ขึ้นเขาหาสมุนไพร

รุ่งอรุณเบิกฟ้า ม่านหมอกสีขาวขุ่นยังคงลอยอ้อยอิ่งปกคลุมทิวเขาหลังหมู่บ้านลู่หมิง อากาศยามเช้าตรู่ในยุคแปดศูนย์เจือความหนาวเย็นจนแทบแทรกซึมเข้ากระดูก ทว่าหลินหว่านชิงกลับตื่นแต่ไตร่ตรอง เธอผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดผ้าฝ้ายสีทะมึนที่ทะมัดทะแมง สะพายตะกร้าไม้ไผ่สานใบเก่าขึ้นหลังโดยไม่สนใจสายตาของจ้าวถิงเวยที่ยังคงลอบสังเกตการณ์ทุกอิริยาบถของเธออยู่เงียบๆ เมื่อคืนนี้เขาตั้งคำถามมากมาย แต่เธอเลือกที่จะใช้ความเงียบสงบสยบความเคลื่อนไหว และเช้านี้ การกระทำของเธอจะเป็นตัวกำหนดเส้นทางชีวิตใหม่

หญิงสาวก้าวเท้าออกจากเรือนตระกูลจ้าว มุ่งหน้าสู่เส้นทางลาดชันที่ทอดยาวขึ้นสู่ขุนเขา ทว่าเพิ่งจะเดินพ้นหัวมุมถนนดินแดง เธอก็ต้องเผชิญกับกลุ่มสตรีในหมู่บ้านที่มารวมตัวกันซักผ้าและตักน้ำที่ริมลำธาร เสียงหัวร่อต่อกระซิกดังแว่วมาแต่ไกล ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงซุบซิบนินทาที่จงใจให้ดังพอที่จะกระทบโสตประสาทของผู้ที่เดินผ่าน

"พวกเจ้าดูนั่นสิ พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรืออย่างไร สะใภ้รองผู้แสนเกียจคร้านแห่งตระกูลจ้าวถึงได้แบกตะกร้าขึ้นเขาแต่เช้าตรู่!" ป้าหวัง สตรีฝีปากกล้าประจำหมู่บ้านแค่นเสียงหยัน พลางใช้ไม้ตีผ้าในมือชี้ชวนให้คนอื่นดู

"คงจะแสร้งทำเป็นขยันขันแข็งเพื่อตบตาสามีที่เพิ่งกลับมาล่ะสิ ไม่เกินครึ่งชั่วยามหรอก ประเดี๋ยวก็คงบ่นปวดแข้งปวดขาแล้วซมซานกลับลงมานอนกินบ้านกินเมืองตามเดิม!" หญิงอีกคนเสริมทัพ เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงจากวงสนทนา

หลินหว่านชิงเพียงปรายตาจิ้งจอกมองกลุ่มคนเหล่านั้นด้วยแววตาราบเรียบ ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความขุ่นเคือง ริมฝีปากอิ่มเหยียดยิ้มบางเบาอย่างไม่ยี่หระ เธอไม่คิดจะลดตัวลงไปต่อล้อต่อเถียงให้เปลืองน้ำลาย การตอบโต้ที่ทรงพลังที่สุดสำหรับคนพวกนี้ ไม่ใช่การด่าทอ แต่คือการผงาดขึ้นเหนือหัวพวกเขายามที่เธอสร้างอาณาจักรแห่งความมั่งคั่งสำเร็จ หญิงสาวกระชับสายตะกร้าบนบ่า แล้วก้าวเดินต่อไปด้วยท่วงท่าสง่างามและมั่นคง ทิ้งให้เสียงนินทาดังไล่หลังประดุจเสียงแมลงหวี่แมลงวันไร้ค่า

