ตอนที่ 6

***บทที่ 6: กับดักโคลนรับแขกไม่ได้รับเชิญ***

กลิ่นหอมหวนของมันเทศต้มสุกที่โชยกรุ่นออกมาจากซุ้มครัวเก่าๆ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกวักเรียกผู้ที่กำลังหิวโหยให้เดินตามมา ร่างอ้วนท้วนที่ซ่อนตัวอยู่หลังรั้วไม้ไผ่ผุพังพยายามชะโงกหน้าเข้ามาจนไม้ไผ่ลั่นเอี๊ยดอ๊าด เสียงสูดน้ำลายดังจ๊วบจ๊าบสลับกับเสียงหอบหายใจฟืดฟาด บ่งบอกถึงความตะกละตะกลามที่ไม่อาจเก็บซ่อนไว้ได้อีกต่อไป

ดวงตาเรียวหงส์ของหลินซินทอประกายเยียบเย็น นางจดจำเงาร่างอันคุ้นตานั้นได้ในทันที แม้ไม่ต้องพึ่งพาการแจ้งเตือนจากระบบอัจฉริยะในหัวก็ตาม

'นายหญิงขอรับ จังหวะชีพจรของคนผู้นั้นเต้นเร็วกว่าปกติถึงสามส่วน อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นจากการหลั่งน้ำลายสอ นั่นมันเจ้าหมูตอนหลินจินเป่า ลูกพี่ลูกน้องจอมขี้เกียจของท่านมิใช่หรือขอรับ! ท่าทางคงหมายตากลืนกินมันเทศของพวกท่านเป็นแน่' เสียงของเสี่ยวจือดังขึ้นในห้วงคำนึง น้ำเสียงเจือความหยามเหยียดอย่างปิดไม่มิด

หลินซินแค่นเสียงขึ้นจมูกเบาๆ นางรู้กิตติศัพท์ของหลินจินเป่าดี ในอดีตตอนที่นางและน้องชายยังอาศัยอยู่ในบ้านใหญ่ เจ้าเด็กอ้วนผู้นี้มักจะแย่งชิงอาหารและรังแกหลินอวี่อยู่เป็นนิจ ทว่ายามนี้หลินซินผู้อ่อนแอคนเดิมได้ตายไปแล้ว ผู้ที่ยืนอยู่ตรงนี้คืออดีตแพทย์ทหารแนวหน้าผู้เจนจัด หากกักขฬะชนคิดจะมารังแกกันถึงหน้าประตูบ้าน นางก็พร้อมจะต้อนรับอย่างสาสม!

“อวี่เอ๋อร์ เจ้านั่งรออยู่ในครัวก่อน เฝ้าหม้อมันเทศไว้ให้ดี อย่าได้ออกมาจนกว่าพี่จะเรียก เข้าใจหรือไม่?” หลินซินหันไปกระซิบสั่งน้องชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทว่าแฝงความเด็ดขาด

หลินอวี่พยักหน้าหงึกหงักอย่างว่าง่าย สองมือน้อยๆ กุมชามไม้ใบเก่าแน่น ดวงตากลมโตจ้องมองหม้อต้มมันเทศราวกับกำลังปกป้องสมบัติล้ำค่า

เมื่อจัดแจงน้องชายเสร็จสิ้น หลินซินก็ลอบเดินออกไปทางหลังครัว อาศัยจังหวะที่หลินจินเป่ากำลังจดจ่ออยู่กับกลิ่นอาหาร คว้าจอบบิ่นๆ ที่วางทิ้งไว้ข้างกำแพงดิน นางย่องเบากริบราวกับพยัคฆ์ซุ่มซ่อนตัว ตรงไปยังบริเวณหลังประตูรั้วไม้ไผ่ซึ่งเป็นจุดเดียวที่ผู้บุกรุกจะต้องก้าวผ่าน

สัญชาตญาณการวางกับดักดักซุ่มศัตรูในอดีตถูกนำมาปรับใช้ นางใช้จอบขุดหลุมตื้นๆ ขนาดกว้างพอดีกับช่วงก้าวเดินอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ จากนั้นตักน้ำจากโอ่งใบเล็กสาดลงไปคลุกเคล้ากับดินร่วนจนกลายเป็นหลุมโคลนเหลวเละที่ลื่นไหล ก่อนจะใช้เศษใบไม้แห้งและกิ่งไม้เล็กๆ โรยปิดทับพรางตากลืนไปกับสภาพพื้นดินเดิมอย่างแนบเนียน ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น

