ตอนที่ 94

***บทที่ 94: โรงเรือนเพาะเห็ด***

รุ่งอรุณวันใหม่มาเยือนพร้อมกับสายหมอกจางที่ปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณชายป่า กลิ่นดินชื้นหลังน้ำค้างลงคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นยางไม้สดใหม่ที่ถูกตัดโค่น เสียงนกสกุณาร้องขับขานรับแสงตะวัน แต่ทว่าในพื้นที่ร่มครึ้มใต้เงาไม้ใหญ่ด้านทิศตะวันออกของแปลงเกษตร กลับเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวที่คึกคักและแปลกตา

“ระวังหน่อย! อย่าให้เปลือกไม้ถลอกมากนัก ยกไปวางเรียงกันตรงนั้น สลับฟันปลาให้โปร่ง ลมจะได้โกรกผ่านได้!”

เสียงหวานใสแต่ทรงอำนาจของหลินหว่านเอ๋อร์ดังสั่งการอยู่ไม่ขาดปาก นางยืนกอดอก มือข้างหนึ่งถือพัดจีบเคาะจังหวะเบาๆ ที่ท่อนแขน สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวตรวจตราทุกย่างก้าวของคนงานชายฉกรรจ์นับสิบคนที่กำลังแบกขอนไม้ท่อนมหึมา

ขอนไม้เหล่านี้คือซากอารยธรรมจากการหักร้างถางพงเมื่อวันก่อน เดิมทีพวกมันถูกกองทิ้งไว้อย่างไร้ค่า รอเพียงเวลาให้แห้งแล้วจุดไฟเผาทิ้งเป็นเถ้าถ่าน ทว่าในยามนี้ ภายใต้การกำกับดูแลของคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลหลิน ขอนไม้ผุพังเหล่านี้กลับได้รับการดูแลประดุจสมบัติล้ำค่า

“คุณหนูขอรับ...” หัวหน้าคนงานปาดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาตามขมับพลางเอ่ยถามด้วยความข้องใจที่เก็บกดมาตั้งแต่เมื่อวาน “ข้าเข้าใจว่าท่านอยากจะปลูกผัก แต่การเอาขอนไม้มาเรียงกันในที่ร่มครึ้ม แสงแดดส่องไม่ถึงเช่นนี้ มันจะไปเพาะปลูกสิ่งใดขึ้นหรือขอรับ? พืชพรรณล้วนต้องการแสงตะวัน มิเช่นนั้นใบก็จะเหลืองเฉาตายไปหมด”

หลินหว่านเอ๋อร์ปรายตามองเขาเล็กน้อย ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มบางเบาที่ดูคล้ายจะเยาะหยันความเขลาของมนุษย์ แต่ก็แฝงความเมตตาเอ็นดูไว้อยู่ในที

“เจ้าเข้าใจถูกเรื่องพืชผักต้องการแสงแดด แต่โลกนี้กว้างใหญ่นัก มิได้มีเพียงพืชผักสีเขียวที่กินได้” นางเอ่ยพลางเดินเข้าไปใกล้ขอนไม้ท่อนหนึ่งที่เริ่มมีความชื้นเกาะ “ธรรมชาติมีความลับซ่อนอยู่เสมอ สิ่งที่ข้าจะเลี้ยงดู... มันไม่ชอบแสงแดดจัดจ้า แต่มันหลงใหลในความชื้นและความมืดสลัว มันเติบโตจากซากของสิ่งมีชีวิตอื่นเพื่อคืนชีวิตใหม่”

นางไม่ได้อธิบายสิ่งใดมากไปกว่านั้น เพียงสั่งให้คนงานเจาะรูบนขอนไม้ตามตำแหน่งที่นางกำหนด แล้วนำ 'เชื้อพันธุ์' ที่นางแอบนำออกมาจากมิติลับผสมกับรำข้าวและขี้เลื่อย อัดใส่ลงไปในรูเหล่านั้นอย่างบรรจง จากนั้นจึงให้สร้างโรงเรือนโครงสร้างไม้ไผ่อย่างง่าย มุงหลังคาด้วยหญ้าคาหนาทึบเพื่อรักษาความชื้นและควบคุมอุณหภูมิ

นี่คือหลักการ ‘เกษตรหมุนเวียน’ ที่นางยึดถือ เศษไม้ที่ดูเหมือนขยะ หากเผาทิ้งก็เกิดควันพิษและได้เพียงขี้เถ้าก้อนหนึ่ง แต่หากนำมาใช้เพาะเห็ด มันจะกลายเป็นแหล่งอาหารโปรตีนชั้นเลิศ และเมื่อขอนไม้ผุพังจนหมดสภาพ มันก็จะกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดีกลับคืนสู่ผืนดิน

เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายวัน ความเงียบสงบปกคลุมโรงเรือนเพาะเห็ด ท่ามกลางเสียงซุบซิบของชาวบ้านและคนงานที่เริ่มไม่มั่นใจว่าคุณหนูผู้ชาญฉลาดคราวนี้จะ ‘พลาดท่า’ หรือไม่ เพราะขอนไม้เหล่านั้นยังคงดูนิ่งสนิท ไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตใดๆ

จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งที่ฝนพรำลงมาตลอดคืน...

