ตอนที่ 95
***บทที่ 95: เลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี***
แสงอรุณรุ่งสาดส่องกระทบยอดหญ้า น้ำค้างยังเกาะพราวระยับราวกับเกล็ดเพชร ทว่าความเงียบสงบยามเช้าหน้าเรือนสกุลหลินกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงร้องระงมที่ดังเจื้อยแจ้ว
“เจี๊ยบๆๆๆ!”
เสียงเล็กแหลมนับร้อยประสานกันจนกลายเป็นคลื่นเสียงที่น่าเวียนหัว ลุงบุญและเหล่าคนงานต่างยืนอ้าปากค้าง จ้องมองตะกร้าไม้ไผ่สานขนาดใหญ่หลายใบที่ถูกลำเลียงลงจากเกวียนวัวอย่างระมัดระวัง
“นี่หรือขอรับ... กองทัพของท่าน?” ลุงบุญเอ่ยถามเสียงแผ่ว พลางมองก้อนขนสีเหลืองฟูฟ่องที่เบียดเสียดกันอยู่ในตะกร้าด้วยสายตาว่างเปล่า “ลูกเจี๊ยบหนึ่งร้อยตัว?”
หลินหว่านเอ๋อร์ในชุดทะมัดทะแมงสีกรมท่า ยืนกอดอกมองดู ‘ทหารใหม่’ ของนางด้วยแววตาพึงพอใจ ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มมุมปาก “ถูกต้อง นี่คือกองพันทหารปีกเหลืองที่จะมากวาดล้างศัตรูพืชให้สิ้นซาก”
“แต่คุณหนูขอรับ...” คนงานผู้หนึ่งเอ่ยแย้งด้วยความกังวล “ลูกไก่ตัวแค่นี้จะไปสู้รบปรบมือกับหนอนยักษ์ในสวนผลไม้ได้อย่างไร อีกอย่างเรายังไม่ได้สร้างเล้าไก่เลยนะขอรับ หากไม่ขังพวกมันไว้ เดี๋ยวสุนัขจิ้งจอกหรือพังพอนก็คาบไปกินหมด หรือไม่พวกมันก็คงเดินหลงหายเข้าไปในป่าแน่”
หลินหว่านเอ๋อร์ส่ายหน้าช้าๆ นิ้วเรียวยาวชี้ไปยังรั้วไม้ที่นางสั่งให้คนงานล้อมรอบสวนผลไม้อย่างแน่นหนาเมื่อหลายวันก่อน “รั้วนั้นข้าออกแบบมาอย่างดี สัตว์นักล่าจากภายนอกมุดเข้ามาไม่ได้ และไก่พวกนี้ก็ออกไปไม่ได้เช่นกัน ส่วนเรื่องเล้า... ไม่จำเป็นต้องสร้างให้ใหญ่โต เพียงแค่ทำเพิงพักง่ายๆ ไว้กันแดดกันฝนก็พอ”
“ไม่ขังในเล้า?” ลุงบุญอุทานเสียงหลง “คุณหนูจะเลี้ยงแบบปล่อยหรือขอรับ? ชาวบ้านร้านตลาดเขาไม่ทำกันนะขอรับ ไก่จะผอมโซ ไข่จะไม่ดก เนื้อจะเหนียว!”