เมื่อก้าวเข้าสู่เขตชายป่า บรรยากาศรอบกายก็แปรเปลี่ยนเป็นร่มครึ้ม ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นตระหง่านบดบังแสงสุรีย์ หลินหว่านชิงสูดลมหายใจลึก สัญชาตญาณของอดีตหมอทหารหญิงผู้โชกโชนถูกปลุกให้ตื่นตัว สายตาเฉียบคมกวาดมองไปตามพื้นดิน ซอกหิน และพงหญ้าอย่างละเอียดลออ สมองประมวลผลความรู้ด้านพฤกษศาสตร์และตำรับยาอย่างรวดเร็ว เธอพบสมุนไพรพื้นฐานอย่าง ‘ซานชี’ ที่ช่วยห้ามเลือด และ ‘ผักคาวตอง’ ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ หญิงสาวใช้มีดเล่มเล็กขุดพวกมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ไม่ให้รากช้ำ ก่อนจะเก็บลงตะกร้า

ทว่าของเหล่านี้แม้จะมีประโยชน์ แต่มูลค่าในยุคนี้ยังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน หากนำไปสแกนในมิติห้างสรรพสินค้าแห่งอนาคตที่ซ่อนอยู่ในจิตวิญญาณ คงแลกแต้มได้เพียงน้อยนิด เธอต้องการสิ่งที่มีมูลค่าสูงกว่านี้ เพื่อเป็นทุนรอนในการดึงสินค้านวัตกรรมล้ำยุคออกมาใช้และทำกำไร

ขณะที่กำลังตัดสินใจจะมุ่งหน้าลึกเข้าไปในเขตป่าชั้นใน โสตประสาทที่ฝึกฝนมาอย่างดีของเธอกลับจับเสียงบางอย่างได้... เสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาที่พยายามกลั้นเอาไว้อย่างสุดความสามารถ ดังมาจากหลังโขดหินใหญ่ใกล้กับดงไผ่

หลินหว่านชิงย่อตัวลงต่ำ อาศัยพุ่มไม้เป็นเกราะกำบัง ก้าวเท้าอย่างเงียบกริบไร้สุ้มเสียงดุจพยัคฆ์ซุ่มโป่ง เมื่อชะโงกหน้ามองผ่านกิ่งไม้ เธอก็พบกับร่างบอบบางของสตรีผู้หนึ่งนั่งคุดคู้กอดเข่าอยู่บนพื้นดินชื้นแฉะ

"เสิ่นอวี้หลาน?" หลินหว่านชิงรำพึงในใจ เธอจำได้ว่าสตรีผู้นี้คือภรรยาของนายทหารเพื่อนบ้าน เป็นหญิงสาวที่มีนิสัยอ่อนโยนและมักจะก้มหน้าก้มตาอยู่เสมอ ทว่าสภาพของเสิ่นอวี้หลานในยามนี้กลับดูน่าเวทนายิ่งนัก เสื้อผ้าฝ้ายสีซีดมีรอยยับย่นและเปรอะเปื้อนคราบดิน ใบหน้าซีกหนึ่งที่พยายามซ่อนไว้แนบกับท่อนแขน ปรากฏรอยช้ำสีเขียวอมม่วงน่ากลัว มุมปากมีรอยปริแตก ร่างกายสั่นเทาประดุจลูกนกตกน้ำ

นี่ไม่ใช่บาดแผลจากการหกล้ม แต่เป็นร่องรอยของการถูกทำร้ายร่างกายอย่างไม่ต้องสงสัย

หลินหว่านชิงถอนหายใจยาว ก่อนจะก้าวเดินออกมาจากที่ซ่อน เสียงฝีเท้าที่จงใจเหยียบลงบนกิ่งไม้แห้ง ทำให้เสิ่นอวี้หลานสะดุ้งสุดตัว หญิงสาวเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาตื่นตระหนกหวาดผวา ร่างกายหดเกร็งราวกับเตรียมรับแรงปะทะ

"อย่ากลัวไปเลย ข้าเอง หลินหว่านชิง" น้ำเสียงของอดีตหมอทหารราบเรียบแต่มั่นคง แฝงไว้ด้วยพลังที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด

เสิ่นอวี้หลานเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าเป็นใคร ความอับอายแล่นริ้วขึ้นมาจับขั้วหัวใจ เธอรีบยกมือขึ้นปิดบังใบหน้าที่มีร่องรอยฟกช้ำ พยายามเบือนหน้าหนี "สะ... สะใภ้รองจ้าว ท่านมาทำอะไรที่นี่ ข้า... ข้าแค่หกล้มตอนมาหาฟืน..."

