การกลับมาของนายทหารหนุ่ม
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงเคาะประตูไม้หน้าลานบ้านดังกึกก้องและทรงพลังราวกับจะพังทลายบานประตูเก่าคร่ำคร่าให้แหลกคามือ อู๋เสี่ยวลี่ที่เพิ่งล้มขะมำอยู่บนพื้นดินรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าของสะใภ้ใหญ่ซีดเผือด ขณะที่บานประตูถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนฝุ่นผงร่วงกราว
ปรากฏร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา เขาสวมชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวขี้ม้าที่แม้จะเปรอะเปื้อนฝุ่นควันจากการเดินทางไกล ทว่ากลับไม่อาจบดบังกลิ่นอายองอาจผ่าเผยได้เลยแม้แต่น้อย แผ่นหลังของเขายืดตรงดุจต้นสนตระหง่านท้าลมหนาว ใบหน้าหล่อเหลาคมคายทว่าเคร่งขรึมเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี นัยน์ตาลึกล้ำกวาดมองไปรอบบริเวณลานบ้านราวกับพญาเหยี่ยวที่กำลังประเมินสถานการณ์
เขาคือ จ้าวถิงเวย นายทหารหนุ่มอนาคตไกล และเป็นสามีตามกฎหมายของหลินหว่านชิง!
ที่หน้าประตูห้องครัว หลินหว่านชิงในชุดผ้าฝ้ายสีซีดจางยังคงยืนนิ่ง มือเรียวถือกระบวยไม้ค้างไว้ นัยน์ตาหงส์ที่เคยเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและโง่งมในอดีต บัดนี้กลับทอประกายเยือกเย็นและเฉียบคม เธอใช้สายตาของอดีตแพทย์ทหารหญิงประเมินบุรุษตรงหน้าอย่างรวดเร็ว... ร่างกายกำยำ กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนอัดแน่นไปด้วยพละกำลัง ท่วงท่าการเดินมั่นคงไร้ช่องโหว่ บ่งบอกถึงการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง นี่ไม่ใช่ชายหนุ่มชาวนาธรรมดา แต่เป็นทหารกล้าที่ผ่านการหล่อหลอมจากกองทัพอย่างแท้จริง
การสบตากันครั้งแรกระหว่างสองดวงวิญญาณในร่างนี้ ราวกับมีกระแสไฟฟ้าที่มองไม่เห็นปะทะกันกลางอากาศ
จ้าวถิงเวยขมวดคิ้วมุ่น เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าการลางานกลับมาเยี่ยมบ้านครั้งนี้ จะต้องพบกับสภาพบ้านที่สกปรกซกมกและเสียงแผดร้องด่าทออันน่ารำคาญของภรรยาจอมขี้เกียจ ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับตรงกันข้าม ลานบ้านที่เคยเต็มไปด้วยขยะและมูลไก่ถูกกวาดจนสะอาดสะอ้าน ห้องครัวที่เคยมีแต่คราบเขม่าดำปิ๊ดปี๋กลับมีแสงไฟอบอุ่นและกลิ่นหอมหวนชวนน้ำลายสอ ลอยกรุ่นออกมา
ยิ่งไปกว่านั้น... สตรีที่ยืนอยู่หน้าเตาไฟผู้นั้น ใช่หลินหว่านชิงภรรยาของเขาแน่หรือ? เหตุใดนางจึงไม่พุ่งเข้ามาโวยวายเรียกร้องความสนใจเหมือนทุกครา ทว่ากลับยืนมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉยราวกับกำลังมองคนแปลกหน้า!
"สะ... น้องรอง! น้องรองกลับมาแล้ว!" อู๋เสี่ยวลี่ร้องเสียงหลง ก่อนจะรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้าไปในเรือนหลัก
เพียงชั่วอึดใจ เสียงฝีเท้าตึงตังก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างของซุนกุ้ยอิงที่พุ่งพรวดออกมาจากห้องนอน หญิงชรารีบพุ่งเข้าไปคว้าแขนเสื้อของบุตรชายคนรอง น้ำหูน้ำตาไหลพรากออกมาอย่างรวดเร็วราวกับสั่งได้ การแสดงบทโศกของนางช่างแนบเนียนจนหลินหว่านชิงที่ลอบมองอยู่ยังอยากจะปรบมือให้
"ถิงเวย! ถิงเวยลูกแม่! สวรรค์มีตา ในที่สุดเจ้าก็กลับมา!" ซุนกุ้ยอิงแผดเสียงร้องไห้คร่ำครวญ มือเหี่ยวย่นชี้หน้าไปยังหลินหว่านชิงที่ยืนอยู่หน้าครัว "เจ้าต้องทวงความเป็นธรรมให้แม่นะ! นังจิ้งจอกแพศยาตัวนี้... นังภรรยาอกตัญญูของเจ้า มันกำเริบเสิบสานถึงขั้นลงไม้ลงมือทำร้ายแม่! มันผลักแม่จนล้ม แถมยังขโมยเงินก้นหีบของครอบครัวเราไปจนหมดสิ้น! เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ วันนี้หากเจ้าไม่สั่งสอนมันให้หลาบจำ แม่จะขอผูกคอตายตายหน้าบ้านให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!"