“นั่นคือความเข้าใจผิดของคนเขลา” หลินหว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทรงพลัง “ไก่ที่ถูกขังอยู่ในที่แคบๆ ย่อมเครียดและอ่อนแอ แต่ไก่ที่ได้วิ่งเล่น ขุ้ยเขี่ยดิน หาอาหารตามธรรมชาติ ย่อมเป็นไก่ที่มีความสุข... ไก่อารมณ์ดี ย่อมให้ผลผลิตที่ดีเลิศ”
นางเดินเข้าไปใกล้ตะกร้า หยิบลูกเจี๊ยบตัวหนึ่งขึ้นมาประคองไว้ในอุ้งมือ สายตาคมกริบจ้องมองเข้าไปในดวงตากลมโตสีดำขลับของมัน
“หน้าที่ของพวกเจ้าคือ กิน” นางกระซิบสั่งการราวกับแม่ทัพสั่งไพร่พล “กินหนอนทุกตัวที่บังอาจมากัดกินใบไม้ของข้า กินแมลงทุกชนิดที่ขวางหน้า และเมื่อพวกเจ้าอิ่มหนำ ข้าต้องการปุ๋ยจากพวกเจ้าเพื่อบำรุงดิน... นี่คือระบบเกื้อกูลที่ข้าเรียกว่า ‘วงจรธรรมชาติ’”
เมื่อคำสั่งถูกประกาศ ลูกเจี๊ยบนับร้อยตัวก็ถูกปล่อยเข้าสู่สมรภูมิสวนผลไม้
ภาพที่ปรากฏช่างน่าขันและน่าทึ่งในคราเดียวกัน ก้อนขนสีเหลืองนับร้อยกระจายตัวออกไปทั่วพื้นที่ใต้ร่มเงาไม้ผล พวกมันเริ่มปฏิบัติการตามสัญชาตญาณทันที เท้าเล็กๆ ขุ้ยเขี่ยดิน จะงอยปากจิกกินหนอนและแมลงที่หลบซ่อนอยู่ตามกอหญ้าและโคนต้นไม้อย่างเอร็ดอร่อย
หลินหว่านเอ๋อร์ลอบยิ้ม นางไม่ได้บอกใครว่าในน้ำที่ผสมให้ลูกไก่กินนั้น นางได้หยด ‘น้ำทิพย์จากมิติลับ’ ลงไปเจือจางด้วยเล็กน้อย เพียงแค่หยดเดียวก็เพียงพอที่จะสร้างภูมิต้านทานโรค ทำให้พวกมันแข็งแรง ว่องไว และเติบโตเร็วกว่าไก่ทั่วไปถึงสองเท่า
วันเวลาผ่านไปราวกับสายน้ำไหล...
จากลูกเจี๊ยบตัวน้อย ขนสีเหลืองอ่อนเริ่มผลัดเปลี่ยนเป็นขนไก่รุ่นที่เงางาม ไก่ตัวผู้เริ่มหัดขันเสียงแหบพร่า ส่วนไก่ตัวเมียเริ่มมีสะโพกผายออกบ่งบอกถึงความพร้อมในการให้กำเนิดผลผลิต
สวนผลไม้ที่เคยถูกแมลงรุมเร้า บัดนี้กลับมาเขียวชอุ่มยอดใบแตกกิ่งก้านสาขาอย่างสมบูรณ์ พื้นดินรอบโคนต้นไม้สะอาดสะอ้านจากการขุ้ยเขี่ยของฝูงไก่ ไร้วัชพืชรบกวน อีกทั้งยังได้รับปุ๋ยชั้นดีที่เหล่าไก่ถ่ายทิ้งไว้ทุกวัน กลายเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องพึ่งยาพิษแม้แต่หยดเดียว
ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต่างชะโงกหน้ามองรั้วกั้นด้วยความฉงนสนเท่ห์ เห็นไก่ฝูงใหญ่วิ่งไล่จับตั๊กแตนกันอย่างสนุกสนาน บ้างก็กระโดดจิกแมลงที่เกาะต่ำตามกิ่งไม้ ดูราวกับพวกมันกำลังเริงระบำ
“ประหลาดแท้... ไก่บ้านแม่นางหลินดูมีความสุขกว่าไก่บ้านข้าเสียอีก”
“ดูขนพวกมันสิ เป็นมันขลับเชียว คงกินดีอยู่ดีน่าดู”
