ตอนที่ 14

***บทที่ 14: ปรับปรุงดินและวางระบบน้ำ***

รุ่งอรุณทอแสงเรืองรอง อาบย้อมผืนฟ้าเหนือหมู่บ้านชิงสุ่ยให้เป็นสีทองอมส้ม หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้ายังไม่ทันเหือดแห้ง หลินซินก็ผลักบานประตูไม้ลานบ้านออกไปอย่างเร่งร้อน ภารกิจฉุกเฉินจากตำราอาหารพันหน้าที่บีบคั้นให้ต้องขยายแปลงปลูกและวางระบบน้ำภายในสามวัน ทำให้หญิงสาวมิอาจนิ่งนอนใจได้แม้แต่เค่อเดียว

เป้าหมายแรกของนางคือบ้านของโจวหมิง พรานป่าหนุ่มผู้มีเรี่ยวแรงมหาศาลและติดค้างน้ำใจที่นางเคยช่วยชีวิตเขาไว้ เมื่อไปถึงและแจ้งความประสงค์พร้อมเสนอค่าจ้างที่งามกระเป๋า โจวหมิงมิเพียงรับปากอย่างแข็งขัน ทว่ายังอาสาไปตามบุรุษฉกรรจ์ในหมู่บ้านที่พอมีเวลาว่างมาสมทบอีกสองคน

ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ชายหนุ่มรูปร่างกำยำสามคนก็มายืนพร้อมหน้ากันที่ลานดินหน้าบ้านของหลินซิน แต่ละคนสะพายจอบและอีเต้อมาพร้อมสรรพ

"แม่นางหลิน พื้นที่ตรงนี้ดินแข็งกระด้างนัก ทั้งยังมีหินกรวดปะปนอยู่มาก ข้าเกรงว่าหากจะขุดทำแปลงเพาะปลูกคงต้องลงแรงไม่น้อย" โจวหมิงกล่าวพลางใช้ปลายเท้าเขี่ยผืนดินที่แห้งแตกระแหง

"ข้าทราบดีพี่โจวหมิง เพราะเหตุนี้ข้าจึงต้องรบกวนพวกท่าน" หลินซินแย้มยิ้มบางเบา พลางชี้มือไปยังอาณาบริเวณที่นางขีดเส้นแบ่งขอบเขตไว้ด้วยปูนขาวแต่เช้าตรู่ "ข้าต้องการให้ขุดเปิดหน้าดินให้ลึกราวครึ่งฉื่อ พลิกดินชั้นล่างขึ้นมาตากแดด และคัดแยกก้อนหินใหญ่ออกให้หมด ส่วนเรื่องค่าแรง ข้าจะจ่ายให้พวกท่านอย่างงามตามที่ตกลงกันไว้ ทั้งยังมีอาหารกลางวันเลี้ยงรับรองด้วย"

เมื่อได้ยินเรื่องค่าตอบแทนและอาหาร ชายฉกรรจ์ทั้งสามก็มีสีหน้าแช่มชื่นขึ้นมาทันตา พวกเขามิรอช้า ลงมือตวัดจอบขุดสับผืนดินอย่างขะมักเขม้น เสียงจอบกระทบดินและหินดังประสานกันเป็นจังหวะ บ่งบอกถึงจุดเริ่มต้นของการพลิกฟื้นผืนดินที่หลับใหล

ขณะที่บุรุษทั้งสามกำลังทุ่มเทเรี่ยวแรงขุดหน้าดิน หลินซินก็มิได้ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า หญิงสาวหันมาจัดการกับปัญหาคุณภาพดินที่ย่ำแย่ แม้จะขุดพลิกดินแล้ว ทว่าหากปราศจากธาตุอาหาร สมุนไพรล้ำค่าอย่าง 'หญ้าเกล็ดหิมะ' ย่อมมิอาจเติบโตจนได้สรรพคุณทางยาขั้นสูงสุดตามที่ระบบอัจฉริยะระบุไว้

