ฝีปากหมอทหารตอกกลับแม่สามี

เสียงสมุดปกสีน้ำตาลกระทบหน้าโต๊ะไม้เก่ากระดำกระด่างดังก้องไปทั่วบริเวณห้องครัว บรรยากาศที่เคยคุกรุ่นด้วยเสียงตวาดกร้าวพลันชะงักงันราวกับถูกแช่แข็ง จ้าวถิงเจี้ยนจ้องมองสมุดเล่มนั้นด้วยดวงตาเบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นระริก ลำคอแห้งผากขึ้นมาอย่างกะทันหัน ขณะที่ซุนกุ้ยอิงผู้เป็นมารดาก็หน้าถอดสี ไม่คาดคิดว่าสะใภ้รองที่วันๆ เอาแต่เกียจคร้านและหัวอ่อนยอมคนมาตลอด จะกล้าหยิบยกสิ่งใดขึ้นมาต่อกร

"นี่มันเรื่องเหลวไหลอันใดกัน!" ซุนกุ้ยอิงแผดเสียงแหลมปรี๊ดเพื่อกลบเกลื่อนความตื่นตระหนก นิ้วมือเหี่ยวย่นชี้หน้าหลินหว่านชิงอย่างมาดร้าย "นังจิ้งจอกอกตัญญู! เจ้าขโมยเงินก้นหีบของครอบครัวไปถลุงเล่นจนหมด ยังมีหน้ามาสร้างเรื่องปั้นน้ำเป็นตัวใส่ร้ายพี่ชายสามีอีกหรือ! วันนี้หากข้าไม่ได้ฉีกปากเจ้า ถลกหนังเจ้าออกมาประจาน ก็อย่ามาเรียกข้าว่าแม่สามีเลย!"

นางง้างมือขึ้นหมายจะพุ่งเข้าไปตบหน้าหญิงสาวให้คว่ำ ทว่าหลินหว่านชิงเพียงแค่ปรายตาขยับตัวเบี่ยงหลบด้วยท่วงท่าอันปราดเปรียวตามสัญชาตญาณที่ถูกฝึกฝนมาอย่างโชกโชนของหมอทหาร ปล่อยให้ร่างท้วมของแม่สามีถลำไปข้างหน้าจนเกือบหน้าคะมำชนขอบโต๊ะ

"จะรีบร้อนไปไยเล่าท่านแม่" น้ำเสียงของหลินหว่านชิงราบเรียบ ทว่าเย็นเยียบทะลุถึงกระดูก นิ้วเรียวขาวผ่องกรีดเปิดหน้ากระดาษที่จดบันทึกด้วยลายมือหยุกหยิกของเจ้าของร่างเดิม ซึ่งบัดนี้ถูกนำมาวิเคราะห์และจัดเรียงใหม่ด้วยสมองอันปราดเปรื่องของเธอ "หากข้าปั้นน้ำเป็นตัวจริง ไฉนตัวเลขเหล่านี้ถึงได้สอดคล้องกับวันเวลาที่พี่ใหญ่หายออกจากบ้านไปอย่างพอดิบพอดีเล่า"

หญิงสาวกวาดสายตามองหน้ากระดาษ ก่อนจะเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงฉะฉานดุจผู้พิพากษาอ่านคำตัดสิน "วันที่ห้าเดือนสาม เบิกเงินจากหยาดเหงื่อแรงกายของจ้าวถิงเวยไปยี่สิบหยวน... ท่านแม่บอกว่าจะนำไปซื้อเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยมาลงนา ทว่าความจริงคือพี่ใหญ่นำไปจ่ายหนี้พนันที่บ่อนลับท้ายตลาดหงฉี"

"หยุดพูดประเดี๋ยวนี้นะ!" จ้าวถิงเจี้ยนหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและหวาดหวั่น เหงื่อเย็นเฉียบผุดพรายเต็มกรอบหน้า

ทว่าหลินหว่านชิงหาได้หยุดยั้ง เธอพลิกหน้ากระดาษต่อไปอย่างไร้ความปรานีดุจมีดหมอที่กรีดชำแหละเนื้อร้าย "วันที่สิบสองเดือนสี่ เบิกไปอีกสิบห้าหยวน อ้างว่าท่านแม่ปวดหลังต้องไปเชิญหมอมาฝังเข็ม ทว่าพี่ใหญ่กลับนำเงินก้อนนั้นไปซื้อเนื้อหมูตุ๋นและสุราเหมาไถ นั่งดื่มกินกับสหายเสเพลจนเมามายแอ้งแม้งอยู่ริมทาง... วันที่ยี่สิบเอ็ดเดือนห้า เบิกอีกสามสิบหยวน..."

