทึง เขาแหวกฝูงชนเข้ามา ยืนเคียงข้างหว่านเอ๋อร์ "ข้าน้อยเนี่ยเจิ้นหรง ขอเป็นพยานและผู้สนับสนุนในการฟ้องร้องครั้งนี้!"
เมื่อเห็นว่าเป็นคดีความใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับร้านค้าชื่อดังและเหตุเพลิงไหม้ที่ชาวเมืองโจษจัน ท่านนายอำเภอจึงสั่งเปิดศาลทันที
...
ภายในโถงว่าการอำเภอ บรรยากาศเงียบสงัดและกดดัน ป้ายอักษร "เมตตาธรรมค้ำจุนโลก" แขวนเด่นเป็นสง่าอยู่เหนือบัลลังก์ เจ้าหน้าที่ถือไม้พลองยืนเรียงแถวซ้ายขวา เคาะไม้ลงพื้นเป็นจังหวะพร้อมเปล่งเสียง "เวย... อู..." เพื่อข่มขวัญผู้คน
ท่านนายอำเภอ ‘เจิ้ง’ นั่งอยู่บนบัลลังก์สูง สวมชุดขุนนางเต็มยศ ดวงตาคมกริบกวาดมองหญิงสาวที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง แม้นางจะเป็นเพียงหญิงชาวบ้าน แต่กิริยาท่าทางกลับสง่างามและเยือกเย็นจนน่าประหลาดใจ
"หลินหว่านเอ๋อร์ เจ้าตีกลองร้องทุกข์ กล่าวหาว่ามีผู้ลอบวางเพลิงโรงงานของเจ้า ข้อหานี้ร้ายแรงนัก หากไม่มีมูลความจริง เจ้าจะมีความผิดฐานแจ้งความเท็จและก่อความวุ่นวาย" นายอำเภอเจิ้งเอ่ยเสียงเข้ม
หว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น แววตาเด็ดเดี่ยว "ข้าน้อยมิกล้าเอาชีวิตและชื่อเสียงมาล้อเล่นเจ้าค่ะ เรื่องที่ข้าน้อยจะกราบเรียน ล้วนมีหลักฐานประจักษ์ชัดแจ้ง มิใช่เพียงคำกล่าวอ้างเลื่อนลอย"
นางหันไปหยิบห่อผ้าที่วางอยู่ข้างกาย บรรจงแกะออก เผยให้เห็นเศษไหดินเผาที่แตกเป็นเสี่ยงๆ และซองกระดาษที่บรรจุเศษผ้าสีน้ำเงินซีดจาง
"เรียนท่านนายอำเภอ... เมื่อคืนนี้ โรงงานเต้าหู้ของข้าน้อยถูกลอบวางเพลิง ไฟโหมกระหน่ำหวังจะพรากชีวิตคนงานและทำลายทรัพย์สินจนหมดสิ้น โชคยังดีที่สวรรค์เมตตา พวกเราดับไฟได้ทัน แต่สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือหลักฐานความอำมหิตเหล่านี้เจ้าค่ะ"
นางชูเศษไหดินเผาขึ้น "นี่คือเศษไหใส่น้ำมันเชื้อเพลิงที่คนร้ายใช้ เป็นไหดินเผาเนื้อดีที่มีตราประทับเฉพาะ ซึ่งร้านค้าทั่วไปไม่ใช้กัน แต่เป็นไหที่สั่งทำพิเศษสำหรับร้านขายของชำขนาดใหญ่..."
เถ้าแก่เนี่ยก้าวออกมาข้างหน้า ประสานมือคารวะ "เรียนใต้เท้า ข้าน้อยเนี่ยเจิ้นหรง ยืนยันได้ขอรับ ไหใบนี้มีลวดลายดอกโบตั๋นที่ก้นไห เป็นสัญลักษณ์ของโรงงานเครื่องปั้นดินเผาทางใต้ที่ส่งสินค้าให้กับ 'ร้านฟู่อัน' เพียงแห่งเดียวในเมืองหยุนเจียงนี้!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นจากฝูงชนชาวบ้านที่เบียดเสียดกันอยู่หน้าประตูศาล ชื่อของ 'ร้านฟู่อัน' ร้านคู่แข่งตัวฉกาจถูกเอ่ยออกมา ทำให้ทุกคนเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้
หว่านเอ๋อร์ไม่รอให้กระแสความสนใจจางหาย นางหยิบซองกระดาษขึ้นมาเปิดออก คีบเศษผ้าชิ้นเล็กๆ นั้นออกมา "และนี่... คือชิ้นส่วนชายเสื้อของคนร้ายที่เกี่ยวติดกับรั้วไม้ขณะหลบหนี เป็นผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีน้ำเงินซีดจาง มีรอยปะชุนด้วยด้ายสีดำ ซึ่งตรงกับเสื้อที่ 'หลินต้าไห่' ลุงใหญ่ของข้าน้อยสวมใส่อยู่เป็นประจำ!"
"หลินต้าไห่?" นายอำเภอทวนชื่อ คิ้วขมวดมุ่น "เจ้ากำลังจะบอกว่า ลุงแท้ๆ ของเจ้า สมรู้ร่วมคิดกับคนนอกเพื่อวางเพลิงเผาหลานสาวตัวเองรึ?"