อู๋เสี่ยวลี่ที่ยืนอยู่ด้านหลังรีบพยักหน้าสนับสนุน "ใช่แล้วน้องรอง! น้องสะใภ้รองทำเกินไปจริงๆ วันนี้นางด่าทอท่านแม่เสียๆ หายๆ พวกเราห้ามก็ไม่ฟัง!"
จ้าวถิงเวยได้ยินคำฟ้องร้องของมารดา นัยน์ตาคมกริบพลันฉายแววดุดัน เขาหันขวับไปมองหลินหว่านชิง คาดหวังจะเห็นท่าทีลุกลี้ลุกลน หรือไม่ก็การทิ้งตัวลงกับพื้นแล้วร้องห่มร้องไห้โวยวายเพื่อแก้ตัวตามนิสัยเดิม
ทว่า... หลินหว่านชิงเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ริมฝีปากบางยกยิ้มที่ดูคล้ายจะเย้ยหยัน ท่ามกลางเสียงด่าทอทวงความเป็นธรรมของมารดาสามี นางกลับหมุนตัวกลับเข้าไปในครัวอย่างไม่ยี่หระ ใช้กระบวยตักข้าวสวยร้อนๆ ที่เพิ่งสุกหอมกรุ่นใส่ชามดินเผาอย่างใจเย็น ท่วงท่าของนางสง่างามและเยือกเย็นจนน่าประหลาดใจ ไม่มีร่องรอยของความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
"เดินทางมาเหนื่อยๆ ล้างมือแล้วมาทานข้าวก่อนเถอะ" น้ำเสียงใสกระจ่างทว่าราบเรียบของหลินหว่านชิงดังทะลุเสียงสะอื้นของซุนกุ้ยอิงออกมา นางตักข้าวเสร็จก็วางชามลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ในครัว ก่อนจะหันไปหยิบผักดองและไข่เค็มที่แลกมาจากมิติห้างสรรพสินค้า จัดวางลงจานอย่างเป็นระเบียบ
จ้าวถิงเวยชะงักงัน ความโกรธที่เพิ่งก่อตัวขึ้นถูกความประหลาดใจตีรวนจนสับสน สตรีตรงหน้านิ่งสงบเกินไป การกระทำที่ไร้ซึ่งการโต้เถียงนี้กลับกลายเป็นกำแพงที่สะท้อนข้อกล่าวหาของมารดากลับไปอย่างแยบยล เขาเป็นทหารที่ผ่านการฝึกฝนจิตวิทยามาอย่างโชกโชน ย่อมดูออกว่าหากคนเราทำผิดจริง ย่อมต้องมีปฏิกิริยาตอบสนองทางร่างกาย แต่นี่... นางไม่มีพิรุธใดๆ เลยแม้แต่น้อย
"ถิงเวย! เจ้ายืนบื้ออยู่ทำไม! ไปจัดการนังตัวดีนั่นสิ!" ซุนกุ้ยอิงเขย่าแขนลูกชายอย่างเกรี้ยวกราดเมื่อเห็นว่าเขาเอาแต่ยืนจ้องภรรยาตาไม่กะพริบ
"ท่านแม่... เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง ท่านกลับเข้าห้องไปพักผ่อนก่อนเถอะ" จ้าวถิงเวยเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเด็ดขาด แม้จะเคารพมารดา แต่สัญชาตญาณทหารบอกเขาว่าเรื่องนี้มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เขาปลดกระเป๋าสัมภาระลงวางไว้บนแคร่ไม้ ก่อนจะก้าวยาวๆ ตรงเข้าไปในห้องครัว
กลิ่นหอมของข้าวสวยที่ลอยมากระทบจมูกทำเอากระเพาะอาหารของนายทหารหนุ่มที่รอนแรมมาทั้งวันส่งเสียงประท้วงเบาๆ เขาหลุบตาลงมองชามข้าวบนโต๊ะ เมล็ดข้าวสีขาวนวลอวบอ้วน เรียงตัวสวยงามและส่งกลิ่นหอมหวานล้ำลึก นี่ไม่ใช่ข้าวสารหยาบๆ ที่แจกจ่ายตามระบบคูปองอาหารของยุคนี้แน่ๆ ต่อให้เป็นร้านอาหารของรัฐวิสาหกิจในตัวเมืองไป๋ชวน ก็ยังไม่มีข้าวชั้นดีระดับนี้ให้บริการ
หลินหว่านชิงเลื่อนชามข้าวและตะเกียบไปตรงหน้าเขา ก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงข้าม "ข้าทำเผื่อท่านพอดี ลองชิมดูสิ"
จ้าวถิงเวยมองสตรีที่นั่งหลังตรงสง่างามอยู่เบื้องหน้า นัยน์ตาสีเข้มของเขาเต็มไปด้วยคำถามนับพัน ทว่าความหิวโหยเอาชนะทุกสิ่ง เขาตัดสินใจนั่งลงและคีบข้าวเข้าปากคำแรก...
