ต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง

แสงอรุณรุ่งแรกสาดส่องขับไล่ความมืดมิดแห่งรัตติกาลให้เลือนหายไปจากขอบฟ้าทิศตะวันออก หลินหว่านเอ๋อร์มุ่งหน้าสู่อำเภอไห่เยี่ยนตั้งแต่ยามเหม่า (05:00-06:59 น.) ด้วยสองเท้าที่ก้าวอย่างมั่นคงและเด็ดเดี่ยว ระยะทางหลายสิบลี้จากหมู่บ้านลั่วเหอมิอาจบั่นทอนจิตใจที่ลุกโชนดุจเปลวเพลิงของนางได้

เมื่อมาถึงตลาดตงลั่งอันเป็นศูนย์กลางการค้าขายที่คึกคักที่สุดของอำเภอ เสียงจอแจของผู้คนก็ดังกระหึ่มเข้ามาในโสตประสาท กลิ่นคาวปลาสดเคล้ากับกลิ่นไอเค็มของทะเลลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ พ่อค้าแม่ค้าต่างตะโกนโหวกเหวกเรียกลูกค้ากันอย่างแข็งขัน ภาพความวุ่นวายเบื้องหน้านี้มิได้ทำให้นางหวาดหวั่น ตรงกันข้าม กลับปลุกสัญชาตญาณแม่ค้าในตัวนางให้ตื่นขึ้นมาอย่างเต็มเปี่ยม

นางมิได้แวะเวียนไปยังแผงขายปลาที่คุ้นเคย หากแต่เดินลัดเลาะลึกเข้าไปในตลาด ผ่านซอยเล็กซอยน้อยที่ชื้นแฉะและอับทึบ มุ่งตรงไปยังมุมที่อโคจรที่สุดของตลาดตงลั่ง ที่นั่นมีร้านค้าเล็กๆ ซอมซ่อร้านหนึ่งตั้งอยู่อย่างเงียบเชียบ บนป้ายไม้เก่าคร่ำคร่าสลักอักษรไว้เพียงสองตัวว่า "ร้านหลัว"

เจ้าของร้านคือชายวัยกลางคนร่างท้วม นามว่า ‘เถ้าแก่หลัว’ เขานั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ตัวหนึ่ง พลางใช้พัดโบกไล่แมลงวันที่บินว่อนอยู่รอบกองกระสอบป่านที่วางระเกะระกะอยู่หน้าร้าน ภายในกระสอบเหล่านั้นบรรจุสิ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า ‘เศษเกลือสมุทร’ ซึ่งก็คือตะกอนเกลือคุณภาพต่ำที่สุดที่ถูกคัดแยกออกมาจากโรงเกลือหลวง เป็นของที่แทบไม่มีผู้ใดต้องการ

หลินหว่านเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าแล้วเดินเข้าไปหยุดอยู่หน้าร้าน

เถ้าแก่หลัวปรายตามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เมื่อเห็นอาภรณ์ผ้าเนื้อหยาบที่ผ่านการปะชุนมาหลายครั้งหลายคราของนาง แววตาดูแคลนก็ฉายวาบขึ้นมาทันที เขายกมุมปากขึ้นอย่างเย้ยหยัน เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน “แม่นางน้อยมีธุระอันใดรึ หรือว่าเดินหลงทางมา”

หลินหว่านเอ๋อร์ไม่ใส่ใจกับท่าทีดูหมิ่นนั้น นางมองตรงไปยังกองกระสอบด้วยสายตาเรียบเฉย กล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ข้ามาเพื่อซื้อเศษเกลือ”

คำตอบของนางทำให้เถ้าแก่หลัวเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจระคนขบขัน “โอ้? เศษเกลือรึ?” เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินอ้อมไปตบกระสอบใบหนึ่งดังปุๆ “แม่นางช่างตาถึงยิ่งนัก ของในร้านข้าแม้จะถูกเรียกว่าเศษเกลือ แต่ก็เป็นเกลือจากโรงเกลือหลวงนะคุณธรรม ความเค็มของมันมิได้ด้อยไปกว่าเกลือชั้นดีเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่สีสันอาจไม่ขาวนวลน่ามองเท่านั้น”

เขาทำทีเป็นปัดฝุ่นออกจากกระสอบ กล่าวโอ้อวดสรรพคุณต่อไป “คนไม่รู้ความมักดูแคลนของดีเช่นนี้ ทั้งที่จริงแล้วนำไปใช้ดองผักหรือหมักเนื้อก็ให้รสชาติเลิศล้ำไม่แพ้กัน”

หลินหว่านเอ๋อร์เพียงยกยิ้มที่มุมปาก ไม่เอ่ยแย้งคำพูดของเขา นางเดินเข้าไปใกล้กระสอบใบที่เปิดอ้าอยู่ ก้มลงใช้ปลายนิ้วหยิบเศษเกลือขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด

เถ้าแก่หลัวเห็นท่าทีของนางก็นึกว่าเหยื่อติดกับแล้ว จึงรีบเสนอราคา “เห็นแก่ที่แม่นางเป็นลูกค้าสตรีคนแรกของร้านข้าในรอบหลายเดือนนี้ เอาเป็นว่าข้าคิดราคาพิเศษให้ กระสอบนี้หนักสิบชั่งพอดี ข้าคิดเพียงห้าสิบอีแปะเท่านั้น นับว่าถูกราวกับได้เปล่าแล้ว!”

