ตอนที่ 87

***บทที่ 87: งานเลี้ยงแห่งชัยชนะ***

เสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วถนนสายหลักของเมืองหยุนเจียง ควันสีขาวลอยฟุ้งเคล้าไปกับกลิ่นหอมยั่วน้ำลายที่ลอยออกมาจาก ‘ภัตตาคารจินยวี่’ ซึ่งบัดนี้ถูกประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดงสว่างไสวราวกับกำลังเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ ผู้คนมากมายเบียดเสียดกันอยู่หน้าร้าน รถม้าหรูหราของคหบดีและขุนนางจอดเรียงรายเป็นทิวแถว

ข่าวเรื่องร้านฟู่อันล้มละลายและการตัดสินคดีความที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเมื่อวานนี้ แพร่สะพัดไปไวยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง วันนี้เถ้าแก่เนี่ยจึงถือโอกาสประกาศจัด ‘งานเลี้ยงฉลองชัย’ เพื่อขอบคุณลูกค้าและประกาศศักดาความเป็นหนึ่งเดียวของภัตตาคารจินยวี่ในเมืองหยุนเจียง

ภายในร้านที่กว้างขวาง บัดนี้เนืองแน่นไปด้วยแขกเหรื่อชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นเถ้าแก่ร้านทอง นายห้างผ้าไหม หรือแม้แต่บัณฑิตอาวุโส ต่างมาร่วมงานเพื่อเป็นสักขีพยานความยิ่งใหญ่ครั้งนี้

“เชิญๆ! ทุกท่านเชิญด้านใน! วันนี้ภัตตาคารจินยวี่ของเรามีเมนูพิเศษเพื่อฉลองที่ความอยุติธรรมถูกกำจัดไปจนสิ้น!” เถ้าแก่เนี่ยหน้าบานเป็นกระด้ง รอยยิ้มกว้างจนตาหยี ร่างท้วมของเขาเดินทักทายแขกเหรื่ออย่างคล่องแคล่ว

ทว่า... ดาวเด่นของงานในวันนี้หาใช่เถ้าแก่เนี่ยไม่

ที่โต๊ะประธานกลางร้าน ร่างบอบบางในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนนั่งอยู่อย่างสง่างาม หลินหว่านเอ๋อร์ในยามนี้ดูแตกต่างจากเด็กสาวชาวบ้านทั่วไปอย่างสิ้นเชิง แม้จะไม่ได้แต่งกายด้วยเครื่องประดับหรูหราฟู่ฟ่า แต่กิริยาท่าทางที่สุขุมเยือกเย็น ดวงตาที่ฉายแววเฉลียวฉลาด และรอยยิ้มมุมปากที่ดูมั่นใจ ทำให้ผู้คนต่างพากันจับจ้องนางด้วยความทึ่ง

“นั่นหรือแม่นางหลิน ผู้ที่ล้มร้านฟู่อันและตระกูลหลินสายหลักได้?”

“อายุยังน้อยแต่ความสามารถลึกล้ำนัก ได้ยินว่าสูตรอาหารทั้งหมดของจินยวี่นางเป็นคนคิดค้น”

เสียงกระซิบกระซาบด้วยความชื่นชมดังระงมไปทั่ว หลินหว่านเอ๋อร์เพียงแค่ยกจอกชาขึ้นจิบเล็กน้อย สายตากวาดมองไปรอบๆ งานอย่างพึงพอใจ

ข้างกายของนางคือหลินรุ่ยจื่อ บิดาที่นั่งยืดหลังตรงด้วยความภาคภูมิใจ วันนี้เขาดูหนุ่มขึ้นกว่าเดิมหลายปี ความห่อเหี่ยวในอดีตมลายหายไปจนสิ้น ข้างๆ กันคือเจ้าตัวน้อยเสี่ยวเฟิงที่กำลังเคี้ยวขนมแก้มตุ่ย ดวงตากลมโตมองพี่สาวด้วยความรักใคร่บูชา

“หว่านเอ๋อร์... พ่อไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันนี้” หลินรุ่ยจื่อเอ่ยเสียงเครือ “วันที่ตระกูลเราสามารถเงยหน้าอ้าปากได้อย่างภาคภูมิ”

“ท่านพ่อ นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเจ้าค่ะ” หว่านเอ๋อร์ตอบกลับเสียงเรียบ พลางคีบกับข้าวใส่ชามให้บิดา “คนที่ทำดีต้องได้ดี คนที่คิดร้าย... ย่อมต้องได้รับผลกรรม วันนี้เรามาเสพสุขจากผลแห่งความพยายามของเราเถิด”

ทันใดนั้น เสียงฆ้องก็ดังขึ้น เรียกความสนใจจากทุกคนในร้าน

เถ้าแก่เนี่ยเดินขึ้นไปบนเวทีเล็กๆ กลางร้าน กระแอมไอเรียกความสนใจ “ทุกท่าน! เพื่อเป็นการขอบคุณที่ทุกท่านให้การสนับสนุนจินยวี่มาโดยตลอด และเพื่อฉลองที่ ‘เมฆหมอกร้าย’ ได้พัดผ่านไปจากเมืองหยุนเจียง วันนี้ข้าขอนำเสนอสุดยอดเมนูที่แม่นางหลินหว่านเอ๋อร์ได้รังสรรค์ขึ้น เป็นเมนูที่จะกลายเป็นตำนานของเมืองเรา... เชิญพบกับ ‘เต้าหู้ทรงเครื่องจักรพรรดิ’!”

