ตอนที่ 11
***บทที่ 11: หมูสามชั้นและข้าวสารขาว***
รอยยิ้มเย็นเยียบดุจมัจจุราชที่แฝงเร้นปรากฏขึ้นบนมุมปากของหลินซินเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย นางไม่แม้แต่จะหันขวับกลับไปมองให้เป็นที่ผิดสังเกต ประสบการณ์จากชีวิตก่อนสอนให้รู้ว่า การรับมือกับผู้ติดตามที่กระจอกงอกง่อยเช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังให้เปลืองแรง ยิ่งในสถานที่พลุกพล่านเช่นตลาดยามสาย การสลัดหลุดจากสายตาของอันธพาลปลายแถวถือเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ
‘เสี่ยวจือ คอยประเมินระยะห่างและทิศทางของมันเอาไว้ หากมันขยับเข้ามาใกล้เกินสิบก้าวให้เตือนข้าทันที’ หลินซินสื่อสารกับระบบผู้ช่วยในห้วงคำนึง
‘รับทราบขอรับนายหญิง เจ้าทึ่มนั่นเดินกะเผลกซ้ายขวาตามมาอย่างทุลักทุเล ข้าน้อยจะจับตาดูมันให้เอง!’ เสียงของเสี่ยวจือตอบรับอย่างกระตือรือร้น
หลินซินก้าวเดินต่อไปด้วยจังหวะสม่ำเสมอ นางทำทีเป็นแวะชมสินค้าตามแผงลอยต่างๆ ก่อนจะฉวยจังหวะที่เกวียนเทียมวัวบรรทุกฟางข้าวแล่นตัดผ่านหน้า เบี่ยงตัวแทรกเข้าสู่ตรอกแคบที่คดเคี้ยวราวกับเขาวงกต นางอาศัยความชำนาญในการจดจำเส้นทางที่เสี่ยวจือเพิ่งสแกนไว้เมื่อครู่ ลัดเลาะผ่านหลังร้านรวงต่างๆ เพียงไม่ถึงครึ่งก้านธูป สัญญาณเตือนสีแดงในหัวก็ดับลง อันเอ้อถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ปล่อยให้มันยืนเกาหัวแกรกๆ อยู่กลางตลาดด้วยความงุนงง
เมื่อสลัดสุนัขรับใช้ของหวังชุนเจียวพ้นแล้ว หลินซินก็มุ่งหน้าไปยังร้านขายธัญพืชเป็นอันดับแรก นางควักเหรียญทองแดงที่เพิ่งได้มาอย่างยากลำบากออกมา จัดการสั่งซื้อข้าวสารขาวเม็ดอวบอ้วนชั้นดีจำนวนสิบชั่ง นี่คือสิ่งประเมินค่ามิได้สำหรับร่างกายที่ขาดสารอาหารมาแรมปี ข้าวสารขาวบริสุทธิ์ปราศจากกรวดทรายแกลบผสม คือสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นยกระดับคุณภาพชีวิตของสองพี่น้อง
จากนั้น เป้าหมายต่อไปคือแผงขายเนื้อสัตว์
"เถ้าแก่ ขอหมูสามชั้นที่มีมันแทรกสลับเนื้อแดงอย่างงดงามที่สุดให้ข้าสองชั่ง แล้วก็ขอเนื้อไม่ติดมันอีกหนึ่งชั่ง กระดูกหมูเหล่านั้นข้าเหมาหมด!" เสียงใสกระจ่างของเด็กสาวเอ่ยสั่งอย่างฉะฉาน เถ้าแก่ร้านเนื้อถึงกับเบิกตากว้าง ไม่คิดว่าเด็กสาวในชุดซอมซ่อจะมีกำลังทรัพย์ซื้อเนื้อสัตว์มากมายปานนี้ ทว่าเมื่อเห็นเหรียญทองแดงที่ถูกวางเรียงบนเขียงไม้อย่างครบถ้วน เขาก็รีบจัดการหั่นเนื้อและห่อใบกระต่ายให้ระรัวด้วยใบหน้าเบิกบาน
