ตอนที่ 93

***บทที่ 93: แปลงผักขั้นบันได***

แสงอรุณรุ่งสาดส่องกระทบยอดหญ้าที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำค้างยามเช้า บรรยากาศบนเนินเขาที่เคยเงียบเหงา บัดนี้คลาคล่ำไปด้วยเสียงของเหล่าคนงานที่มารวมตัวกันตามนัดหมาย ความกระตือรือร้นฉายชัดอยู่ในแววตาของพวกเขา โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นสายน้ำใสสะอาดที่ไหลรินลงมาจากตาน้ำด้านบนอย่างไม่ขาดสาย ราวกับเส้นเลือดใหญ่ที่เพิ่งได้รับการต่อเชื่อมอวัยวะให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

หลินหว่านเอ๋อร์ยืนตระหง่านอยู่บนโขดหินสูง นางสวมชุดผ้าฝ้ายสีครามเรียบง่าย ทะมัดทะแมง เส้นผมดำขลับถูกรวบขึ้นสูงเผยให้เห็นดวงหน้าขาวผ่องที่ฉายแววเด็ดเดี่ยวและมั่นใจ สายตาคมกริบของนางกวาดมองพื้นที่ลาดชันเบื้องหน้าดุจแม่ทัพตรวจตราสมรภูมิ

“ท่านหัวหน้าคนงาน” น้ำเสียงของนางกังวานใส ทว่าแฝงอำนาจที่ทำให้ผู้ฟังต้องหยุดนิ่งและตั้งใจฟัง “พื้นที่ของพวกเราเป็นเนินเขาลาดชัน หากหักร้างถางพงแล้วปลูกพืชลงไปทื่อๆ ยามเมื่อฝนหลงฤดูตกลงมา หรือแม้แต่ยามที่เรารดน้ำ หน้าดินอันอุดมสมบูรณ์เหล่านี้ก็จะถูกชะล้างลงไปกองอยู่ตีนเขาจนหมดสิ้น พืชผักจะรากโผล่ ล้มตาย และสิ่งที่พวกท่านลงแรงไปก็จะสูญเปล่า”

เหล่าคนงานหันมามองหน้ากันด้วยความฉงน พวกเขาทำเกษตรมาทั้งชีวิต เคยชินแต่การปลูกบนพื้นราบ หรือไม่ก็ปลูกตามมีตามเกิดบนเขา ไม่เคยคิดถึงเรื่องหน้าดินพังทลายอย่างลึกซึ้งเช่นนี้มาก่อน

“เช่นนั้นคุณหนูจะให้พวกเราทำอย่างไรหรือขอรับ?” หัวหน้าคนงานเอ่ยถามด้วยความนอบน้อม

มุมปากของหลินหว่านเอ๋อร์ยกขึ้นเล็กน้อย นางหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาขีดเขียนลงบนพื้นดิน วาดเป็นภาพลายเส้นที่เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ

“เราจะเปลี่ยนภูเขาลูกนี้ ให้กลายเป็นบันไดสวรรค์” นางกล่าวพลางชี้ไปที่ภาพร่าง “จงขุดดิน ปรับระดับพื้นที่ลาดเอียงให้กลายเป็นพื้นราบซ้อนกันเป็นชั้นๆ ไล่ระดับลงไป โค้งรับไปตามสรีระของภูเขา เหมือนเกล็ดมังกรที่เรียงรายโอบล้อมขุนเขาเอาไว้ วิธีนี้เรียกว่า ‘นาขั้นบันได’ มันจะช่วยชะลอการไหลของน้ำ ทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น และรักษาหน้าดินเอาไว้ได้”

คำสั่งถูกถ่ายทอดออกไปอย่างรวดเร็ว เสียงจอบเสียมกระทบผืนดินดังประสานกันเป็นจังหวะ หลินหว่านเอ๋อร์มิได้เพียงแค่ยืนสั่งการ แต่นางลงมาเดินกำกับดูแลทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด การออกแบบภูมิทัศน์ (Landscaping) ของนางไม่ใช่เพียงเพื่อประโยชน์ใช้สอย แต่ต้องคำนึงถึงความงามตามธรรมชาติด้วย

“ตรงนั้น! อย่าขุดให้เป็นเส้นตรงทื่อๆ” นางชี้ไปที่กลุ่มคนงานทางปีกซ้าย “ภูเขามีความโค้งมน แนวแปลงผักต้องล้อไปกับความโค้งของสันเขา จึงจะดูงดงามและแข็งแรง หากฝืนธรรมชาติ ยามน้ำหลากลงมา แนวคันดินจะต้านทานแรงน้ำไม่ไหว”