'เสร็จเรียบร้อย... ทีนี้ก็แค่รอเหยื่อมาติดกับ' หลินซินผุดรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ก่อนจะถอยฉากไปหลบอยู่หลังต้นท้อที่แห้งตาย รอชมงิ้วฉากเด่น

“หอม... หอมเหลือเกิน! นังเด็กเหลือขอสองคนนั่นแอบซ่อนของดีไว้กินเองจริงๆ ด้วย!” เสียงแหบพร่าของหลินจินเป่าดังลอดเข้ามา ความอดทนของเขาขาดผึงเมื่อจิตนาการถึงเนื้อมันเทศสีเหลืองทองหวานฉ่ำ เขาตัดสินใจใช้เท้าอ้วนทุ้ยเตะประตูรั้วไม้ไผ่ที่พังพาบอยู่แล้วให้เปิดอ้าออกอย่างโอหัง

“หลินซิน! นังตัวดี! มีของกินอันใดรีบเอาออกมาประเคนให้ข้าเดี๋ยวนี้ หากชักช้าข้าจะทุบตีเจ้ากับน้องชายให้กระดูกหัก!” หลินจินเป่าตะโกนกร้าว พลางสาวเท้าก้าวอาดๆ เข้ามาในลานบ้านอย่างย่ามใจ สายตาจดจ่อเพียงแต่ควันฉุยๆ ในซุ้มครัว โดยไม่ทันระวังเบื้องล่างแม้แต่น้อย

แผละ! พรืดดดด!

“เหวอออ!”

ทันทีที่เท้าอ้วนๆ เหยียบลงบนกองใบไม้พรางตา ร่างทั้งร่างของหลินจินเป่าก็เสียหลักพุ่งถลาไปข้างหน้าอย่างรุนแรง โคลนเหลวเละในหลุมทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แบบ ขาของเขาลื่นไถลจนแยกออกกว้าง ร่างอ้วนท้วนล้มกลิ้งคลุกฝุ่น หน้าคะมำลงไปกระแทกกับแอ่งโคลนเสียงดังลั่น โคลนสีน้ำตาลเข้มสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนตั้งแต่หัวจรดเท้า เข้าปากเข้าจมูกจนต้องสำลักหน้าดำหน้าแดง

“อ๊ากกก! ถุยๆๆ! โคลนบ้าอันใดกันเนี่ย! ใคร... ใครมันบังอาจขุดหลุมเอาไว้ตรงนี้!” หลินจินเป่าแหกปากร้องโวยวายดิ้นพราดๆ อยู่บนพื้น สภาพดูไม่ต่างจากสุกรที่ตกลงไปในบ่อเลน เสียงร้องแหลมสูงของเขาดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ จนแม้แต่นกที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ยังตกใจบินหนี

ทว่าเสียงโวยวายนั้นกลับเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีให้แก่แผนการขั้นต่อไปของหลินซิน เวลานี้เป็นยามบ่ายคล้อย ชาวบ้านชิงสุ่ยหลายคนกำลังเดินกลับจากการทำนาทำไร่ เสียงร้องราวกำลังถูกเชือดของหลินจินเป่าเรียกร้องความสนใจจากเพื่อนบ้านในละแวกนั้นได้อย่างชะงัดนัก

“เกิดอันใดขึ้น! เสียงร้องมาจากบ้านไร่ซอมซ่อนั่นมิใช่หรือ?”

“รีบไปดูเร็วเข้า เผื่อมีเรื่องร้ายแรง!”

เสียงฝีเท้าของชาวบ้านหลายคนดังใกล้เข้ามา เมื่อเห็นว่าผู้ชมเริ่มทะยอยมาถึงหน้าประตูรั้ว หลินซินก็รีบหยิกต้นขาตนเองอย่างแรงจนน้ำตาเอ่อคลอเบ้า นางปรับสีหน้าให้ดูตื่นตระหนก หวาดกลัว และน่าเวทนาในชั่วพริบตา ก่อนจะวิ่งถลันออกจากที่ซ่อน ตรงเข้าไปโอบกอดหลินอวี่ที่เพิ่งเดินออกมายืนดูเหตุการณ์ด้วยความงุนงง