ยังไม่จบเพียงเท่านั้น หลินซินยังแวะร้านเครื่องเทศ ซื้อซีอิ๊วหมักชั้นดี น้ำตาลกรวด โป๊ยกั๊ก อบเชย ขิงสด และกระเทียมกลับมาด้วย แม้เงินห้าร้อยอีแปะจะร่อยหรอลงไปกึ่งหนึ่ง แต่นางกลับไม่รู้สึกเสียดายแม้แต่น้อย ทรัพย์สินมีไว้เพื่อสร้างเสริมกำลังกาย หากร่างกายเจ็บป่วยล้มตาย เงินทองก็เป็นเพียงเศษดินเค็ม
ยามเซิน (15.00 - 16.59 น.) ดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำทอแสงสีส้มทอง หลินซินแบกตะกร้าไม้ไผ่ที่หนักอึ้งกลับมาถึงหน้าประตูรั้วบ้านไร่ซอมซ่อในหมู่บ้านชิงสุ่ย ทันทีที่ผลักประตูลานบ้านเข้าไป ร่างเล็กๆ ของหลินอวี่ก็วิ่งถลาเข้ามาหาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม โดยมีเด็กหญิงตัวน้อยถักผมเปียคู่เดินตามมาต้อยๆ นั่นคือ ‘โจวเสี่ยวเหมียว’ บุตรสาวของท่านลุงโจวเพื่อนบ้านผู้ใจดีนั่นเอง
"พี่ใหญ่! ท่านกลับมาแล้ว!" หลินอวี่ดวงตาเป็นประกาย เมื่อเห็นตะกร้าใบใหญ่บนหลังพี่สาว
"พี่สาวหลินซิน" โจวเสี่ยวเหมียวเอ่ยทักทายเสียงใสพร้อมรอยยิ้มขวยเขิน
"อวี่เอ๋อร์ เสี่ยวเหมียว พวกเจ้าหิวหรือไม่ วันนี้พี่ใหญ่มีของอร่อยมาบำรุงพวกเจ้า" หลินซินวางตะกร้าลงบนแคร่ไม้ ก่อนจะเปิดใบกระต่ายที่ห่อหุ้มวัตถุดิบออก เผยให้เห็นก้อนเนื้อหมูสามชั้นสีชมพูสลับชั้นไขมันสีขาวราวกับหยกหิมะ และข้าวสารขาวสะอาดตา
เด็กน้อยทั้งสองเบิกตากว้างแทบถลน กลืนน้ำลายลงคอเสียงดังเอื้อก ตั้งแต่จำความได้ พวกเขาแทบไม่เคยได้สัมผัสรสชาติของเนื้อหมูและข้าวสวยบริสุทธิ์เลย อาหารประจำวันมีเพียงแผ่นแป้งหยาบๆ และน้ำข้าวต้มใสแจ๋วเท่านั้น
"สวรรค์... พี่ใหญ่ นี่คือหมูสามชั้นและข้าวสารขาวจริงๆ หรือขอรับ?" หลินอวี่ลูบตาตัวเอง ราวกับกลัวว่านี่จะเป็นเพียงความฝัน
"แน่นอน วันนี้พี่จะทำ 'หมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊ว' ให้พวกเจ้ากินจนพุงกางไปเลย เสี่ยวเหมียว วันนี้อยู่กินข้าวเย็นด้วยกันที่นี่นะ ถือเป็นการตอบแทนที่ท่านลุงโจวคอยช่วยเหลือบ้านเรา" หลินซินกล่าวกลั้วหัวเราะ ก่อนจะถลกแขนเสื้อขึ้นเตรียมตัวเข้าครัว
ภายในห้องครัวที่ทรุดโทรม เตาไฟถูกจุดจนลุกโชน หลินซินจัดการซาวข้าวสารขาวจนสะอาด แล้วนำไปหุงในหม้อดินใบเล็ก กลิ่นหอมของข้าวใหม่ที่กำลังเดือดปุดๆ เริ่มโชยแตะจมูก จากนั้นนางจึงหันมาจัดการกับพระเอกของงาน หมูสามชั้นถูกนำไปลวกในน้ำเดือดเพื่อล้างคาวเลือด ก่อนจะนำขึ้นมาหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดพอดีคำอย่างทะมัดทะแมง ท่วงท่าการใช้มีดของนางแม่นยำและรวดเร็ว ราวกับกำลังผ่าตัดรักษาคนไข้ก็มิปาน