สิ้นเสียงประกาศ พนักงานเสิร์ฟเดินเรียงแถวออกมาพร้อมถาดทองเหลือง กลิ่นหอมประหลาดที่หอมสดชื่นราวกับกลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิแต่กลับมีความเข้มข้นยั่วน้ำลายลอยฟุ้งไปทั่ว

เมื่อฝาครอบถูกเปิดออก เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นรอบทิศ

ก้อนเต้าหู้สีขาวนวลเนียนดุจหยกมันแพะ ลอยเด่นอยู่ในน้ำซุปสีทองใสกระจ่าง ด้านบนโรยด้วยเครื่องเคียงที่ซอยละเอียดประณีตราวกับงานศิลปะ เพียงแค่เห็นก็นึกถึงความนุ่มละมุนลิ้น

นี่ไม่ใช่เต้าหู้ธรรมดา... หลินหว่านเอ๋อร์ใช้ถั่วเหลืองชั้นดีที่รดด้วยน้ำจากมิติลับ และน้ำที่ใช้ทำเต้าหู้ก็นำมาจากบ่อน้ำทิพย์ในมิติ ทำให้เนื้อเต้าหู้มีความหวานล้ำลึกและพลังปราณจางๆ ที่ทำให้ผู้ทานรู้สึกกระปรี้กระเปร่าทันที

“โอ้... สวรรค์!” คหบดีผู้หนึ่งอุทานหลังจากตักเต้าหู้เข้าปาก “ละลาย... มันละลายในปาก! รสชาตินี้มันอะไรกัน! หวาน หอม กลมกล่อม ข้าไม่เคยทานเต้าหู้ที่วิเศษขนาดนี้มาก่อนในชีวิต!”

“สมกับชื่อเต้าหู้ทรงเครื่องจักรพรรดิ! อาหารทิพย์ชัดๆ!”

“แม่นางหลิน! ท่านช่างเป็นยอดอัจฉริยะในใต้หล้า!”

คำสรรเสริญเยินยอดังกึกก้อง แขกเหรื่อต่างพากันแย่งชิงสั่งเมนูนี้เพิ่มจนในครัวแทบทำไม่ทัน สถานะของหลินหว่านเอ๋อร์ในยามนี้พุ่งทะยานถึงขีดสุด นางไม่ได้เป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านอีกต่อไป แต่กลายเป็น ‘เทพธิดาแห่งรสชาติ’ ที่เศรษฐีและผู้มีอำนาจในเมืองหยุนเจียงต่างต้องการผูกมิตร

เถ้าแก่เนี่ยหัวเราะร่าจนพุงกระเพื่อม เขารู้ดีว่าการตัดสินใจเป็นหุ้นส่วนกับเด็กสาวคนนี้คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิต

หลินหว่านเอ๋อร์มองภาพความสำเร็จเบื้องหน้าด้วยแววตาเป็นประกาย นางจิบชาอีกครั้งพลางคิดในใจ *ร้านฟู่อันล้มแล้ว แม่เฒ่าจางหมดอำนาจ ลุงใหญ่ติดคุก... หมากกระดานนี้ข้าชนะอย่างสมบูรณ์แบบ*

ทว่าในขณะที่บรรยากาศในร้านกำลังครึกครื้น เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและคำอวยพร ประตูร้านก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง

ลมเย็นยะเยือกพัดวูบเข้ามา พร้อมกับร่างของชายผู้หนึ่งที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ใบหน้าซีดเผือดราวกับเห็นผี เสื้อผ้าหลุดลุ่ยเปรอะเปื้อนโคลน

“เถ้าแก่เนี่ย! แม่นางหลิน!” ชายผู้นั้นตะโกนเสียงหลง ท่ามกลางความเงียบกริบที่เข้าครอบงำงานเลี้ยงกะทันหัน

หลินหว่านเอ๋อร์วางจอกชาลงช้าๆ คิ้วเรียวงามเลิกขึ้นเล็กน้อย จำได้ลางๆ ว่าคนผู้นี้คือคนคุ้มกันที่นางว่าจ้างให้ไปจับตาดูความเคลื่อนไหวที่หมู่บ้านตระกูลหลิน

“มีเรื่องอันใด? ไยจึงตื่นตระหนกเช่นนี้” หว่านเอ๋อร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทรงอำนาจ

ชายผู้นั้นหอบหายใจหนักหน่วง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ผู้คนในงานต่างหันมองหน้ากันด้วยความตื่นตะลึง

“ที่... ที่หมู่บ้านตระกูลหลิน... เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ! บ้านใหญ่... บ้านใหญ่ตระกูลหลิน... บัดนี้...”

เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ แววตาเต็มไปด้วยความสยดสยอง

“เกิดจลาจลขึ้นแล้วขอรับ! ชาวบ้านรุมล้อมบ้านใหญ่ ป้าสะใภ้กำลังจะหอบของหนี ส่วนแม่เฒ่าจาง... นาง...”

หลินหว่านเอ๋อร์เหยียดยิ้มเย็นชาที่มุมปาก ดวงตาฉายแวววาวโรจน์ดุจคมมีด นางรู้ดีว่างานเลี้ยงที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น... มิใช่ที่นี่ แต่เป็นที่นรกบนดินของตระกูลหลินสายหลักต่างหาก!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การล่มสลายของบ้านใหญ่]**