“พี่หญิงใหญ่! พี่หญิงใหญ่ขอรับ!”

เสียงเล็กๆ ของเด็กชายดังแว่วมาแต่ไกล ร่างป้อมๆ ในชุดผ้าฝ้ายสีครามวิ่งตึกตักฝ่าดงผักเข้ามา ใบหน้าจิ้มลิ้มของเสี่ยวเฟิงแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับ

“เสี่ยวเฟิง วิ่งช้าๆ เดี๋ยวก็หกล้มหรอก” หลินหว่านเอ๋อร์ที่กำลังตรวจบัญชีอยู่ใต้ศาลาริมน้ำเงยหน้าขึ้นดุเบาๆ แต่สายตากลับเปี่ยมด้วยความรักใคร่

“ท่านต้องไปดู! ในโรงเรือนไม้ผุพังนั่น... มันมีสิ่งมหัศจรรย์ผุดออกมาเต็มไปหมดเลยขอรับ!” เด็กน้อยละล่ำละลักบอก มือเล็กๆ ดึงชายเสื้อพี่สาวให้ลุกขึ้น

หลินหว่านเอ๋อร์ยิ้มมุมปาก นางรู้ดีว่าเวลานั้นมาถึงแล้ว นางวางพู่กันลงแล้วเดินจูงมือน้องชายตัวน้อยมุ่งหน้าไปยังโรงเรือนชายป่า

ทันทีที่ก้าวเท้าผ่านประตูโรงเรือนที่มุงด้วยหญ้าคา กลิ่นหอมเย็นสดชื่นเฉพาะตัวของเห็ดก็โชยมาแตะจมูก ภาพเบื้องหน้าทำให้คนงานที่ตามมาดูด้วยต้องอ้าปากค้าง ตาถลนแทบถลนออกมานอกเบ้า

บนขอนไม้ที่เคยดูไร้ค่า บัดนี้ถูกประดับประดาไปด้วยดอกเห็ดสีน้ำตาลเข้มดอกใหญ่ ดอกหนาอวบอ้วนราวกับร่มคันจิ๋วที่กางออกรับละอองน้ำ นี่คือ ‘เห็ดหอม’ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นยั่วน้ำลาย และในอีกมุมหนึ่ง บนขอนไม้อีกกอง ก็เต็มไปด้วยแผ่นวุ้นสีดำขลับเงางามหยักไหวคล้ายใบหู นั่นคือ ‘เห็ดหูหนู’ ที่กำลังเจริญงอกงามอย่างบ้าคลั่ง

“สวรรค์! นี่มัน... ขอนไม้พวกนี้เสกของกินออกมาได้จริงๆ หรือนี่!” คนงานคนหนึ่งอุทานออกมาอย่างลืมตัว

หลินหว่านเอ๋อร์ปล่อยมือเสี่ยวเฟิง “ไปเถอะ เจ้าตัวแสบ อยากช่วยเก็บใช่หรือไม่?”

เสี่ยวเฟิงพยักหน้าหงึกหงัก ดวงตาเป็นประกาย “ข้าเก็บได้หรือขอรับ?”

“เลือกเก็บดอกที่บานเต็มที่นะ จับที่โคนแล้วบิดเบาๆ อย่าดึงกระชาก เดี๋ยวเชื้อจะเสียหาย” นางสอนอย่างใจเย็น

เด็กชายตัวน้อยรีบวิ่งเข้าไปที่ขอนไม้เตี้ยๆ ที่เขาเอื้อมถึง มือเล็กๆ เอื้อมไปจับดอกเห็ดหอมดอกใหญ่อย่างทะนุถนอม สัมผัสนุ่มหยุ่นและกลิ่นหอมทำให้เขายิ้มจนแก้มปริ “พี่หญิง! มันนุ่มมากเลย เหมือนแก้มของข้าเลยขอรับ!”