นางตั้งกระทะเหล็กบนเตาไฟ เทน้ำมันหมูลงไปเล็กน้อย ตามด้วยน้ำตาลกรวด เคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนน้ำตาลละลายเปลี่ยนเป็นสีอำพันแดงเดือดปุดๆ จากนั้นจึงเทหมูสามชั้นลงไปผัดคลุกเคล้า เสียง ฉ่า! ดังขึ้นพร้อมกับควันสีขาวที่ลอยล่อง เนื้อหมูถูกเคลือบด้วยสีน้ำตาลแดงมันวาว รัดรึงไขมันให้ตึงเปรี๊ยะ ก่อนที่นางจะสาดซีอิ๊ว โป๊ยกั๊ก อบเชย ขิง และกระเทียมลงไป ปิดท้ายด้วยการเติมน้ำสะอาดจนท่วมเนื้อหมู ปิดฝากระทะ ปล่อยให้ไฟอ่อนๆ ทำหน้าที่ตุ๋นให้รสชาติซึมซาบเข้าสู่ทุกอณูเนื้อ
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม กลิ่นหอมหวนรัญจวนใจของเนื้อตุ๋นก็ระเบิดออกมาราวกับคลื่นยักษ์ มันเป็นกลิ่นของไขมันสัตว์ที่หลอมละลายผสานกับความหวานของน้ำตาลกรวดและความเค็มกลมกล่อมของเครื่องเทศ กลิ่นนี้รุนแรงและเย้ายวนเสียจนหลินอวี่และโจวเสี่ยวเหมียวที่นั่งยองๆ อยู่หน้าเตาไฟ ต้องยกมือขึ้นเช็ดน้ำลายที่มุมปากครั้งแล้วครั้งเล่า สายตาของเด็กทั้งสองจดจ่ออยู่ที่ฝากระทะไม้ราวกับกำลังทำพิธีบูชาเทพเจ้า
ทว่า กลิ่นหอมอันโอชะนี้มิได้กำจายอยู่เพียงในลานบ้านตระกูลหลินสายหลักเท่านั้น สายลมยามเย็นได้หอบเอาความหอมหวนนี้ข้ามกำแพงดินเตี้ยๆ ลอยละล่องไปไกลถึงบ้านตระกูลหลินสายรองที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
ณ เรือนใหญ่ของตระกูลหลินสายรอง หวังชุนเจียวกำลังนั่งกระแทกชามข้าวต้มธัญพืชหยาบๆ ลงบนโต๊ะด้วยใบหน้าบูดบึ้ง ทันใดนั้น จมูกที่แบนแฟบของนางก็กระตุกฟุดฟิด กลิ่นหอมเข้มข้นที่ลอยตามลมมาทำเอากระเพาะอาหารของนางบีบรัดตัวอย่างรุนแรง
"กลิ่นเนื้อ! นี่มันกลิ่นหมูตุ๋นซีอิ๊ว! บ้านไหนในหมู่บ้านชิงสุ่ยร่ำรวยถึงเพียงนี้ กล้าตุ๋นเนื้อกินในวันธรรมดา!" หวังชุนเจียวเบิกตากว้าง น้ำลายสอเต็มปาก
ในขณะเดียวกัน ร่างอ้วนฉุของ ‘หลินจินเป่า’ บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของนางก็วิ่งตึงตังเข้ามาในห้องโถง ร้องไห้โวยวายด้วยความเอาแต่ใจ "ท่านแม่! ข้าจะกินเนื้อ! ท่านดมสิ กลิ่นมันลอยมาจากทางบ้านไร่ซอมซ่อของนังเด็กเหลือขอหลินซิน! พวกมันต้องซ่อนเงินไว้แล้วแอบไปซื้อเนื้อมากินแน่ๆ ข้าไม่ยอม! ข้าจะกินหมูตุ๋น!"