“ฮึก... พี่จินเป่า! ท่าน... ท่านพังประตูบ้านข้าเข้ามาทำไมกัน หรือว่าป้าสะใภ้ใหญ่ยังเคียดแค้นไม่พอ ส่งท่านมาเอาชีวิตพวกเราพี่น้องอีก!” เสียงสะอื้นไห้ของหลินซินดังกังวานใส แฝงไปด้วยความรันทดใจอย่างลึกซึ้ง

ชาวบ้านที่วิ่งเข้ามามุงดูเหตุการณ์ถึงกับชะงักงัน ภาพเบื้องหน้าคือเด็กสาวร่างผอมบางสวมเสื้อผ้าเก่าขาด กำลังกอดน้องชายที่ผอมโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ทั้งสองตัวสั่นงันงกราวกับลูกนกตกน้ำ ในขณะที่บนพื้นมีร่างอ้วนพีของหลินจินเป่าที่กำลังดิ้นรนลุกขึ้นจากโคลนพร้อมกับสบถด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย

“นังแพศยา! เจ้ากล้าดักซุ่มทำร้ายข้าหรือ ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!” หลินจินเป่าตะคอกหน้าดำหน้าแดง ง้างมือที่เปื้อนโคลนเตรียมจะพุ่งเข้าไปทำร้ายหลินซิน โดยไม่ทันสังเกตสายตานับสิบคู่ที่จ้องมองมา

“หยุดเดี๋ยวนี้นะเจ้าเด็กอ้วน!” เสียงตวาดกร้าวของป้าเฉินกุ้ยอิง เพื่อนบ้านที่เคยแบ่งปันอุปกรณ์ทำฟาร์มให้หลินซินดังขึ้น นางเดินแหวกฝูงชนเข้ามาพร้อมกับชาวบ้านอีกหลายคน “ตัวโตเท่าโคถึกยังมารังแกเด็กกำพร้าที่ไม่มีทางสู้ ช่างหน้าไม่อายเสียจริง!”

“ใช่ๆ ดูสิ บุกเข้ามาพังประตูบ้านคนอื่นถึงที่ ยังมีหน้ามาขู่ฆ่าแกงกันอีก สกุลหลินสายรองช่างอบรมสั่งสอนลูกหลานได้ดีเยี่ยมจริงๆ!” ชาวบ้านอีกคนผสมโรงวิพากษ์วิจารณ์

หลินจินเป่าชะงักค้างเมื่อเห็นชาวบ้านมารวมตัวกันมากมาย เขาอึกอักแก้ตัวเสียงหลง “ขะ... ข้าไม่ได้รังแก! ข้าแค่ได้กลิ่นของกิน นังพวกนี้แอบซ่อนของดีไว้ ข้าแค่จะเข้ามาดู... แล้วก็ลื่นล้มเอง!”

“แค่เข้ามาดูหรือ?” หลินซินสะอื้นไห้หนักขึ้น น้ำตาร่วงหล่นราวกับสายฝน “ท่านป้าสะใภ้ตัดหางปล่อยวัดพวกเราแล้ว ขับไล่ไสส่งให้มาอยู่ในบ้านผุพัง ข้าวสารสักเม็ดก็มิยอมแบ่งปัน ทรัพย์สินเดิมของท่านพ่อท่านแม่ก็ยึดเอาไปหมด วันนี้ข้าพาน้องชายไปขุดคุ้ยหาหัวมันเทศในป่าเพื่อประทังชีวิต ได้มาเพียงหัวเดียวต้มแบ่งกันกิน ท่านพี่จินเป่าก็ยังตามมาแย่งชิง... สวรรค์เถิด! สกุลหลินสายรองจะบีบคั้นให้พวกเราอดตายเลยหรือเจ้าคะ!”

คำกล่าวของหลินซินราวกับหยินหยางที่สับเปลี่ยนขาวดำ ถ้อยคำทุกประโยคพุ่งเป้าไปที่ความโหดร้ายของหวังชุนเจียวและครอบครัว เผยให้เห็นความจริงที่ถูกปิดบังไว้ ชาวบ้านที่ได้ฟังต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนที่ความตกตะลึงนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธขึ้งและเห็นใจพี่น้องกำพร้าอย่างสุดซึ้ง

“หวังชุนเจียวช่างใจดำอำมหิตนัก! ฮุบสมบัติหลานไม่พอ ยังไล่พวกเขามาอยู่ในที่ซอมซ่อเช่นนี้อีก!”

