ตอนที่ 96

***บทที่ 96: ตลาดนัดหน้าฟาร์ม***

รุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาเยือนพร้อมกับสายหมอกจางๆ ที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือยอดหญ้า แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องกระทบหยาดน้ำค้างบนใบผักสีเขียวสด จนเกิดเป็นประกายระยิบระยับราวกับอัญมณีล้ำค่า

บริเวณหน้าทางเข้าไร่สกุลหลินซึ่งเคยเป็นเพียงลานดินว่างเปล่า บัดนี้แปรเปลี่ยนสภาพไปอย่างสิ้นเชิงตามคำสั่งสายฟ้าแลบของคุณหนูใหญ่ โต๊ะไม้ไผ่สานถูกนำมาจัดวางเรียงรายเป็นแนวยาว เสื่อผืนหนาปูลาดรองรับผลผลิตกองโตที่เพิ่งถูกลำเลียงออกมาจากแปลง

“ระวังมือหน่อย! ผักคะน้าพวกนั้นกรอบยิ่งกว่าแก้ว อย่าให้ช้ำแม้แต่ใบเดียวเชียว” หลินหว่านเอ๋อร์ยืนกอดอกสั่งการ เสียงหวานทว่าเฉียบขาดดังกังวานไปทั่วลาน

คนงานในไร่ต่างวิ่งวุ่นขนตะกร้าผักกันอย่างแข็งขัน กลิ่นหอมสดชื่นของดินและผักสดใหม่ตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ภาพของผักกวางตุ้งต้นอวบอ้วน ผักบุ้งยอดเรียวยาวสีเขียวมรกต และหัวไชเท้าสีขาวนวลราวกับหยกขาวที่เพิ่งถอนขึ้นมาจากดิน ล้วนเป็นภาพที่ชวนให้ผู้พบเห็นต้องกลืนน้ำลาย

นี่คือกองทัพผักรุ่นแรกที่ได้รับการดูแลด้วย ‘น้ำทิพย์’ เจือจางจากมิติลับ แม้จะไม่เข้มข้นเท่าในมิติ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังเหนือกว่าผักทั่วไปตามท้องตลาดอย่างเทียบไม่ติด

“คุณหนูขอรับ... เราจะขายที่นี่จริงๆ หรือขอรับ?” ลุงบุญเอ่ยถามด้วยความกังวลเล็กน้อย พลางปาดเหงื่อบนหน้าผาก “ชาวบ้านแถวนี้ก็ปลูกผักกินเองกันทั้งนั้น จะมีใครมาซื้อของของเราหรือ?”

หลินหว่านเอ๋อร์กระตุกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาหงส์ฉายแววเจ้าเล่ห์ลึกล้ำ

“ลุงจางท่านเข้าใจคำว่า ‘ซื้อตรงจากแหล่งผลิต’ หรือไม่?”

ชายชราทำหน้างุนงง ส่ายศีรษะช้าๆ

“การค้าขายโดยทั่วไป พ่อค้าคนกลางจะมารับซื้อจากเราในราคาถูกแสนถูก แล้วนำไปบวกกำไรขายต่อในเมือง ส่วนชาวบ้านหากอยากกินของดี ก็ต้องถ่อสังขารไปซื้อในตลาดที่ผ่านการขนส่งมาแล้วหลายวัน ความสดใหม่ย่อมหายไปเกือบครึ่ง”

นางเดินเข้าไปหยิบผักกวางตุ้งต้นหนึ่งขึ้นมา หักก้านดัง ‘เปราะ’ ให้เห็นความกรอบสดที่ยางยังไหลซึม

“แต่ที่นี่... ข้าจะขายความจริงใจ ข้าจะขายสิ่งที่พวกเขาไม่เคยสัมผัส ผักที่เพิ่งตัดจากต้นเมื่อครู่ ในราคาที่ถูกกว่าตลาดเพราะเราไม่ต้องเสียค่าเกวียนขนส่ง ไม่ต้องเสียค่าเช่าแผง นี่คือการตัดวงจรพ่อค้าหน้าเลือดพวกนั้นออกไป!”

ยังไม่ทันที่ลุงบุญจะหายสงสัย เสียงพูดคุยจอแจก็เริ่มดังขึ้นจากถนนหน้าไร่ ชาวบ้านกลุ่มแรกที่แบกจอบเสียมเตรียมไปทำนาเริ่มชะลอฝีเท้าเมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงที่หน้าไร่สกุลหลิน

“นั่นอะไรน่ะ? ผักหรือ? ทำไมต้นใหญ่น่ากินขนาดนั้น!” ป้าหวัง เพื่อนบ้านปากไวประจำหมู่บ้านร้องทักเป็นคนแรก

“แม่นางหลิน! นี่เจ้าขนผักมาทำอะไรมากมายหน้าบ้าน?”

หลินหว่านเอ๋อร์รอจังหวะนี้อยู่แล้ว นางปรับสีหน้าเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส รัศมีแม่ค้าผู้โอบอ้อมอารีแผ่ออกมาทันที

“ท่านป้าหวัง! มาดูสิเจ้าคะ วันนี้ไร่ของเราเก็บเกี่ยวผลผลิตรุ่นแรก ผักพวกนี้ข้าฟูมฟักมากับมือ ไม่อยากให้พ่อค้าในเมืองมากดราคา จึงคิดว่าสู้เอามาแบ่งปันให้พี่น้องในหมู่บ้านเราได้กินของดีในราคามิตรภาพเสียดีกว่า”

“ราคามิตรภาพ?” ชาวบ้านอีกคนหูผึ่ง “เท่าไหร่รึ?”

“ถูกกว่าตลาดในเมืองสองอีแปะเจ้าค่ะ!”

