ตอนที่ 90
***บทที่ 90: สัญญาซื้อขายที่ดิน***
บรรยากาศภายในศาลาว่าการอำเภอในยามเช้านั้นค่อนข้างเงียบเชียบ ทว่าทันทีที่หลินหว่านเอ๋อร์และบิดาก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้ามา ความเงียบสงบนั้นก็ดูเหมือนจะถูกแทนที่ด้วยรังสีแห่งความมุ่งมั่นอันแรงกล้า
เจ้าหน้าที่กรมที่ดินผู้มีหน้าที่ดูแลทะเบียนราษฎร์และโฉนดที่ดิน ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมหนวดเคราหรอมแหรม เงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารด้วยแววตาเกียจคร้าน เขากวาดสายตามองสองพ่อลูกตระกูลหลินด้วยความประหลาดใจระคนดูแคลนเล็กน้อย ด้วยเห็นว่าเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่อาจหาญกล้าเดินเข้ามาในสถานที่ราชการเช่นนี้
"มาติดต่อเรื่องอันใด?" น้ำเสียงของขุนนางผู้นั้นห้วนกระด้าง
หลินหว่านเอ๋อร์มิได้สะทกสะท้าน นางก้าวออกมายืนเบื้องหน้าบิดา ประสานมือคารวะอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม ทว่าแผ่นหลังเหยียดตรงดั่งต้นไผ่ต้านลม "ข้าน้อยต้องการมาขอซื้อที่ดินรกร้างทางทิศเหนือของหมู่บ้านสกุลหลิน จำนวนห้าสิบไร่เจ้าค่ะ"
คำกล่าวของนางทำให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชะงัก พู่กันในมือแทบหลุดร่วง เขาเลิกคิ้วสูงราวกับได้ยินเรื่องตลกขบขันที่สุดในรอบปี "เจ้าว่ากระไรนะ? ที่ดินรกร้างทางทิศเหนือ? เจ้าหมายถึง 'เนินเขาหัวโล้น' นั่นรึ?"
"ถูกต้องเจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์ตอบเสียงเรียบ
เจ้าหน้าที่กรมที่ดินแค่นหัวเราะพลางส่ายหน้า "แม่นางน้อย เจ้าคงเป็นคนต่างถิ่น หรือไม่ก็สติฟั่นเฟือนไปแล้วกระมัง ที่ดินผืนนั้นแห้งแล้งแตกระแหงมานับสิบปี หญ้าสักต้นยังไม่อยากจะขึ้น ชาวบ้านแถวนั้นต่างเรียกมันว่าที่ดินต้องสาป ซื้อไปก็รังแต่จะเสียเงินเปล่า ข้าเตือนด้วยความหวังดี กลับไปเสียเถิด"
เสียงสนทนาของทั้งคู่ดังพอที่จะทำให้ชาวบ้านและพ่อค้าวานิชที่มารอติดต่อราชการอยู่บริเวณนั้นหันมามองเป็นตาเดียว เสียงซุบซิบเริ่มดังเซ็งแซ่ขึ้นราวกับฝูงแมลงหวี่
"นั่นมันแม่นางหลินจากร้านขายซอสไม่ใช่รึ? นางทำมาค้าขายจนร่ำรวย เหตุใดจึงคิดสั้นเอาเงินไปทิ้งน้ำเช่นนั้น"
"ได้ข่าวว่านางฉลาดเฉลียว แต่วันนี้ข้าชักไม่แน่ใจ ที่ดินตรงนั้นปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ใครหลงไปซื้อก็มีแต่ล่มจม"
"สงสัยนางคงจะมีเงินมากจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ถึงได้อยากลองของกับที่ดินปราบเซียน"
ถ้อยคำดูแคลนและเสียงหัวเราะเยาะหยันลอยเข้าหูหลินหว่านเอ๋อร์ทุกประโยค ทว่าใบหน้างดงามนั้นกลับไร้ซึ่งความโกรธเคือง ริมฝีปากบางยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น นางรู้ดีว่าในสายตาคนทั่วไป การกระทำของนางไม่ต่างอะไรกับคนบ้าที่เอาตำลึงเงินไปถมทะเล
แต่นั่นแหละคือสิ่งที่นางต้องการ... หากทุกคนรู้ว่าที่ตรงนั้นมีค่าดั่งทองคำ นางจะได้ครอบครองมันในราคาถูกแสนถูกเช่นนี้หรือ?