“ดูเจ้าอ้วนจินเป่าสิ อ้วนท้วนสมบูรณ์จนไขมันจะอุดตันตายอยู่แล้ว ยังจะมาแย่งหัวมันเทศอันน้อยนิดของน้องที่ผอมแห้ง อดอยาก ช่างเดรัจฉานนัก!”

เสียงก่นด่าสาปแช่งดังระงมไปทั่วบริเวณ หลินจินเป่าถูกสายตาเหยียดหยามและคำด่าทอทิ่มแทงจนหน้าชา เขาไม่เคยพบเจอสถานการณ์ที่ถูกคนทั้งหมู่บ้านรุมประณามเช่นนี้มาก่อน ความหวาดกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ เขารีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากโคลน หมุนตัววิ่งหนีเตลิดออกจากลานบ้านไปอย่างทุลักทุเล พลางตะโกนทิ้งท้ายด้วยความคับแค้นใจ “ฝากไว้ก่อนเถอะนังตัวดี! ข้าจะกลับไปฟ้องท่านแม่!”

“เชอะ! ยังมีหน้ามาขู่คนอื่นอีก!” ป้าเฉินถ่มน้ำลายตามหลัง ก่อนจะหันมาประคองหลินซินด้วยความเวทนา “โธ่เอ๋ย ซินเอ๋อร์ อวี่เอ๋อร์ พวกเจ้าช่างน่าสงสารนัก ไม่ต้องกลัวนะ หากครอบครัวนั้นกล้ามารังแกพวกเจ้าอีก พวกเราชาวบ้านชิงสุ่ยจะไม่ยอมอยู่เฉยแน่!”

“ขอบพระคุณท่านป้าเฉิน ขอบพระคุณท่านลุงท่านป้าทุกท่านเจ้าค่ะ หากไม่ได้พวกท่านปกป้อง ข้ากับน้องคงแย่แน่แล้ว” หลินซินย่อกายคารวะด้วยกิริยาอ่อนช้อยงดงามสมดั่งสายเลือดผู้ดี ซ่อนรอยยิ้มแห่งชัยชนะไว้ภายใต้ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตา

กระแสสังคมในหมู่บ้านชิงสุ่ยได้พลิกกลับมาอยู่ข้างนางอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว นับจากนี้ หากสกุลหลินสายรองคิดจะลงมือทำอันตรายพวกนาง ย่อมต้องหวั่นเกรงขี้ปากชาวบ้านและชื่อเสียงที่จะป่นปี้ลงอย่างแน่นอน

หลังจากกล่าวขอบคุณและส่งชาวบ้านกลับไปจนหมด ลานบ้านก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง หลินซินยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้ง สีหน้าอ่อนแอเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยว นางจับมือน้องชายพาเดินกลับเข้าครัว หยิบมันเทศสีเหลืองทองที่ยังคงอุ่นร้อนออกมาแบ่งครึ่ง ส่งส่วนที่ใหญ่กว่าให้หลินอวี่

“กินเสียเถอะอวี่เอ๋อร์ วันนี้พวกเราปลอดภัยแล้ว” นางลูบศีรษะน้องชายเบาๆ

ทว่าในขณะที่หลินซินกำลังจะกัดมันเทศเข้าปากนั้นเอง เสียงของเสี่ยวจือก็ดังขึ้นในห้วงสมองอย่างกะทันหัน น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและเร่งร้อนขั้นสุด!

'ติ๊ด! แจ้งเตือนฉุกเฉิน! แจ้งเตือนฉุกเฉิน! นายหญิงขอรับ! พลังวิญญาณในปิ่นเงินเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง ระดับความเข้มข้นของปราณฟ้าดินในสวนโอสถเร้นลับพุ่งทะลุขีดจำกัดแล้ว! มีบางสิ่งกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ท่านต้องรีบเข้าไปดูเดี๋ยวนี้!'

หลินซินเบิกตากว้าง หัวใจเต้นระรัว เกิดอันใดขึ้นในมิติลับกันแน่ หรือว่าต้นกล้าผักกาดขาวที่นางเพิ่งรดน้ำพุวิญญาณไปเมื่อครู่... จะเกิดความเปลี่ยนแปลงเหนือธรรมชาติตามสรรพคุณของมิติแล้ว!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ผักกาดขาววิญญาณต้นแรก]**