ด้วยความรู้ด้านการเกษตรที่ติดตัวมา หลินซินตระหนักดีว่าการฟื้นฟูสภาพดินที่เร็วและยั่งยืนที่สุดคือการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ นางจึงเร่งรวบรวมเศษใบไม้แห้ง กองฟาง ซากพืชที่เหลือทิ้ง และขอให้โจวหมิงช่วยเข็นรถลากไปขอซื้อมูลวัวและมูลไก่จากชาวบ้านละแวกใกล้เคียงมาจำนวนหนึ่ง

ที่ลานด้านหลังแปลงเพาะปลูก หญิงสาวเริ่มจัดทำกองปุ๋ยหมักอย่างเป็นระบบ นางสลับชั้นระหว่างเศษพืชแห้ง มูลสัตว์ และดินร่วน คลุกเคล้าให้เข้ากันอย่างเบามือ ทว่ากระบวนการหมักตามธรรมชาตินั้นต้องใช้เวลายาวนานนับเดือน ซึ่งย่อมไม่ทันการณ์ต่อภารกิจที่มีเวลาจำกัดเพียงสามวัน

"เสี่ยวจือ หากข้าใช้น้ำพุวิญญาณรดกองปุ๋ยหมักเหล่านี้ จะช่วยร่นระยะเวลาได้หรือไม่" หลินซินเอ่ยถามในใจ

เสียงใสของระบบผู้ช่วยดังขึ้นในห้วงคำนึงทันที "ติ๊ด! ประเมินผล... น้ำพุวิญญาณจากสวนโอสถเร้นลับมีคุณสมบัติในการกระตุ้นพลังชีวิตและเร่งการเจริญเติบโต หากนำมาเจือจางด้วยน้ำธรรมดาในสัดส่วนหนึ่งต่อสิบ และรดลงบนกองปุ๋ยหมัก จุลินทรีย์จะทำงานอย่างก้าวกระโดด สามารถย่อยสลายสิ่งปฏิกูลให้กลายเป็นปุ๋ยหมักชั้นเลิศได้ภายในสิบสองชั่วยามเจ้าค่ะ!"

รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนริมฝีปากบาง หลินซินลอบนำน้ำพุวิญญาณจากมิติลับออกมาผสมกับน้ำในถังไม้ ก่อนจะตักรดลงบนกองปุ๋ยหมักอย่างชุ่มฉ่ำ ไอความร้อนจางๆ พร้อมกับกลิ่นดินหอมกรุ่นลอยขึ้นมาเบาบาง บ่งบอกว่ากระบวนการย่อยสลายกำลังเริ่มต้นขึ้นด้วยความเร็วที่น่าอัศจรรย์

ตะวันคล้อยบ่าย ผืนดินหน้าบ้านที่เคยแข็งกระด้างถูกพลิกฟื้นจนกลายเป็นร่วนซุย ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญยิ่งกว่าคือการชักนำแหล่งน้ำ หลินซินเดินนำโจวหมิงและชายอีกสองคนไปยังริมลำธารสายเล็กที่ไหลผ่านห่างจากตัวบ้านไปไม่ไกลนัก

"ปัญหาของการทำร่องน้ำคือระดับความลาดชัน" หญิงสาวพึมพำกับตนเอง หากขุดร่องน้ำไม่สัมพันธ์กับความสูงต่ำของพื้นที่ น้ำย่อมไม่ไหลเข้าสู่แปลงปลูก หรืออาจไหลเชี่ยวจนพัดพาหน้าดินหายไปหมด

"เสี่ยวจือ ถึงตาเจ้าออกโรงแล้ว ช่วยข้าตรวจสอบทิศทางน้ำที"

"รับทราบเจ้าค่ะนายหญิง! กำลังตรวจสอบสภาพภูมิประเทศ... ประเมินความลาดชัน... คำนวณเส้นทางน้ำที่เหมาะสมที่สุด..."