"พอได้แล้ว!"

เสียงตวาดทุ้มต่ำและทรงพลังดังแทรกขึ้นมา พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของจ้าวถิงเวยที่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชายหนุ่มมิได้มองหน้าภรรยา ทว่านัยน์ตาลึกล้ำดุจพยัคฆ์ร้ายกลับจ้องเขม็งไปยังพี่ชายและมารดาแท้ๆ ของตน บรรยากาศรอบกายของนายทหารหนุ่มแผ่ซ่านไปด้วยรังสีอำมหิตและความกดดันที่บีบรัดจนคนทำผิดแทบหายใจไม่ออก

"ที่นางพูดมา... เป็นความจริงหรือไม่" จ้าวถิงเวยเอ่ยถามทีละคำ น้ำเสียงเจือไปด้วยความเจ็บปวดและผิดหวังอย่างล้นพ้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่ชายแดน กินข้าวปนทราย นอนกลางดินกินกลางทราย ส่งเงินเดือนทหารเกือบทั้งหมดกลับมาให้ครอบครัวเพราะคิดว่ามารดาและพี่ชายตกระกำลำบาก แต่ความจริงกลับกลายเป็นว่า เลือดเนื้อของเขาถูกสูบไปปรนเปรอความมักใหญ่ใฝ่สูงและอบายมุขของคนในบ้าน!

ซุนกุ้ยอิงเห็นบุตรชายคนรองมีท่าทีแข็งกร้าวก็เริ่มลุกลงลาน นางทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น เอามือตบต้นขาตนเองแล้วเริ่มบีบน้ำตาคร่ำครวญ "สวรรค์มีตา! ข้าอุ้มท้องเจ็ดเดือนเก้าเดือน เลี้ยงดูเจ้าจนเติบใหญ่ มาบัดนี้เจ้ากลับหลงเชื่อคำยุยงของนังผู้หญิงแพศยา มากกว่าสายเลือดเดียวกันอย่างนั้นหรือ! ข้าไม่อยากอยู่แล้ว!"

"หยุดทำตัวขายหน้าเสียที!"

เสียงกระแทกไม้เท้าดังปึกพร้อมกับร่างของจ้าวต้ากัง ผู้เป็นบิดาและหัวหน้าครอบครัวจ้าวที่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา ใบหน้ากร้านแดดเต็มไปด้วยความถมึงทึง มือหยาบกร้านถือกล้องยาสูบชี้หน้าหลินหว่านชิงอย่างวางอำนาจ

"เป็นแค่สะใภ้ แต่กลับกล้ากำเริบเสิบสานสร้างความแตกแยกในเรือน!" จ้าวต้ากังตวาดกร้าว ใช้ความเป็นผู้นำครอบครัวข่มขู่ "จ้าวถิงเวย! สั่งสอนภรรยาของเจ้าให้หุบปากเสีย เงินทองในบ้านย่อมต้องให้ผู้อาวุโสเป็นคนจัดการ พี่ชายเจ้าจะใช้จ่ายอย่างไรก็ถือเป็นเรื่องของครอบครัว นังผู้หญิงนอกแซ่ไม่มีสิทธิ์มาสอดปาก! หากวันนี้มันไม่ยอมคุกเข่าโขกศีรษะขอขมาแม่ของเจ้า ก็เขียนหนังสือหย่าขับไล่มันออกจากบ้านไปซะ!"

คำขู่กรรโชกของบิดาทำเอาจ้าวถิงเวยกำหมัดแน่นจนข้อขาว เขารู้ดีว่าบิดามักจะลำเอียงเข้าข้างพี่ชายคนโตเสมอ ทว่าการใช้ข้ออ้างเรื่องการหย่าร้างมาบีบบังคับเช่นนี้ ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี ชายหนุ่มกำลังจะอ้าปากปกป้องภรรยา แต่หลินหว่านชิงกลับก้าวออกมายืนประจันหน้ากับพ่อสามีด้วยท่าทีสง่างาม ไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ

"เขียนหนังสือหย่าหรือ? ช่างเป็นความคิดที่ประเสริฐยิ่งนักท่านพ่อ!" หลินหว่านชิงแย้มพริมฝีปากบาง รอยยิ้มนั้นกลับทำให้ผู้มองรู้สึกเย็นเยือกไปถึงขั้วหัวใจ "แต่ก่อนจะเขียนหนังสือหย่า ข้าคงต้องขอเชิญท่านผู้นำหมู่บ้านและคณะกรรมการพรรคประจำค่ายทหารมาเป็นพยานเสียหน่อยกระมัง"

ดวงตาของจ้าวต้ากังเบิกกว้าง "เจ้ากล้าขู่ข้าหรือ!"