ผ่านไปครึ่งค่อนวัน ภาพของเนินเขาที่เคยรกร้างและลาดชันอย่างสะเปะสะปะ เริ่มแปรเปลี่ยนสภาพ รูปร่างของมันถูกจัดระเบียบใหม่ กลายเป็นชั้นดินที่ราบเรียบ ลดหลั่นกันลงมาอย่างเป็นระเบียบงดงาม ราวกับประติมากรรมขนาดยักษ์ที่สลักเสลาลงบนผืนพิภพ

แต่หลินหว่านเอ๋อร์รู้ดีว่า แค่ปรับที่ดินยังไม่เพียงพอ

“ท่านลุงจาง ข้าต้องการให้ท่านนำพืชคลุมดินพวกนี้... ถั่วบราซิลและหญ้าแฝกที่ข้าเตรียมไว้ ไปปลูกยึดหน้าดินบริเวณขอบคันดินทุกชั้น” นางสั่งการพลางชี้ไปยังตะกร้าที่นางแอบนำออกมาจากมิติส่วนตัว พืชเหล่านี้มีความทนทานและรากหยั่งลึก จะทำหน้าที่เสมือนตาข่ายธรรมชาติ ยึดเกาะดินไม่ให้พังทลายลงมา

“ปลูกหญ้าหรือขอรับคุณหนู? แต่เราต้องการปลูกผัก...” คนงานผู้หนึ่งเอ่ยแย้งเบาๆ

“หญ้าพวกนี้คือองครักษ์พิทักษ์แปลงผักของข้า” หลินหว่านเอ๋อร์ตอบเสียงเรียบ “หากไม่มีพวกมัน คันดินที่พวกเจ้าพูนขึ้นมาอย่างยากลำบาก จะอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งฤดูฝน อีกทั้งพืชตระกูลถั่วพวกนี้ ยังช่วยตรึงปุ๋ยในอากาศลงสู่ดิน ทำให้ดินของข้ายิ่งอุดมสมบูรณ์ขึ้นไปอีก เชื่อข้าเถิด”

เมื่อรากฐานทุกอย่างมั่นคงแล้ว ก็ถึงเวลาของพระเอกและนางเอกในฤดูกาลนี้

หลินหว่านเอ๋อร์นำเมล็ดพันธุ์ผักกาดขาวและหัวไชเท้าที่คัดสรรมาอย่างดีจากมิติลับออกมา เมล็ดพันธุ์เหล่านี้อวบอิ่ม เปล่งปลั่ง และมีพลังชีวิตที่เข้มข้นกว่าเมล็ดพันธุ์ทั่วไปหลายเท่าตัว นางสอนให้คนงานหยอดเมล็ดลงในหลุมด้วยระยะห่างที่เหมาะสม ไม่ชิดกันจนแย่งอาหาร และไม่ห่างกันจนเสียพื้นที่

“ผักกาดขาวและหัวไชเท้าเป็นพืชที่ชอบอากาศเย็นและดินร่วนซุย ที่นี่ลมพัดผ่านตลอดเวลา ดินที่เพิ่งพลิกฟื้นใหม่ผสมกับปุ๋ยหมักที่เราเตรียมไว้ เหมาะสมที่สุด” หญิงสาวอธิบายขณะสาธิตการกลบดินบางๆ

และขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุด คือการรดน้ำ

รางไม้ไผ่ถูกเชื่อมต่อจากบ่อน้ำด้านบน ส่งสายน้ำที่ผสม ‘น้ำทิพย์จิตวิญญาณ’ ไหลลงมาตามลำดับขั้นบันได น้ำใสสะอาดไหลรินเข้าสู่แต่ละแปลงอย่างทั่วถึง ดินที่แห้งผากดูดซับน้ำวิเศษเข้าไปจนชุ่มฉ่ำ

ทันทีที่น้ำสัมผัสกับเมล็ดพันธุ์ใต้ผืนดิน แม้คนงานทั่วไปจะมองไม่เห็น แต่หลินหว่านเอ๋อร์สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของชีวิตที่กำลังตื่นรู้ ภายใต้ผืนดินนั้น เมล็ดพันธุ์กำลังดูดซับพลังปราณบริสุทธิ์และสารอาหาร เร่งการเจริญเติบโตอย่างน่าอัศจรรย์

เมื่อดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง หลินหว่านเอ๋อร์ยืนกอดอกมองผลงานเบื้องหน้าด้วยความภาคภูมิใจ