วินาทีที่รสสัมผัสของข้าวจากยุคอนาคตแตะลิ้น ดวงตาของนายทหารหนุ่มพลันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความนุ่มละมุนและความหวานตามธรรมชาติของข้าวชั้นเลิศ ผสมผสานกับรสชาติเค็มมันกำลังดีของไข่เค็มที่ดองด้วยกรรมวิธีล้ำยุค มันช่างเป็นรสชาติที่สวรรค์ประทานมาโดยแท้! เขาคีบอาหารเข้าปากคำแล้วคำเล่าอย่างลืมตัว รสชาติอันยอดเยี่ยมนี้ทำให้ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางมลายหายไปจนสิ้น
ในขณะที่จ้าวถิงเวยกำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งรสอาหารที่ไม่เคยพานพบ หลินหว่านชิงก็ลอบสังเกตเขาอย่างเงียบๆ สามีผู้นี้ไม่เลวเลยทีเดียว รู้จักควบคุมอารมณ์ ไม่หูเบาเชื่อคำยุยงจนขาดสติ ถือว่ายังมีสมองให้สนทนาด้วยได้
ทว่าความสงบสุขมักอยู่ได้ไม่นาน...
ปัง!
มือหยาบกร้านของใครบางคนตบลงบนกรอบประตูครัวอย่างแรง ร่างผอมสูงของจ้าวถิงเจี้ยน พี่ชายคนโตของจ้าวถิงเวย ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรา ด้านหลังของเขามีซุนกุ้ยอิงและอู๋เสี่ยวลี่ยืนประกบอยู่ด้วยสีหน้ามาดร้าย
"น้องรอง! เจ้ายังมีอารมณ์มากินข้าวฝีมือนังโจรนี่อยู่อีกหรือ!" จ้าวถิงเจี้ยนตวาดกร้าว แววตาเต็มไปด้วยความโลภเมื่อมองเห็นร่องรอยอาหารชั้นดีบนโต๊ะ "ท่านแม่บอกว่ามันขโมยเงินก้นหีบไป หากวันนี้เจ้าไม่ยอมทุบตีมันให้สารภาพ แล้วค้นตัวมันเอาเงินคืนมาละก็ ข้าในฐานะพี่ใหญ่จะไม่เกรงใจเจ้าอีกต่อไป!"
จ้าวถิงเวยวางตะเกียบลงช้าๆ บรรยากาศรอบกายพลันเย็นเยียบลงหลายส่วน เขากำลังจะเอ่ยปากสอบถามความจริง ทว่าหลินหว่านชิงกลับชิงลงมือเสียก่อน
หญิงสาวค่อยๆ หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับมุมปากอย่างเชื่องช้า ท่วงท่ากรีดกรายราวกับคุณหนูตระกูลผู้ดี นัยน์ตาหงส์ตวัดมองกลุ่มคนที่ยืนอออยู่หน้าประตูด้วยสายตาคมกริบดุจใบมีด ก่อนที่ริมฝีปากบางจะเอื้อนเอ่ยประโยคที่ทำเอาทุกคนในที่นั้นถึงกับสะท้านเยือก...
"อยากได้เงินคืนอย่างนั้นหรือ? ย่อมได้... แต่ก่อนอื่น เรามาคิดบัญชีกันให้ชัดเจนดีกว่า ว่าเงินเดือนทหารทุกหยาดเหงื่อแรงกายของสามีข้าตลอดหลายปีที่ผ่านมา... ถูกพวกปลิงดูดเลือดเอาไปถลุงเล่นที่บ่อนพนันเท่าไหร่กันแน่!"
พูดจบ มือเรียวของหลินหว่านชิงก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบสมุดปกสีน้ำตาลเล่มหนึ่งออกมาวางตบลงบนโต๊ะดังปึก!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ฝีปากหมอทหารตอกกลับแม่สามี]**