เพียงชั่วพริบตา ภาพนิมิตเส้นแสงสีฟ้าก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของหลินซิน มันทอดตัวเป็นเส้นนำทางจากลำธาร ลัดเลาะผ่านโขดหิน ค่อยๆ ลาดเอียงลงมาสู่แปลงไร่หน้าบ้านอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งยังกำหนดจุดก่อฝายหินชะลอน้ำเพื่อควบคุมปริมาณการไหลอย่างแม่นยำ

"พี่โจวหมิง พวกท่านเริ่มขุดร่องน้ำจากจุดนี้ เลาะไปตามแนวต้นหลิวต้นนั้น ขุดให้กว้างสักสองคืบ ลึกหนึ่งคืบครึ่ง และตรงช่วงหัวเลี้ยวนี้ให้ขุดลึกลงไปอีกเล็กน้อยเพื่อทำแอ่งพักน้ำ" หลินซินชี้นิ้วสั่งการอย่างคล่องแคล่ว ท่วงท่ามั่นใจและกะระยะได้อย่างแม่นยำราวกับจักษุของนางมองเห็นทะลุผืนดิน ทำให้บุรุษทั้งสามต่างลอบมองด้วยความทึ่ง แต่ก็ก้มหน้าก้มตาปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย

การทำงานล่วงเลยไปจนถึงยามเย็น เมื่อจอบสุดท้ายขุดทะลวงกำแพงดินริมลำธาร สายน้ำใสสะอาดก็ไหลทะลักเข้าสู่ร่องดินที่ขุดเตรียมไว้ น้ำค่อยๆ ไหลรินไปตามความลาดชันที่คำนวณไว้อย่างไร้ที่ติ ผ่านแอ่งพักน้ำเพื่อลดความเชี่ยวกราก ก่อนจะแยกสายเข้าสู่ร่องเล็กๆ ที่พาดผ่านระหว่างแปลงปลูกทุกแปลง ผืนดินที่เพิ่งได้รับปุ๋ยหมักชั้นเลิศเมื่อครู่ ดื่มด่ำหยาดน้ำจนชุ่มฉ่ำ สีของผืนดินแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มอุดมสมบูรณ์

ระบบชลประทานขนาดเล็กของฟาร์มหน้าบ้านเสร็จสมบูรณ์แล้ว!

หลินซินจ่ายค่าจ้างให้แก่บุรุษทั้งสามพร้อมมอบอาหารมื้อเย็นที่นางลงมือปรุงอย่างสุดฝีมือเป็นการขอบคุณ ทั้งสามจากไปพร้อมรอยยิ้มกว้างและความประทับใจ

เมื่ออยู่เพียงลำพัง หญิงสาวยืนมองแปลงปลูกผืนใหม่ที่พร้อมสำหรับการย้าย 'หญ้าเกล็ดหิมะ' ออกจากมิติลับ ภารกิจฉุกเฉินใกล้จะสำเร็จลุล่วง ทว่าสายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นแปลงผักกาดขาวที่นางปลูกไว้ก่อนหน้านี้ ผักกาดขาวกำลังแตกใบเขียวขจีอวบอิ่ม น่าเก็บเกี่ยวไปทำอาหารยิ่งนัก

แต่แล้ว ท่ามกลางความเงียบสงบของยามย่ำค่ำ หูของหลินซินกลับได้ยินเสียงผิดปกติ เสียงดังหึ่งๆ แว่วมาจากชายป่าด้านหลัง มันมิใช่เสียงของสายลมที่พัดผ่านทิวไม้ หากแต่เป็นเสียงกระพือปีกของแมลงนับพันนับหมื่นตัว!

หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น สัญชาตญาณเตือนภัยร้องลั่น นางรีบคว้าคบเพลิงวิ่งไปที่แปลงผักกาดขาว แสงไฟสลัวสาดส่องให้เห็นภาพที่ทำเอาดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง

ฝูงแมลงปีกแข็งเกราะสีเขียวคล้ำจำนวนมหาศาล กำลังเกาะกลุ่มกัดกินใบผักกาดขาวที่กำลังเติบโตอย่างตะกละตะกลาม เพียงชั่วอึดใจ ใบผักที่เคยสมบูรณ์ก็แหว่งวิ่นจนเหลือแต่ก้าน!

"แย่แล้ว! หายนะมาเยือนแล้ว!" หลินซินอุทานเสียงหลง มือที่กำคบเพลิงสั่นสะท้าน หากปล่อยให้ฝูงแมลงเหล่านี้กัดกินต่อไป ผักกาดขาวของนางรวมถึงแปลงสมุนไพรที่เพิ่งเตรียมไว้จะต้องพินาศย่อยยับจนหมดสิ้นเป็นแน่!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: วิกฤตแมลงศัตรูพืช]**