"ขอบคุณใต้เท้าที่ตักเตือนเจ้าค่ะ แต่ข้าน้อยตัดสินใจแล้ว เงินทองเป็นของข้า หากจะเสียเปล่า ข้าก็ยอมรับผลของมันเอง รบกวนท่านดำเนินการให้ข้าด้วยเถิด" นางกล่าวตัดบทด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด พร้อมกับหยิบถุงเงินที่บรรจุก้อนเงินแท่งหนักอึ้งวางลงบนโต๊ะเสียงดัง *ตึง!*
เสียงกระทบของเงินก้อนโตทำให้ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงอีกครั้ง ดวงตาของเจ้าหน้าที่กรมที่ดินเบิกกว้างเมื่อเห็นประกายแวววาวของเงินตรา ความเกียจคร้านและความดูแคลนเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความกระตือรือร้นตามสัญชาตญาณของคนที่เห็นผลประโยชน์
"ในเมื่อเจ้าดื้อดึงถึงเพียงนี้ ข้าก็จะสงเคราะห์ให้!" เขารีบกางแผนที่ฉบับใหญ่ออกมา นิ้วป้อมๆ จิ้มลงไปที่บริเวณสีน้ำตาลซีดจางซึ่งแสดงถึงความแห้งแล้ง "ที่ดิน 50 ไร่ทางทิศเหนือ ราคาไร่ละ 2 ตำลึงเงิน รวมเป็น 100 ตำลึงเงินถ้วน ขาดตัว!"
ราคาไร่ละ 2 ตำลึงเงินสำหรับที่ดินรกร้างถือว่าแพงเกินจริงไปมาก ปกติที่ดินเช่นนี้แทบจะแจกฟรีเสียด้วยซ้ำเพื่อจูงใจให้ชาวบ้านเข้าไปบุกเบิก แต่หลินหว่านเอ๋อร์ไม่ได้ต่อรอง นางรู้ว่าขุนนางผู้นี้จงใจโก่งราคา แต่นางไม่อยากเสียเวลาอันมีค่าไปกับเศษเงินเล็กน้อยเมื่อเทียบกับมูลค่ามหาศาลที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดินนั้น
"ตกลงตามนี้เจ้าค่ะ" นางพยักหน้าให้บิดาหยิบเงินเพิ่มให้ครบตามจำนวน
ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังร่างสัญญาซื้อขายและประทับตราครุฑแดงลงบนโฉนด หลินหว่านเอ๋อร์ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ภารกิจ 'สูตรลับซอสปรุงรส' ที่นางตรากตรำทำมาตลอดหลายเดือน ในที่สุดก็ได้ผลิดอกออกผลเป็นทุนรอนก้อนนี้ เงินทุกอีแปะที่ได้จากการขายซอสและส่วนแบ่งกำไรจากเหลาอาหาร บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นรากฐานที่มั่นคงยิ่งกว่า
จากนี้ไป นางจะไม่ใช่แค่แม่ค้าขายซอสปรุงรส แต่สถานะของนางจะถูกยกระดับขึ้น
ตราประทับสีแดงสดถูกกดลงบนกระดาษสาเนื้อดี เป็นสัญญาณว่ากรรมสิทธิ์ได้เปลี่ยนมืออย่างสมบูรณ์
"นี่คือโฉนดที่ดินของเจ้า แม่นางหลิน" เจ้าหน้าที่ยื่นเอกสารให้ด้วยรอยยิ้มเยาะๆ ที่มุมปาก "ขอให้เจ้า... โชคดีกับก้อนหินและดินทรายพวกนั้นก็แล้วกัน"
หลินหว่านเอ๋อร์รับโฉนดมาถือไว้ในมือ สัมผัสของกระดาษช่างหนักแน่นและอบอุ่น นางกวาดสายตามองแผนที่ในมือ รอยยิ้มมั่นใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า