หลินหว่านเอ๋อร์มองภาพนั้นด้วยความสุขใจ พลางหันไปกล่าวกับคนงานที่ยังยืนงงงัน “เห็นหรือไม่... ไม่มีสิ่งใดในธรรมชาติที่เป็นขยะ หากเรารู้จักมองเห็นคุณค่าและหาวิธีใช้ประโยชน์จากมัน ขอนไม้ที่พวกเจ้าคิดจะเผาทิ้ง บัดนี้กลายเป็นเงินทอง เป็นอาหารเลิศรส นี่คือวิถีแห่งความยั่งยืน”

เสี่ยวเฟิงหอบตะกร้าใบเล็กที่เต็มไปด้วยเห็ดหอมวิ่งกลับมาหาพี่สาว “พี่หญิง เย็นนี้เราทำผัดเห็ดน้ำมันหอยกินกันนะขอรับ!”

“ได้สิ ตามใจเจ้า” นางลูบศีรษะน้องชายอย่างเอ็นดู

ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความสุขและความสำเร็จจากผลผลิตชุดใหม่ หูที่ปราดเปรียวของหลินหว่านเอ๋อร์กลับได้ยินเสียงความวุ่นวายดังมาจากอีกฟากหนึ่งของไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่สวนผลไม้เก่าที่นางเพิ่งให้คนงานเข้าไปถางหญ้าและปรับปรุงดิน

“แย่แล้วคุณหนู! แย่แล้วขอรับ!”

ลุงจางคนงานเก่าแก่ผู้ดูแลสวนผลไม้วิ่งกระหืดกระหอมเข้ามา สีหน้าตื่นตระหนกราวกับเห็นผี “ท่านต้องรีบไปดูที่สวนผลไม้เดี๋ยวนี้เลยขอรับ!”

“เกิดอะไรขึ้น?” หลินหว่านเอ๋อร์ขมวดคิ้ว ความสุขุมเยือกเย็นกลับมาแทนที่รอยยิ้มเมื่อครู่ทันที

“แมลงขอรับ! หนอนและแมลงปีกแข็งฝูงใหญ่ ไม่รู้มาจากไหน มันกำลังรุมกินยอดอ่อนของต้นไม้ผลที่เราเพิ่งบำรุงจนเกลี้ยง! พวกมันเยอะมากจนน่าขนลุก ข้าเกรงว่าถ้าปล่อยไว้ไม่เกินสองวัน สวนผลไม้คงพินาศหมดแน่!” ลุงบุญรายงานเสียงสั่น “ให้ข้าไปซื้อยาเบื่อจากในเมืองมาพ่นดีไหมขอรับ ถึงจะแพงหน่อยแต่ก็น่าจะเอาอยู่”

หลินหว่านเอ๋อร์นิ่งคิด สายตามองทอดไปยังทิศทางของสวนผลไม้ สมองอันชาญฉลาดประมวลผลอย่างรวดเร็ว ยาเบื่อหรือ? ยาฆ่าแมลงในยุคนี้ล้วนเป็นสารพิษร้ายแรงอย่างสารหนู หากใช้ไปย่อมตกค้างในดินและผลไม้ ทำลายระบบนิเวศที่นางกำลังสร้างขึ้นอย่างยากลำบาก

นางจะไม่มีวันยอมให้สารพิษเหล่านั้นแปดเปื้อนแผ่นดินของนางเด็ดขาด!

“ไม่ต้อง” น้ำเสียงของนางเฉียบขาดและเย็นเยียบ “ห้ามใช้ยาพิษใดๆ ทั้งสิ้น”

“แต่คุณหนู... ถ้าไม่ใช้ยา เราจะจับมันทันหรือขอรับ คนงานเรามีไม่พอที่จะไปนั่งจับหนอนทีละตัวนะขอรับ!” ลุงบุญโอดครวญ

หลินหว่านเอ๋อร์แสยะยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ผู้มองรู้สึกหนาวสันหลังวาบและศรัทธาในเวลาเดียวกัน นางหันหลังกลับ สะบัดแขนเสื้ออย่างสง่างาม

“ใครบอกว่าเราต้องจับเอง?” ดวงตาหงส์หรี่ลงอย่างเจ้าเล่ห์ “ในเมื่อศัตรูบุกรุกมาเป็นกองทัพ ข้าก็จะส่ง ‘กองทัพ’ ของข้าไปจัดการพวกมันเช่นกัน... แถมกองทัพนี้ยังจะเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นปุ๋ยและผลผลิตให้ข้าอีกด้วย”

“กองทัพ?” เสี่ยวเฟิงเอียงคอถามด้วยความสงสัย “พี่หญิงจะเกณฑ์ทหารหรือขอรับ?”

หลินหว่านเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ไม่ใช่ทหารหรอกเสี่ยวเฟิง... แต่เป็นนักรบสองขา ที่ส่งเสียงขันได้ต่างหาก! พรุ่งนี้เตรียมตัวให้ดี ข้าจะพาเจ้าไปพบกับกองกำลังพิทักษ์สวนผลไม้ชุดใหม่!”

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี]**