สิ้นคำพูดนั้น ดวงตาหงส์ของหลินหว่านเอ๋อร์ก็ตวัดขึ้นมองหน้าเขาอย่างเย็นชา “เถ้าแก่หลัว ท่านเห็นข้าเป็นเด็กสามขวบหรืออย่างไร”

น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้รอยยิ้มของเถ้าแก่หลัวแข็งค้างไปในทันที

นางแบมือออก เผยให้เห็นเศษเกลือในอุ้งมือ “ท่านบอกว่ามันเป็นของดีจากโรงเกลือหลวงรึ?” นางชี้นิ้วไปยังเกล็ดสีเหลืองคล้ำในมือนาง “เกลือนี้มีสีเหลืองขุ่นปนเทา ทั้งยังมีกลิ่นอับชื้นของดินโคลนเจือปนอยู่มาก ข้าไม่ต้องชิมก็รู้ว่ารสชาติของมันต้องทั้งขมทั้งฝาดเฝื่อน”

นางดีดเศษทรายเล็กๆ ที่ปะปนอยู่ออกจากปลายนิ้ว “ยิ่งไปกว่านั้น ในนี้ยังปะปนไปด้วยเศษทรายและกรวดก้อนเล็กๆ อีกนับไม่ถ้วน หากนำไปหมักปลาตามที่ท่านว่า นอกจากจะทำให้เนื้อปลาเสียรสชาติแล้ว ยังอาจทำให้คนกินฟันบิ่นได้อีกด้วย ของเช่นนี้ ต่อให้ท่านให้ข้าฟรีๆ ข้ายังต้องคิดดูก่อนเลยว่าจะรับไว้ให้รกบ้านดีหรือไม่”

วาจาอันเฉียบคมและหลักการที่แจ่มชัดของนางราวกับคมดาบที่ฟาดฟันลงบนคำโอ้อวดของเถ้าแก่หลัวจนขาดสะบั้นไม่มีชิ้นดี ชายร่างท้วมถึงกับหน้าซีดเผือด อ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก เขาจ้องมองสตรีตรงหน้าราวกับเห็นภูตผีปีศาจ สตรีนางนี้... นางรู้เรื่องเกลือดียิ่งกว่าเขาซึ่งเป็นพ่อค้าเสียอีก!

ในตลาดตงลั่งแห่งนี้ เขาขายเศษเกลือมานานหลายปี พบเจอผู้คนมาก็มาก แต่ไม่เคยมีผู้ใดวิเคราะห์สินค้าของเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้มาก่อน! โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีในชุดชาวบ้านซอมซ่อผู้นี้!

หลินหว่านเอ๋อร์เห็นสีหน้าตกตะลึงของอีกฝ่ายก็รู้ว่าตนเป็นฝ่ายคุมเกมได้แล้ว นางปัดมือเบาๆ ให้เศษเกลือร่วงลงพื้น ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายลงเล็กน้อย “เถ้าแก่หลัว ข้าจะพูดกับท่านตามตรง ข้าต้องการเศษเกลือเหล่านี้จริง และต้องการในปริมาณมากด้วย”

นางหยุดเว้นจังหวะ ปล่อยให้ความหวังฉายขึ้นในแววตาของเถ้าแก่หลัวอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวต่อ “แต่ต้องเป็นราคาที่สมเหตุสมผล ของเหล่านี้กองอยู่ที่นี่มานานเท่าใดแล้วท่านย่อมรู้ดีแก่ใจที่สุด แทนที่จะปล่อยให้มันจับตัวเป็นก้อนแข็งและสูญเสียความเค็มไปจนหมดสิ้น สู้ขายให้ข้าในราคาถูกๆ เพื่อเอาเงินทุนกลับคืนมาบ้างไม่ดีกว่าหรือ”

เถ้าแก่หลัวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขามองสลับระหว่างกองกระสอบที่วางกองเป็นภูเขาเลากากับใบหน้าเรียบเฉยของหลินหว่านเอ๋อร์ ในใจเกิดความลังเลอย่างหนัก จริงอย่างที่นางว่า เศษเกลือพวกนี้แทบจะขายไม่ออก นานๆ ครั้งจะมีคนยากจนมาขอซื้อไปทีละเล็กละน้อยในราคาไม่กี่อีแปะ หากปล่อยไว้นานกว่านี้คงได้แต่เอาไปเททิ้งจริงๆ

“แล้ว...แม่นางต้องการในราคาเท่าใดเล่า?” ในที่สุดเขาก็ยอมอ่อนข้อลง เอ่ยถามเสียงอ่อย

หลินหว่านเอ๋อร์ยกนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว “หนึ่งกระสอบสิบชั่ง ข้าให้สิบอีแปะ”

“สิบอีแปะ!?” เถ้าแก่หลัวแทบจะกระโดดโหยง “นี่ท่านจะปล้นกันหรือไร! ราคานี้ข้าขาดทุนย่อยยับ!”

