ตอนที่ 85

***บทที่ 85: ความจริงเปิดเผย***

เสียงไม้พลองกระแทกพื้นดังสนั่นหวั่นไหวราวกับสายฟ้าฟาดผ่ากลางศาล บรรยากาศภายในห้องโถงว่าการอำเภอเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ หลินต้าไห่ที่เดิมทีเป็นคนขี้ขลาดตาขาวอยู่แล้ว เมื่อได้ยินคำสั่ง "เตรียมเครื่องทรมาน" ของนายอำเภอเจิ้ง สติสตังที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดก็แตกกระเจิงหายไปจนหมดสิ้น

เขามองดูเจ้าหน้าที่ร่างกำยำสองนายที่ก้าวเข้ามาพร้อมแส้หนังและไม้หนีบนิ้ว ใบหน้าของลุงใหญ่ซีดเผือดไร้สีเลือด ริมฝีปากสั่นระริก ร่างกายที่คุกเข่าอยู่บนพื้นหินเย็นเฉียบอ่อนยวบยาบราวกับดินโคลนเหลว

"ไม่! ไม่! ใต้เท้าโปรดไว้ชีวิต! ข้าพูดแล้ว! ข้ายอมพูดแล้ว!" หลินต้าไห่กรีดร้องเสียงหลง โขกศีรษะลงกับพื้นซ้ำๆ จนหน้าผากเริ่มมีเลือดซึมออกมา "อย่าทรมานข้าเลย ข้ากลัวแล้ว!"

เถ้าแก่จางแห่งร้านฟู่อันที่ยืนอยู่ไม่ไกล ตวาดแหวขึ้นด้วยความร้อนรน "เจ้าคนบ้า! อย่าได้พูดจาเหลวไหลใส่ร้ายคนดีเชียวนะ หากเจ้ากล้าพ่นน้ำลายรดฟ้า ข้าจะ..."

"หุบปาก!" นายอำเภอเจิ้งตวาดเสียงกึกก้อง สายตาคมกริบจ้องมองเถ้าแก่จางจนอีกฝ่ายต้องกลืนคำขู่ลงคอ "ที่นี่คือศาลยุติธรรม ไม่ใช่ตลาดสดให้เจ้ามาตะโกนข่มขู่พยาน หากขัดขวางการไต่สวนอีกคำเดียว ข้าจะสั่งโบยเจ้าก่อน!"

ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วศาล หลินต้าไห่ตัวสั่นงันงก เขาเหลือบตามองเถ้าแก่จางด้วยความหวาดกลัว แต่เมื่อหันไปเห็นสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีของหลินหว่านเอ๋อร์ และรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมของนายอำเภอ เขาก็ตระหนักได้ว่าหากไม่พูดความจริงวันนี้ ตนเองคงไม่มีชีวิตรอดกลับไปแน่

"เป็นเขา! เป็นฝีมือของเถ้าแก่จางขอรับ!" หลินต้าไห่ชี้นิ้วสั่นๆ ไปที่เจ้าของร่างท้วมข้างกาย "เขาเป็นคนจ้างวานข้า! เขาให้เงินข้าห้าสิบตำลึง บอกให้ข้าไปเผาครัวของภัตตาคารจินยวี่!"

เสียงฮือฮาดังขึ้นจากกลุ่มชาวบ้านที่มามุงดูหน้าศาล เถ้าแก่จางหน้าแดงสลับเขียว รีบโต้แย้งทันควัน "โกหก! ใต้เท้า นี่เป็นเรื่องโกหกพกลมทั้งเพ! ข้าเป็นพ่อค้าที่ทำมาค้าขายด้วยความสุจริต จะไปทำเรื่องต่ำช้าพรรค์นั้นได้อย่างไร ไอ้คนแซ่หลินมันจนตรอก มันก็แค่หมาบ้าที่กัดคนไปทั่ว!"

"หมาบ้าหรือ..." หลินหว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ นางก้าวออกมาข้างหน้าท่วงท่าสง่างามดุจนางพญา "เช่นนั้นท่านลุงใหญ่ ท่านลองบอกใต้เท้าเจิ้งสิว่า ในคืนนั้นท่านใช้อะไรจุดไฟ และท่านได้สิ่งนั้นมาจากที่ใด"

หลินต้าไห่สะอึกสะอื้น รีบละล่ำละลักตอบ "น้ำมัน... น้ำมันถั่วลิสง! เถ้าแก่จางเป็นคนให้ข้ามา เขาบอกว่าใช้น้ำมันธรรมดาไฟจะลามช้า ต้องใช้น้ำมันถั่วลิสงชั้นดีที่เขาสั่งทำพิเศษจากโรงหีบน้ำมันตระกูลสวี มันติดไฟง่ายและรุนแรงกว่า!"

ใบหน้าของเถ้าแก่จางซีดเผือดลงทันตาเห็น เม็ดเหงื่อขนาดเท่าเมล็ดถั่วผุดพรายเต็มกรอบหน้า

หลินหว่านเอ๋อร์ยิ้มมุมปาก พลางหันไปพยักหน้าให้เจ้าหน้าที่คนหนึ่ง เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเดินไปหยิบวัตถุพยานชิ้นสำคัญที่ถูกคลุมผ้าไว้ออกมาวางกลางศาล เมื่อเปิดผ้าออก ปรากฏเป็นถังไม้ขนาดกลางที่ถูกไฟไหม้ไปครึ่งแถบ แต่ที่ก้นถังยังคงมีตราประทับสีแดงจางๆ ที่พอมองออกว่าเป็นตราสัญลักษณ์ของ 'ร้านฟู่อัน' และ 'โรงหีบตระกูลสวี'