สิ้นเสียงประกาศ บรรยากาศเงียบสงัดไปชั่วอึดใจ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฮือฮาอื้ออึง

“ถูกกว่าตลาดสองอีแปะ! แถมยังต้นใหญ่ขนาดนี้!”

“ดูความสดนั่นสิ ใบยังไม่เหี่ยวเลยสักนิด!”

“แม่นางหลิน ข้าเอาคะน้าสองกำ!”

“ข้าเอาผักบุ้ง! ลูกข้าชอบกินผัดผักบุ้ง!”

กลยุทธ์ของหลินหว่านเอ๋อร์สัมฤทธิ์ผลดุจดั่งโยนหินถามทางแล้วเจอขุมทอง นางไม่ได้แค่เอาผักมาวางขาย แต่สร้าง ‘ประสบการณ์’ ให้ลูกค้า นางสั่งให้คนงานบางส่วนยังคงตัดผักจากแปลงที่อยู่ติดกับรั้ว เพื่อให้ชาวบ้านเห็นกับตาว่าผักเหล่านี้ ‘สดจากไร่’ ของจริง ไม่มีหมกเม็ด

เสียงพูดคุยและการซื้อขายดึงดูดผู้คนที่สัญจรไปมาให้หยุดแวะ จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสิบ ในไม่ช้า หน้าไร่สกุลหลินก็กลายเป็นตลาดนัดขนาดย่อมที่คึกคักยิ่งกว่างานวัด

หลินหว่านเอ๋อร์ยืนมองภาพนั้นด้วยความพึงพอใจ มือข้างหนึ่งคอยรับเงิน อีกข้างคอยกำกับการจัดวางสินค้า แต่สายตาอันคมกริบของนางไม่ได้หยุดอยู่แค่ชาวบ้านที่กำลังมะรุมมะตุ้มแย่งซื้อผักราคาถูก

นางหันไปส่งสัญญาณให้ลุงบุญ

“ลุงจางแยกตะกร้าหวายชุดนั้นไว้... ผักเกรดพิเศษที่คัดรูปทรงสวยงามที่สุด อย่าปะปนกับกองนี้เด็ดขาด”

“ขอรับคุณหนู... ว่าแต่ผักสวยๆ พวกนั้น คุณหนูจะเก็บไว้ทำไมหรือขอรับ? ลูกค้าแย่งกันซื้อจนจะหมดแล้วนะขอรับ”

“ของดีมีน้อย ย่อมมีค่าดั่งทองคำ...” นางเอ่ยเสียงเบา สายตามองลอดผ่านฝูงชนออกไปที่ถนนใหญ่ซึ่งมุ่งหน้าสู่ตัวเมือง “ผักกองนี้คือเหยื่อล่อปลาซิวปลาสร้อย แต่ผักในตะกร้าหวายนั่น... คือเหยื่อล่อพยัคฆ์”

นางรู้ดีว่าข่าวลือเรื่องผักวิเศษรสเลิศที่ขายหน้าไร่สกุลหลินจะแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งชาวบ้านชมชอบ พ่อค้าและเศรษฐีในเมืองย่อมต้องหูผึ่ง เป็นการทำการตลาดแบบปากต่อปากที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดโดยไม่ต้องเสียเงินจ้างป่าวประกาศแม้แต่อีแปะเดียว

เวลาล่วงเลยไปจนตะวันเกือบตรงศีรษะ ผักกองโตที่เคยสูงท่วมหัวบัดนี้พร่องไปเกือบหมด หลินหว่านเอ๋อร์ปาดเหงื่อที่ไรผม แม้จะเหนื่อยแต่ถุงเงินที่หนักอึ้งในอกเสื้อก็ทำให้หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง

“คุณหนู! คุณหนูขอรับ!”

เสียงตะโกนตื่นตระหนกของอาเสี่ยว คนงานหนุ่มดังมาจากแปลงผักด้านหลังที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว ทำเอาบรรยากาศคึกคักชะงักลงชั่วครู่

หลินหว่านเอ๋อร์ขมวดคิ้วมุ่น รีบฝากงานขายให้ลุงบุญแล้วสาวเท้าก้าวขาวเดินตามอาเสี่ยวไปที่แปลงผักคะน้าด้านใน

“มีอะไร? ร้องเสียงหลงเชียว”

“คุณหนูมาดูนี่สิขอรับ...” อาเสี่ยวชี้มือสั่นเทาไปที่ใบผักคะน้าต้นอวบใหญ่

หลินหว่านเอ๋อร์ก้มลงมอง ภาพที่เห็นทำให้นัยน์ตาของนางวูบไหว รอยยิ้มแห่งชัยชนะเมื่อครู่เลือนหายไปจนสิ้น

บนใบสีเขียวเข้มอันสมบูรณ์แบบ มีรอยกัดแทะเป็นรูพรุนเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไป และเมื่อเพ่งมองให้ดี... นางเห็นกองทัพแมลงตัวเล็กจิ๋วนับร้อยกำลังกัดกินผลผลิตของนางอย่างตะกละตะกลาม!

“เพลี้ย...” นางพึมพำเสียงเย็นเยียบ ราวกับอุณหภูมิรอบกายลดต่ำลงเฉียบพลัน

ไม่ใช่แค่ต้นเดียว แต่มันกำลังลามไปยังต้นข้างๆ อย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง กลิ่นหอมหวานของผักวิเศษไม่ได้ดึงดูดแค่มนุษย์ แต่มันยังเรียกร้องศัตรูตัวฉกาจตามธรรมชาติให้มาร่วมโต๊ะอาหารจีนมื้อใหญ่นี้ด้วย

และดูเหมือนว่า... ศัตรูตัวจิ๋วพวกนี้จะไม่ยอมจ่ายเงินแม้แต่อีแปะเดียว!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ปัญหามดปลวก]**