"มิได้ขู่เจ้าค่ะ ข้าเพียงแค่กล่าวตามข้อกฎหมาย" หลินหว่านชิงเชิดหน้าขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงฉะฉานดุจผู้รู้แจ้ง "ปีนี้คือยุคแปดศูนย์ รัฐบาลได้ประกาศใช้กฎหมายการสมรสฉบับใหม่ ทรัพย์สินที่หามาได้หลังการแต่งงานถือเป็นสินสมรสร่วมกันของสามีภรรยา การที่พวกท่านยักยอกเงินเดือนทหารของสามีข้าไปบำเรอการพนัน ถือเป็นการละเมิดกฎหมายอย่างร้ายแรง!"

หญิงสาวก้าวเข้าไปใกล้จ้าวถิงเจี้ยนที่กำลังขาสั่น เปล่งเสียงอันทรงพลัง "ยิ่งไปกว่านั้น การนำเงินเดือนทหารของชาติไปเล่นการพนัน หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูผู้บัญชาการการเมืองของกองทัพ... พวกท่านคิดว่าพี่ใหญ่จะได้ไปนั่งกินเหล้าเหมาไถ หรือจะได้ไปนอนกินข้าวแดงในคุกค่ายทหารกันเล่า!"

คำว่า 'คุกค่ายทหาร' ราวกับสายฟ้าฟาดกลางกระหม่อมของจ้าวถิงเจี้ยนและซุนกุ้ยอิง สองแม่ลูกหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ แม้แต่จ้าวต้ากังที่เคยวางอำนาจบาตรใหญ่ก็ยังเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก กฎหมายและการทหารคือสองสิ่งที่ชาวบ้านร้านตลาดในยุคนี้หวาดกลัวที่สุด การชิงไหวชิงพริบด้วยข้อกฎหมายของหญิงสาวผู้นี้ ทำให้ข้ออ้างเรื่องความกตัญญูและอำนาจของผู้อาวุโสถูกปัดตกไปจนหมดสิ้น

"พวกเจ้า... ฝากไว้ก่อนเถอะ!" จ้าวต้ากังเห็นว่าสถานการณ์พลิกผันจนไม่อาจควบคุมได้ จึงได้แต่กัดฟันกรอด สั่งให้ภรรยาและบุตรชายคนโตล่าถอยออกไปจากห้องครัวอย่างหัวซุกหัวซุน ทิ้งความอัปยศอดสูไว้เบื้องหลัง

ความเงียบสงัดโรยตัวลงปกคลุมห้องครัวอีกครั้ง หลินหว่านชิงค่อยๆ เก็บสมุดบัญชีลงกระเป๋าอย่างใจเย็น ทว่าเมื่อเธอเงยหน้าขึ้น กลับพบว่าจ้าวถิงเวยกำลังจ้องมองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นเต็มไปด้วยความประเมินและสงสัย ราวกับกำลังมองคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

"เมื่อก่อนเจ้าอ่านหนังสือแทบไม่ออก เขียนหนังสือยังผิดๆ ถูกๆ..." เสียงทุ้มต่ำของจ้าวถิงเวยเอ่ยถามอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกถ้อยคำกลับแฝงไปด้วยความเฉียบขาด "ตั้งแต่เมื่อใดกัน... ที่เจ้าจดบันทึกตัวเลขได้ละเอียดลออ และรอบรู้ข้อกฎหมายได้อย่างแตกฉานถึงเพียงนี้?"

หลินหว่านชิงชะงักงัน หัวใจเต้นผิดจังหวะไปชั่วครู่ สายตาของนายทหารผู้นี้เฉียบคมเกินไปแล้ว เธอต้องหาทางเบี่ยงเบนความสนใจและเร่งหาลู่ทางสร้างฐานะด้วยตนเองให้เร็วที่สุด หญิงสาวเบือนหน้าหนีสายตาจับผิด ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ทะลุผ่านความมืดมิดไปยังเงาทะมึนของทิวเขาหลังหมู่บ้าน... สถานที่ซึ่งซุกซ่อนความหวังและจุดเริ่มต้นแห่งความมั่งคั่งที่เธอหมายตาไว้

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ขึ้นเขาหาสมุนไพร]**