"คนผู้นี้เห็นแก่เงินตรามากกว่าสายเลือดเจ้าค่ะ!" หว่านเอ๋อร์ตอบเสียงดังฟังชัด น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยคล้ายเจ็บปวดแต่ก็แฝงความเคียดแค้น "เขาริษยาที่ข้าน้อยทำมาค้าขึ้น จึงร่วมมือกับเถ้าแก่ร้านฟู่อัน ผู้ซึ่งเสียผลประโยชน์จากการที่ภัตตาคารจินยวี่สั่งซื้อเต้าหู้จากข้าน้อยแทนที่จะซื้อวัตถุดิบจากเขา ทั้งสองมีมูลเหตุจูงใจและหลักฐานมัดตัวแน่นหนา!"
"บังอาจนัก!" นายอำเภอตบโต๊ะเสียงดังลั่น ปัง! "ในเขตปกครองของข้า ยังมีคนกล้ากระทำการอุกอาจ เย้ยหยันกฎหมายบ้านเมืองเช่นนี้เชียวรึ! ทหาร!"
"ขอรับ!"
"นำกำลังไปจับกุมตัวเถ้าแก่จางแห่งร้านฟู่อัน และหลินต้าไห่ มาขึ้นศาลเดี๋ยวนี้! หากขัดขืนให้ใช้กำลังได้!"
เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป ความตึงเครียดในศาลยังคงคุกรุ่น ชาวบ้านต่างรอคอยด้วยใจจดจ่อ หว่านเอ๋อร์ยังคงนั่งคุกเข่าหลังตรง ไม่ไหวติงดุจรูปสลักหิน ทว่าในใจของนางกำลังวางหมากล่วงหน้าไปอีกหลายตา นางรู้ดีว่าคนอย่างเถ้าแก่ร้านฟู่อันย่อมต้องดิ้นรนปฏิเสธ แต่จุดอ่อนอยู่ที่ลุงใหญ่... คนขี้ขลาดตาขาวผู้นั้น
เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นที่หน้าศาล
"ปล่อยข้านะ! พวกเจ้ากล้าดียังไงมาจับข้า! ข้าเป็นเถ้าแก่ร้านฟู่อันนะโว้ย!" เสียงตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดของชายวัยกลางคนร่างท้วมดังมาแต่ไกล
ตามมาด้วยเสียงร้องโอดโอยของชายอีกคน "โอ๊ย! เบาๆ หน่อย ข้าเจ็บ! ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด ปล่อยข้าไปเถอะ!"
ร่างของชายสองคนถูกเจ้าหน้าที่หิ้วปีกโยนเข้ามาในโถงศาล เถ้าแก่จางแห่งร้านฟู่อัน เสื้อผ้าหลุดลุ่ย หน้าตาแดงก่ำด้วยความโกรธ ส่วนหลินต้าไห่นั้นหน้าซีดเผือด ตัวสั่นงันงกราวกับลูกนกตกน้ำ ทันทีที่เห็นบรรยากาศขึงขังของศาลและไม้พลองของเจ้าหน้าที่ เขาก็แทบจะปัสสาวะราดรดกางเกง
นายอำเภอเจิ้งมองดูผู้ต้องหาทั้งสองด้วยสายตาดูแคลน ก่อนจะตวาดเสียงกึกก้อง
"คนร้ายปากแข็ง! เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา! คุกเข่าลง!"
หลินต้าไห่ทรุดตัวลงคุกเข่าทันที หัวโขกพื้นโป๊กๆ "ใต้เท้าโปรดเมตตา! ใต้เท้าโปรดเมตตา!"
ส่วนเถ้าแก่จางยังคงพยายามยืนหยัด แม้ขาจะสั่นเล็กน้อย เขากวาดตามองมาที่หลินหว่านเอ๋อร์ด้วยแววตาอาฆาตมาดร้าย ก่อนจะหันไปประสานมือให้นายอำเภอ "ใต้เท้าเจิ้ง! นี่ต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิด ข้าน้อยเป็นพ่อค้าสุจริต เหตุใดจึงถูกปฏิบัติเช่นนี้ มีใครบางคนใส่ร้ายข้าน้อยแน่ๆ!"
หลินหว่านเอ๋อร์หันกลับมามองสบตากับเถ้าแก่จาง มุมปากยกยิ้มเย็นเยียบ รอยยิ้มที่งดงามราวกับบุปผาอาบยาพิษ นางชูเศษผ้าในมือขึ้นช้าๆ ให้หลินต้าไห่เห็นชัดๆ
"ท่านลุงใหญ่..." นางเอ่ยเสียงนุ่มนวลชวนขนลุก "ท่านจำเสื้อตัวเก่งของท่านตัวนั้นได้หรือไม่? ตัวที่มีรอยขาดที่ชายเสื้อด้านขวา... วันนี้ข้าเก็บมันมาคืนท่านแล้ว"
หลินต้าไห่เงยหน้าขึ้นมองเศษผ้าในมือนาง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายสั่นเทาจนฟันกระทบกันกึกๆ เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
หว่านเอ๋อร์หันไปทางนายอำเภอ "ใต้เท้าเจ้าคะ... ดูเหมือนว่าผู้ต้องหาจะเริ่มจำความผิดของตนได้บ้างแล้ว หากใต้เท้าจะกรุณา 'เตือนความจำ' เขาอีกสักหน่อย ความจริงคงจะกระจ่างในไม่ช้า"
นายอำเภอเจิ้งพยักหน้าช้าๆ หยิบป้ายอาญาสิทธิ์ขึ้นมาหนึ่งอัน ก่อนจะโยนลงพื้นเสียงดัง *เคร้ง!*
"เตรียมเครื่องทรมาน! หากไม่ยอมรับสารภาพ ก็โบยจนกว่าจะพูด!"
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ความจริงเปิดเผย]**