จากภูเขาหัวโล้นที่ดูไร้ราคา บัดนี้ได้กลายเป็นสวนเกษตรขั้นบันไดที่งดงามตระการตา เส้นสายโค้งเว้าของแปลงผักแต่ละชั้นรับกับแสงสีทองยามเย็นอย่างลงตัว สีน้ำตาลเข้มของดินตัดกับสีเขียวอ่อนของพืชคลุมดินที่เริ่มลงราก อีกไม่นาน... พื้นที่แห่งนี้จะถูกย้อมไปด้วยสีเขียวขจีของผักกาดและหัวไชเท้าหัวยักษ์

ลมเย็นพัดผ่าน หอบเอากลิ่นหอมของดินใหม่และกลิ่นไอของความสำเร็จมาแตะจมูก

“งดงามเหลือเกินขอรับคุณหนู” หัวหน้าคนงานเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ “ข้าไม่เคยเห็นการทำไร่ที่เหมือนภาพวาดเช่นนี้มาก่อน ชาวบ้านในละแวกนี้จะต้องแตกตื่นกันแน่หากได้มาเห็น”

“นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น” หลินหว่านเอ๋อร์กล่าว พลางปัดฝุ่นออกจากชายเสื้อ สายตาของนางมิได้หยุดอยู่แค่ความสำเร็จตรงหน้า แต่มองไกลออกไปถึงอนาคตที่กำลังจะมาถึง

นางหันหลังกลับ กวาดสายตามองไปยังพื้นที่ชายป่าด้านข้างที่ติดกับแปลงผัก ตรงนั้นมีร่มเงาของไม้ใหญ่หนาทึบ แสงแดดส่องถึงเพียงรำไร และเต็มไปด้วยความชื้น ที่นั่นมีกองไม้ท่อนใหญ่และขอนไม้เก่าๆ ที่ถูกตัดโค่นลงมาจากการถางป่าเพื่อเปิดพื้นที่ทำกิน กองระเกะระกะทิ้งไว้ดูไร้ค่า เป็นเพียงขยะรกตาที่รอวันผุพังหรือถูกเผาทิ้ง

คนงานคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมคบเพลิง “คุณหนูขอรับ ไม้พวกนี้เกะกะพื้นที่ จะให้ข้าจุดไฟเผาทำลายทิ้งเลยหรือไม่ขอรับ จะได้โล่งเตียน”

“ช้าก่อน!” หลินหว่านเอ๋อร์ร้องห้ามเสียงเฉียบขาด นางเดินเข้าไปใกล้กองไม้เหล่านั้น ใช้มือลูบไล้เปลือกไม้ที่ชื้นและเริ่มมีราขึ้นเล็กน้อย ดวงตาหงส์ของนางเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที

ในสายตาผู้อื่น นี่คือขอนไม้ผุพังไร้ค่า... แต่ในสายตาของนาง นี่คือบ่อเงินบ่อทองที่ถูกมองข้าม!

“เก็บคบเพลิงของเจ้าไปซะ” นางสั่งพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่ดูเจ้าเล่ห์และงดงามในเวลาเดียวกัน “ใครบอกว่าไม้พวกนี้ไร้ประโยชน์? หากเจ้ารู้จักวิธีใช้... ขอนไม้ผุๆ พวกนี้ สามารถเสกเงินทองให้เราได้มากกว่าผักกาดทั้งไร่เสียอีก”

คนงานมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ขอนไม้ผุๆ นี่หรือจะทำเงินได้? คุณหนูของพวกเขาคิดจะทำอะไรแผลงๆ อีกแล้วหรือ?

หลินหว่านเอ๋อร์หัวเราะในลำคอเบาๆ สมองอันชาญฉลาดของนางกำลังประมวลผลแผนการขั้นต่อไป พื้นที่ร่มรื่น ความชื้นสูง และขอนไม้เก่า... ส่วนผสมที่ลงตัวสำหรับการกำเนิด 'สมบัติล้ำค่า' แห่งป่าเขา

“พรุ่งนี้เช้า... พวกเจ้าจงเตรียมโรงเรือนให้ข้า” นางเอ่ยทิ้งท้าย พลางจ้องมองเข้าไปในความมืดสลัวของชายป่า “ข้าจะทำให้พวกเจ้าดูว่า สิ่งที่พวกเจ้าเรียกว่าขยะ ข้าจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นอาหารรสเลิศที่ภัตตาคารในเมืองหลวงยังต้องแย่งชิงกันได้อย่างไร!”

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: โรงเรือนเพาะเห็ด]**