"ใต้เท้าเจ้าคะ" หลินหว่านเอ๋อร์ประสานมือคารวะ "ถังน้ำมันใบนี้เจ้าหน้าที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุ คืนนั้นคนร้ายรีบร้อนหลบหนีจึงทิ้งหลักฐานไว้ แม้ไฟจะไหม้ไปบางส่วน แต่ตราประทับที่ก้นถังยังระบุที่มาชัดเจน น้ำมันถั่วลิสงเกรดนี้ มีเพียงร้านฟู่อันเจ้าเดียวในเมืองที่สั่งซื้อเข้ามา หากตรวจสอบบัญชีของโรงหีบตระกูลสวี ย่อมต้องพบรายการสั่งซื้อนี้แน่นอนเจ้าค่ะ"

หลักฐานชิ้นนี้หนักแน่นดั่งขุนเขา เถ้าแก่จางขาอ่อนจนแทบยืนไม่อยู่ เขาทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่ง พยายามหาข้อแก้ตัว "ใต้เท้า... ถังใบนั้น... อาจจะ... มีคนขโมยไปจากร้านข้าก็ได้ ข้า... ข้าไม่รู้เรื่อง..."

"ยังจะปากแข็งอีก!" นายอำเภอเจิ้งตวาดลั่น หยิบสมุดบัญชีเล่มหนึ่งที่ยึดมาได้จากร้านฟู่อันก่อนหน้านี้ขึ้นมา "เจ้าหน้าที่ของข้าไปค้นร้านเจ้าและพบบัญชีลับเล่มนี้ ในนั้นระบุการเบิกจ่ายเงินห้าสิบตำลึงเมื่อสามวันก่อน โดยไม่มีรายการสินค้าเข้า คู่กับชื่อย่อที่สอดคล้องกับหลินต้าไห่ เจ้าจะแก้ตัวว่าอย่างไร!"

เถ้าแก่จางอ้าปากค้าง หมดหนทางดิ้นรนโดยสิ้นเชิง ร่างกายที่เคยอวบอ้วนดูภูมิฐานบัดนี้ห่อเหี่ยวราวกับลูกโป่งที่ถูกเจาะลม เขาหมอบราบลงกับพื้น ตัวสั่นเทาด้วยความจำนน

ในขณะที่ความจริงถูกเปิดเผยจนกระจ่างแจ้ง หญิงชราผมขาวโพลนที่ยืนเกาะรั้วกั้นศาลอยู่ด้านนอกก็ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนขึ้นมา

"ต้าไห่! ลูกแม่!"

แม่เฒ่าจางที่เฝ้าดูเหตุการณ์มาโดยตลอด บัดนี้ตระหนักได้แล้วว่าบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของตนไม่ได้เพียงแค่ถูกรังแก แต่เขากระทำความผิดฐานวางเพลิงซึ่งมีโทษหนักหนาสาหัส ยิ่งเห็นบุตรชายสารภาพสิ้นไส้และถูกหลักฐานมัดตัวแน่นหนา ความหวังที่ลูกจะได้กลับบ้านก็พังทลายลงต่อหน้าต่อตา

นางมองไปที่หลินหว่านเอ๋อร์ด้วยสายตาตัดพ้อระคนเคียดแค้น แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่สงบนิ่งไร้ความรู้สึกของหลานสาว นางก็รู้ทันทีว่าอำนาจต่อรองของตนไม่มีเหลืออีกแล้ว หญิงชราชี้มือสั่นระริกไปทางบัลลังก์ศาล ปากพะงาบๆ จะเอ่ยคำขอร้อง แต่ความดันโลหิตที่พุ่งสูงจากความโกรธและความตกใจทำให้ภาพตรงหน้ามืดดับลง

"ท่านแม่! ท่านแม่!" ป้าสะใภ้หวังซื่อหวีดร้องประคองร่างที่ร่วงผล็อยของแม่สามี

"แม่เฒ่าจางเป็นลมไปแล้ว!" ชาวบ้านร้องตะโกนด้วยความแตกตื่น

ร่างของหญิงชราล้มพับลงกับพื้นศาลอย่างหมดสภาพ สร้างความโกลาหลขึ้นชั่วขณะ แต่หลินหว่านเอ๋อร์เพียงแค่ปรายตามองเหตุการณ์นั้นด้วยความเฉยชา ในใจนางไร้ซึ่งความสงสาร เพราะนี่คือผลกรรมที่คนบ้านใหญ่ก่อขึ้นเองทั้งสิ้น

นายอำเภอเจิ้งสั่งให้เจ้าหน้าที่นำตัวแม่เฒ่าจางออกไปปฐมพยาบาล ก่อนจะหันกลับมามองผู้ต้องหาทั้งสองที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างด้วยแววตาเด็ดขาด เขาหยิบป้ายอาญาสิทธิ์ขึ้นมาอีกครั้ง บรรยากาศในศาลกลับมาเงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มตก

ชัยชนะทางกฎหมายตกเป็นของฝ่ายภัตตาคารจินยวี่อย่างสมบูรณ์แบบ แผนการชั่วร้ายที่ถูกวางไว้เพื่อทำลายผู้อื่น บัดนี้ได้ย้อนกลับมาทิ่มแทงผู้กระทำจนมิอาจโงหัวขึ้นได้อีก

นายอำเภอเจิ้งกระแอมไอเล็กน้อย ปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมเตรียมอ่านคำพิพากษาที่จะเปลี่ยนชีวิตของคนชั่วช้าทั้งสองไปตลอดกาล...

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: จุดจบคนชั่ว]**