“ขาดทุนหรือ?” หลินหว่านเอ๋อร์เลิกคิ้ว “ข้ากลับมองว่าท่านได้กำไรเสียอีก อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยให้มันกลายเป็นขยะที่ขายไม่ได้แม้แต่อีแปะเดียว” นางหมุนตัวทำท่าจะเดินจากไป “หากท่านไม่ตกลงก็ไม่เป็นไร ข้าไปหาเจ้าอื่นก็ได้ ในอำเภอไห่เยี่ยนคงไม่ได้มีเพียงท่านที่ได้โควตารับซื้อเศษเกลือจากทางการ”

คำขู่นั้นได้ผลชะงัด!

“เดี๋ยวก่อน! แม่นาง เดี๋ยวก่อน!” เถ้าแก่หลัวรีบร้องห้าม เขารู้ดีว่าคำพูดของนางเป็นเพียงลมปาก ในอำเภอนี้มีเพียงเขาคนเดียวที่ยอมเสียเงินประมูลสิทธิ์ในการรับซื้อของไร้ค่าเช่นนี้มา แต่การที่นางกล้าเดินจากไปอย่างไม่ลังเล แสดงให้เห็นว่านางไม่ได้มีความจำเป็นต้องง้อเขาเลยแม้แต่น้อย

จิตใจของพ่อค้าเริ่มคำนวณผลได้ผลเสียอย่างรวดเร็ว ขายสิบอีแปะ แม้จะน้อยนิด แต่หากนางซื้อในปริมาณมากล่ะ? เงินก้อนเล็กๆ หลายๆ ก้อนรวมกันก็กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้!

“ยี่สิบอีแปะ! อย่างน้อยต้องยี่สิบอีแปะ! นี่เป็นราคาต่ำสุดแล้วจริงๆ!” เขายื่นข้อเสนอสุดท้าย

หลินหว่านเอ๋อร์หยุดฝีเท้า หันกลับมามองเขาด้วยสายตาประเมิน นางรู้ว่านี่คือราคาที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว การกดราคาไปมากกว่านี้อาจทำให้การเจรจาล่มลงได้

นางแสร้งทำเป็นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “ก็ได้ ยี่สิบอีแปะก็ยี่สิบอีแปะ แต่ข้ามีเงื่อนไข”

“เงื่อนไขอันใดอีก?”

“ต่อไปหากข้ากลับมาซื้ออีก ท่านต้องขายให้ข้าในราคานี้เสมอ” ดวงตาของนางทอประกายฉายแววของนักธุรกิจผู้มองการณ์ไกล

เถ้าแก่หลัวมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งทึ่ง ทั้งหวาดเกรงเล็กน้อย เขารู้สึกราวกับว่าตนไม่ได้กำลังเจรจากับสตรีชาวบ้านธรรมดา แต่เป็นเถ้าแก่เนี้ยผู้เจนจบในเชิงการค้าจากเมืองหลวงอย่างไรอย่างนั้น

“ตกลง!” ในที่สุดเขาก็ตอบรับอย่างหนักแน่น

หลินหว่านเอ๋อร์ยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มการเจรจา นางล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบถุงผ้าใบเล็กออกมา เทเหรียญอีแปะทั้งหมดที่นางมีลงบนฝ่ามือ แล้วบรรจงนับยี่สิบเหรียญส่งให้เถ้าแก่หลัวอย่างไม่ขาดไม่เกิน

เมื่อได้รับเศษเกลือกระสอบแรกมาไว้ในครอบครอง แม้น้ำหนักสิบชั่งของมันจะถ่วงจนแผ่นหลังเล็กๆ ของนางต้องโค้งงอ แต่นางกลับรู้สึกราวกับกำลังแบกความหวังและอนาคตทั้งหมดเอาไว้บนบ่า ดวงตาหงส์ทอประกายเจิดจ้าจับจ้องไปยังเส้นทางกลับหมู่บ้านลั่วเหอที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า

เงินก้อนสุดท้ายได้ถูกใช้ไปแล้ว การเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของนางได้เริ่มต้นขึ้นแล้วจริงๆ! บัดนี้ไม่มีเส้นทางให้ถอยกลับอีกต่อไป มีเพียงการเดินหน้าเพื่อสร้างตำนานบทใหม่ของตนเองเท่านั้น