เช้าวันหนึ่ง ขณะที่หลินหว่านเอ๋อร์กำลังตรวจตราความเรียบร้อยในสวน เสี่ยวเฟิงก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหา ในมือประคองตะกร้าสานใบเล็กที่ปูรองด้วยฟางแห้ง
“พี่หญิง! พี่หญิงขอรับ! ดูนี่เร็วเข้า!” เด็กน้อยร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น
หลินหว่านเอ๋อร์ละสายตาจากบัญชี หันมามองสิ่งที่อยู่ในตะกร้า ดวงตาหงส์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
ไข่ไก่... ไม่ใช่ไข่ไก่ธรรมดา แต่เป็นไข่ไก่เปลือกสีน้ำตาลอมชมพูเนียนละเอียด ขนาดใหญ่กว่าไข่ไก่ทั่วไปในท้องตลาดเกือบครึ่ง ผิวสัมผัสอุ่นๆ บ่งบอกว่าเพิ่งออกมาจากแม่ไก่สดๆ ร้อนๆ
“ไข่ชุดแรกหรือ?” นางถามพลางหยิบไข่ฟองหนึ่งขึ้นมาพิจารณา น้ำหนักของมันตึงมือดีนัก
“ขอรับ! ข้าไปเจอในเพิงฟาง มีตั้งยี่สิบกว่าฟอง! แม่ไก่พวกนั้นเริ่มออกไข่แล้ว!” เสี่ยวเฟิงยิ้มแก้มปริ
“ดี...” หลินหว่านเอ๋อร์พยักหน้า “ไปบอกป้าเจิน ให้เตรียมกระทะ วันนี้เราจะพิสูจน์รสชาติของผลผลิตรุ่นแรกกัน”
ณ ห้องครัว กลิ่นหอมของน้ำมันหมูเจียวใหม่ๆ ลอยอบอวล หลินหว่านเอ๋อร์ลงมือตอกไข่ด้วยตนเอง ทันทีที่เปลือกไข่แตกออก ของเหลวภายในก็ไหลลงสู่ชามกระเบื้องเคลือบ
“โอ้โห...” ป้าเจินอุทานออกมาเบาๆ
ไข่แดงนั้นกลมนูนเด่นชัดราวกับดวงอาทิตย์ยามอัสดง สีส้มเข้มจัดจนเกือบแดง ไม่ใช่สีเหลืองซีดเหมือนไข่ไก่ทั่วไปที่ชาวบ้านเลี้ยงด้วยเศษข้าว ไข่ขาวเองก็ข้นหนืด ไม่เหลวเป็นน้ำ แยกชั้นชัดเจนแสดงถึงความสดใหม่และคุณภาพที่อัดแน่น
เมื่อเทลงกระทะร้อนฉ่า เสียง *ซู่* ดังสนั่นพร้อมกลิ่นหอมที่ระเบิดออกมา กลิ่นคาวแทบไม่มี มีแต่กลิ่นหอมมันอันเป็นเอกลักษณ์ หลินหว่านเอ๋อร์ทอดเป็นไข่ดาวสุกกำลังดี ไข่ขาวกรอบนอกนุ่มใน ไข่แดงยังเป็นยางมะตูมเยิ้มๆ
นางตักไข่ดาววางลงบนข้าวสวยร้อนๆ เหยาะซีอิ๊วชั้นดีเพียงเล็กน้อย แล้วใช้ตะเกียบเจาะไข่แดงให้ลาวาสีส้มไหลเยิ้มคลุกเคล้ากับเมล็ดข้าวสีขาวนวล
เมื่อส่งเข้าปาก รสสัมผัสแรกคือความนุ่มละมุน ลิ้นสัมผัสได้ถึงความเข้มข้นของรสไข่แดงที่หวานมันอย่างลึกล้ำ ไม่มีรสฝาดเฝื่อนแม้แต่น้อย ผสมผสานกับความกรอบของไข่ขาวและความหอมของข้าวสวย กลายเป็นรสชาติแห่งสวรรค์ที่เรียบง่ายแต่ตราตรึง
“อร่อย...” เสี่ยวเฟิงเคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มป่อง “อร่อยกว่าไข่ที่เหลาอาหารในเมืองอีกขอรับพี่หญิง!”