คำพูดของบุตรชายทำให้ดวงตาของหวังชุนเจียวทอประกายละโมบและความริษยาอย่างปิดไม่มิด นางผุดลุกขึ้นยืน กัดฟันกรอด "นังเด็กสารเลว! กล้าดีอย่างไรถึงแอบกินเนื้อชั้นดีโดยไม่นำมาเซ่นไหว้ผู้อาวุโสเช่นข้า! มันเป็นเพียงเด็กกำพร้าไร้ค่า ทรัพย์สินทุกอย่างของมันย่อมต้องเป็นของตระกูลหลินสายรอง!"
ความโลภเข้าครอบงำจิตใจ หวังชุนเจียวไม่รอช้า นางคว้าไม้ตะพดข้างกาย กระทืบเท้าเดินนำหน้าบุตรชายตัวอ้วน มุ่งตรงไปยังบ้านไร่ของหลินซินด้วยหมายมั่นปั้นมือว่าจะไปแย่งชิงหม้อเนื้อตุ๋นนั้นมาเป็นของตนให้จงได้
ย้อนกลับมาที่ห้องครัวอันอบอุ่น หลินซินเปิดฝากระทะออก ไอน้ำร้อนระอุพวยพุ่งขึ้นสู่เพดาน เผยให้เห็นชิ้นหมูสามชั้นที่บัดนี้ถูกตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม ไขมันใสแจ๋วราวกับผลึกแก้ว เนื้อแดงชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำซอสสีแดงเข้มที่งวดกำลังดี นางตักข้าวสวยร้อนๆ ใส่ชามดินเผาสามใบ ก่อนจะราดด้วยหมูสามชั้นและน้ำซอสชุ่มฉ่ำ
"เอาล่ะ กินได้เลย ระวังร้อนนะ" หลินซินส่งชามข้าวให้เด็กน้อยทั้งสอง
หลินอวี่รับชามข้าวมาด้วยมือที่สั่นเทา เขามองชิ้นหมูที่สั่นกระเพื่อมบนข้าวขาวราวกับของล้ำค่า ก่อนจะคีบมันเข้าปาก ทันทีที่เนื้อหมูสัมผัสลิ้น ไขมันที่นุ่มละมุนก็แทบจะละลายหายไป ทิ้งไว้เพียงรสชาติหวานเค็มกลมกล่อมที่ระเบิดกระจายไปทั่วโพรงปาก หยาดน้ำตาแห่งความปีติร่วงเผาะลงบนหลังมือของเด็กชาย นี่คือความสุขที่เขาไม่เคยพานพบ สัมผัสแห่งการมีชีวิตที่ดีขึ้นกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้วจริงๆ
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่หลินซินกำลังจะคีบเนื้อชิ้นแรกเข้าปากเพื่อลิ้มรสฝีมือตนเองนั้นเอง...
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงทุบประตูลานบ้านดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะพังทลาย ตามมาด้วยเสียงแหลมปรี๊ดของสตรีที่คุ้นเคย แผดลั่นทำลายบรรยากาศอันแสนสุขจนแตกสลาย
"นังเด็กเนรคุณหลินซิน! เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ! แอบซ่อนเงินทองไปซื้อเนื้อมากินเสวยสุขเงียบๆ ไม่เห็นหัวผู้อาวุโสเลยหรืออย่างไร! หากวันนี้เจ้าไม่ยกหม้อเนื้อตุ๋นออกมาให้ข้า ข้าจะพังประตูเข้าไปตีเจ้าให้ตาย!"
มือที่ถือตะเกียบของหลินซินชะงักงัน ดวงตาดอกท้อที่เคยมองดูน้องชายด้วยความอ่อนโยน พลันแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบยะเยือกดุจน้ำแข็งพันปี... ดูเหมือนว่าเศษสวะที่นางเมินเฉย จะรนหาที่ตายเร็วกว่าที่คิดเสียแล้ว
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ขับไล่ป้าสะใภ้จอมหน้าหนา]**