คนโง่ย่อมมองเห็นแต่ผิวดินที่แตกร้าว แต่สำหรับนางที่มีตัวช่วยพิเศษ... ภาพที่ปรากฏในคลองจักษุหาใช่ความแห้งแล้งไม่ แต่มันคือโครงข่ายของ 'ตาน้ำ' ขนาดมหึมาที่ไหลเวียนอยู่ใต้ชั้นหินลึกลงไปเพียงไม่กี่จั้ง สายน้ำอันชุ่มฉ่ำที่พร้อมจะพุ่งทะยานขึ้นมาหล่อเลี้ยงสรรพชีวิต ขอเพียงแค่รู้วิธีเจาะมันขึ้นมาเท่านั้น
นางเก็บโฉนดเข้าอกเสื้ออย่างทะนุถนอม ราวกับมันคือลายแทงสมบัติล้ำค่า หันไปมองชาวบ้านที่ยังคงจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์
"วันนี้พวกท่านอาจหัวเราะที่ข้าซื้อที่ดินไร้ค่า" นางเอ่ยขึ้นลอยๆ แต่กระแสเสียงกังวานก้องไปทั่วโถง "แต่วันหน้า เมื่อผืนดินแห่งนี้เขียวขจีด้วยพืชผลที่งดงามที่สุดในแคว้น พวกท่านคงทำได้เพียงเงยหน้ามองด้วยความอิจฉาเท่านั้น"
กล่าวจบ นางก็สะบัดชายเสื้อเดินเชิดหน้าออกจากศาลาว่าการไปอย่างสง่าผ่าเผย ทิ้งให้ผู้คนเหล่านั้นยืนอ้าปากค้างด้วยความงุนงงในวาจาโอหังของเด็กสาว
เมื่อออกมาถึงรถม้า หลินต้าซานที่เงียบมาตลอดทางเอ่ยถามบุตรสาวด้วยความกังวล "หว่านเอ๋อร์ พ่อเชื่อใจเจ้านะ แต่... ที่ดินตรงนั้นมันแห้งแล้งจริงๆ ชาวบ้านพยายามขุดบ่อกันมาหลายรุ่นแล้วก็ไม่เจอน้ำ เจ้าแน่ใจหรือลูก?"
หลินหว่านเอ๋อร์เงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามสดใส แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องลงมาท้าทาย นางหันไปสบตาบิดาด้วยแววตาที่เป็นประกายระยิบระยับยิ่งกว่าเพชร
"ท่านพ่อ ท่านเคยได้ยินคำกล่าวนี้ไหมเจ้าคะ... 'มังกรย่อมซ่อนกายในหนองน้ำตื้น พยัคฆ์ย่อมหมอบซุ่มในป่ารก'" นางตบที่อกเสื้อเบาๆ ตรงตำแหน่งที่เก็บโฉนดไว้ "ที่ดินผืนนี้คือมังกรหลับใหล และข้า... จะเป็นคนปลุกมันให้ตื่นขึ้นมาผงาดเอง"
นางก้าวขึ้นรถม้า แววตาแปรเปลี่ยนจากความอ่อนโยนเป็นความเด็ดขาดดุจแม่ทัพที่จะออกศึก
"กลับไปเตรียมเครื่องมือเถิดเจ้าค่ะท่านพ่อ พรุ่งนี้เราจะเริ่มพลิกฟื้นผืนดิน... และข้าจะทำให้ผืนดินที่แห้งแล้งที่สุด กลายเป็นบ่อเงินบ่อทองที่ใครก็มิอาจประเมินค่าได้!"
ล้อรถหมุนเคลื่อนตัวออกไป ทิ้งฝุ่นตลบอบอวลไว้เบื้องหลัง เสมือนม่านหมอกแห่งความสงสัยของชาวเมืองที่ยังคงค้างคาใจ ทว่าสำหรับหลินหว่านเอ๋อร์แล้ว เสียงล้อรถที่บดเบียดถนนนั้น คือเสียงกลองรบที่ประกาศการเริ่มต้นของตำนานบทใหม่ ตำนานแห่งราชินีเกษตรกรผู้ยิ่งใหญ่กำลังจะถูกจารึกขึ้น ณ บัดนี้!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การบุกเบิกที่ดินรกร้าง]**