หลินหว่านเอ๋อร์ยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ รสชาตินี้... คือรสชาติของชัยชนะ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าแนวคิด ‘เกษตรอินทรีย์’ ผสมผสานกับ ‘พลังมิติลับ’ ของนางนั้นถูกต้องที่สุด
ทว่า... ปัญหาใหม่กำลังก่อตัวขึ้น
หลังจากมื้ออาหาร ป้าเจินเดินเข้ามาหานางด้วยสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย
“คุณหนูเจ้าคะ... ไข่รุ่นแรกออกมาวันนี้ยี่สิบฟอง แต่ดูจากจำนวนแม่ไก่แล้ว พรุ่งนี้คงมีอีกสี่สิบ ห้าสิบ หรืออาจจะถึงร้อยฟองในไม่ช้า เรามีคนกินกันแค่นี้... กินไม่ทันแน่เจ้าค่ะ อีกทั้งผักในแปลงที่ท่านปลูกไว้... คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง พวกมันโตเร็วอย่างกับเป่าลม ตอนนี้พร้อมเก็บเกี่ยวหมดแล้ว ถ้าไม่รีบจัดการ มันจะแก่เกินกินนะเจ้าคะ”
หลินหว่านเอ๋อร์วางตะเกียบลง นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง
จริงสินะ... นางมัวแต่สนุกกับการเร่งผลผลิตจนลืมคิดไปว่า ปริมาณที่ได้มันมหาศาลเกินกว่าการบริโภคในครัวเรือน ไก่ร้อยตัว ผักอีกหลายไร่ ผลผลิตเหล่านี้หากปล่อยทิ้งไว้ก็เน่าเสียเปล่า
ต้องขาย... แต่จะขายอย่างไรให้ได้ราคา? จะขนไปขายส่งให้พ่อค้าคนกลางในเมือง ก็คงโดนกดราคาจนต่ำเตี้ยเรี่ยดินเหมือนที่ชาวบ้านคนอื่นโดน หรือจะตั้งแผงขายเองในตลาด ก็เสียเวลาและอาจขายไม่หมด
ดวงตาหงส์ทอประกายวาบขึ้นมาเมื่อความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว
ในเมื่อของดีขนาดนี้... ทำไมข้าต้องวิ่งไปหาลูกค้า? ทำไมข้าไม่ทำให้ลูกค้าวิ่งมาหาข้าเอง?
นางลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย รัศมีแห่งความเฉลียวฉลาดแผ่ออกมารอบกาย
“ลุงบุญ!” นางเรียกเสียงดังฟังชัด
“ขอรับคุณหนู!” ลุงบุญรีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามา
“ไปเตรียมเกวียน... ไม่สิ ไปเตรียมพื้นที่ว่างหน้าไร่ของเรา ถางหญ้าให้เตียน ปูเสื่อและตั้งโต๊ะไม้ไผ่ให้พร้อม”
“คุณหนูจะทำอะไรหรือขอรับ?”
หลินหว่านเอ๋อร์แสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ สายตามองทอดออกไปที่ถนนหน้าไร่ซึ่งเริ่มมีผู้คนสัญจรผ่านไปมา
“ในเมื่อเรามีของดีที่หาที่ไหนไม่ได้... พรุ่งนี้ข้าจะเปิด ‘ตลาดนัดหน้าฟาร์ม’ เราจะขายของสดๆ จากไร่ ตัดกันให้เห็น เก็บกันสดๆ ขายให้ชาวบ้านในราคามิตรภาพ เพื่อสร้างชื่อเสียง...”
นางเว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ลุงบุญขนลุกซู่
“...แต่เป้าหมายของข้าไม่ใช่แค่ชาวบ้านหรอกนะ เตรียมคัดแยกผักและไข่เกรดที่ดีที่สุดไว้... เพราะข้ากำลังจะวางกับดักล่อ ‘ปลาใหญ่’ ให้มาติดเบ็ดที่หน้าประตูบ้านของเรา!”
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ตลาดนัดหน้าฟาร์ม]**