"หกล้มจนเกิดรอยฝ่ามือประทับบนซีกแก้มกระนั้นหรือ?" หลินหว่านชิงเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงรู้ทัน เธอไม่คิดจะอ้อมค้อมให้เสียเวลา หญิงสาวเดินเข้าไปใกล้ ทิ้งตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้าเพื่อนบ้านผู้โชคร้าย ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ แล้วหยิบตลับกระเบื้องเคลือบใบเล็กที่บรรจุยาทาสมานรอยช้ำที่เธอแอบแลกแต้มอันน้อยนิดจากมิติเตรียมไว้ใช้การส่วนตัว ออกมายื่นให้

"รับไปสิ ทาบางๆ ตรงรอยช้ำ เช้าเย็น มันจะช่วยให้เลือดคั่งกระจายตัวและลดความเจ็บปวดได้"

เสิ่นอวี้หลานมองตลับยาในมือของหญิงสาวที่ขึ้นชื่อว่าร้ายกาจและเกียจคร้านที่สุดในหมู่บ้านด้วยความสับสน ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ยื่นมือที่สั่นเทามารับไว้อย่างระมัดระวัง น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ร่วงเผาะลงบนหลังมือ

"ทำไม... ทำไมท่านถึงดีกับข้า..." เสิ่นอวี้หลานสะอื้น ถามด้วยเสียงแหบพร่า

"ข้าไม่ได้ดีกับเจ้า ข้าเพียงแค่ทนเห็นสตรีถูกบุรุษข่มเหงรังแกแล้วเอาแต่นั่งร้องไห้ก่นด่าโชคชะตาไม่ได้" หลินหว่านชิงเอ่ยเสียงเข้ม แววตาฉายแววเด็ดขาด "น้ำตาไม่เคยทำให้คนพาลสำนึกผิด ยิ่งเจ้าอ่อนแอ เขายิ่งได้ใจ"

เสิ่นอวี้หลานสะอึก เธอกัดริมฝีปากแน่น "แต่ข้าจะทำอย่างไรได้ เขาเป็นสามี เป็นที่พึ่งเดียวของข้า หากข้าตอบโต้ เขาอาจจะทำร้ายข้าหนักกว่าเดิม หรือไม่ก็ไล่ข้ากลับบ้านเกิด ซึ่งพ่อแม่ข้าคงไม่มีวันรับข้ากลับไปแน่..."

"การตอบโต้ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังเสมอไป" หลินหว่านชิงสอนสั่งด้วยศาสตร์แห่งการเอาตัวรอดที่หล่อหลอมจากกองทัพ "บุรุษที่เก่งแต่ลงไม้ลงมือกับสตรีในที่ลับหลัง ย่อมมีจุดอ่อนคือความรักหน้าและหน้าที่การงาน โดยเฉพาะคนที่เป็นทหาร หากเจิ้งเหว่ย (ผู้บัญชาการทางการเมือง) หรือสมาคมสตรี (ฟู่เหลียน) รับรู้พฤติกรรมนี้ อนาคตในกองทัพของเขาจะเป็นเช่นไร? เจ้าต้องรู้จักเก็บหลักฐาน สร้างพยานแวดล้อม ทำให้เพื่อนบ้านเห็นร่องรอยอย่างแนบเนียน แล้วใช้กฎเกณฑ์ของยุคสมัยนี้เป็นเกราะกำบัง..."

คำพูดแต่ละประโยคของหลินหว่านชิงราวกับค้อนที่ทุบทำลายกำแพงแห่งความหวาดกลัวในใจของเสิ่นอวี้หลาน แม้จะยังไม่กล้าลุกขึ้นสู้ในทันที แต่ประกายไฟแห่งความหวังและการปกป้องตนเองได้ถูกจุดขึ้นแล้วในแววตาของสตรีผู้บอบช้ำ เสิ่นอวี้หลานกำตลับยาในมือแน่น ความรู้สึกซาบซึ้งและเทิดทูนต่อหญิงสาวตรงหน้าก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน นี่คือจุดเริ่มต้นของพันธมิตรคนแรกที่จะกลายเป็นหมากตัวสำคัญในเครือข่ายของเธอในอนาคต

"ขอบคุณ... ขอบคุณท่านมาก" เสิ่นอวี้หลานกระซิบเสียงสั่น

"จำไว้ จงใช้สมองนำหน้าความกลัว ข้าต้องไปแล้ว" หลินหว่านชิงตัดบทอย่างไม่ไยดีนัก ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นและหันหลังเดินลึกเข้าไปในป่า ทิ้งให้เสิ่นอวี้หลานมองตามแผ่นหลังที่ตั้งตรงและเด็ดเดี่ยวนั้นด้วยความเลื่อมใส

ยิ่งก้าวลึกเข้าไปในเขตหวงห้ามที่ชาวบ้านไม่กล้ากล้ำกราย ต้นไม้ก็ยิ่งหนาแน่นทึบ แสงอาทิตย์แทบไม่อาจสาดส่องลงมาถึงพื้นดิน อากาศรอบกายเย็นเยียบลงฉับพลัน กลิ่นอายของความชื้นและซากใบไม้ทับถมเตะจมูก ทว่าดวงตาของหลินหว่านชิงกลับเปล่งประกายวาววับ เมื่อสายตาของเธอสะดุดเข้ากับพุ่มใบสีเขียวเข้มที่มีผลสีแดงสดเม็ดเล็กๆ ชูช่ออยู่เหนือพื้นดินบริเวณซอกหินใหญ่ที่เต็มไปด้วยมอสสีเขียวตะไคร่

ลักษณะเช่นนี้ ใบแบบนี้... ไม่ผิดแน่!

นี่คือสมบัติล้ำค่าแห่งขุนเขาที่สั่งสมปราณฟ้าดินมานานนับสิบปี หากนำสิ่งนี้ไปสแกนในมิติห้างสรรพสินค้า มันจะต้องแลกแต้มมหาศาลได้อย่างแน่นอน!

ทว่า ในขณะที่หลินหว่านชิงกำลังก้าวเท้าเข้าไปใกล้พร้อมมีดขุดสมุนไพรในมือ บรรยากาศรอบข้างกลับเงียบสงัดลงอย่างผิดปกติ เสียงนกร้องแมลงปีกแข็งที่เคยดังระงมพลันอันตรธานหายไป ราวกับผืนป่ากำลังกลั้นหายใจ

*ฟ่อ...*

เสียงขู่ฟ่อเย็นเยียบดังแทรกความเงียบงันขึ้นมาพร้อมกับเสียงเสียดสีของเกล็ดที่เลื้อยผ่านใบไม้แห้ง หลินหว่านชิงชะงักฝ่าเท้า สัญชาตญาณเตือนภัยในสมองกรีดร้องลั่น เธอค่อยๆ ช้อนสายตาขึ้นมองข้ามยอดสมุนไพรล้ำค่าไปยังโขดหินด้านหลัง...

ณ ตรงนั้น ภายใต้เงาสลัว ท่ามกลางเถาวัลย์ระโยงระยาง นัยน์ตาสีเหลืองอำพันคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมาที่เธอด้วยความอาฆาตมาดร้าย ลำตัวขนาดเท่าท่อนแขนที่เต็มไปด้วยเกล็ดสีดำมะหงื่อบขดตัวแน่นิ่ง ลำคอของมันแผ่ขยายออกกว้าง พร้อมที่จะพุ่งทะยานเข้าปลิดชีพผู้บุกรุกที่ริอ่านแตะต้องสมบัติของมันในเสี้ยววินาที!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: สมบัติแห่งขุนเขาและคะแนนแรก]**