ตอนที่ 7
***บทที่ 7: ผักกาดขาววิญญาณต้นแรก***
หลินซินชะงักมือที่กำลังจะส่งมันเทศเข้าปาก ดวงตาหงส์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางรีบวางเสบียงในมือลงบนโต๊ะไม้ผุพัง หันไปกล่าวกับน้องชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนทว่าแฝงความเร่งรีบ "อวี่เอ๋อร์ เจ้าค่อยๆ กินมันเทศนี่ไปก่อนนะ พี่ใหญ่รู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาเล็กน้อย ขอเข้าไปพักสายตาในห้องสักครู่"
"พี่ใหญ่ ท่านเป็นอันใดมากหรือไม่ขอรับ!" หลินอวี่ละล่ำละลักถาม สีหน้าฉายแวววิตกกังวล
"ไม่เป็นไร แค่อ่อนเพลียเท่านั้น เจ้ากินให้อิ่มเถิด" นางลูบแก้มสากของเด็กน้อยเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวก้าวฉับไวเข้าไปในห้องนอนที่ซอมซ่อ ปิดประตูลงดลอนอย่างแน่นหนา
ทันทีที่แผ่นหลังแตะบานประตู หลินซินหลับตาลง กำหนดจิตเพ่งสมาธิไปยังปิ่นเงินที่ซ่อนเร้นอยู่บนมวยผม พริบตาเดียวห้วงวัฏสงสารก็หมุนวน ร่างสติสัมปชัญญะของนางถูกดึงดูดเข้ามายัง 'สวนโอสถเร้นลับ' ในทันที
เมื่อลืมตาขึ้น ภาพเบื้องหน้าทำเอาอดีตแพทย์ทหารสาวถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง แปลงดินสีดำขลับที่นางเพิ่งฝังเมล็ดพันธุ์และรดน้ำพุวิญญาณไปเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน บัดนี้กลับมีต้นผักกาดขาวขนาดเขื่องปรากฏอยู่!
ก้านใบของมันมีสีขาวบริสุทธิ์ดุจหยกสลัก ส่วนใบนั้นเป็นสีเขียวมรกตอวบอิ่มเต่งตึงจนแทบจะปริแตกออก หยาดน้ำค้างเกาะพราวสะท้อนแสงระยิบระยับ ยิ่งไปกว่านั้น รอบๆ กอผักกาดขาวยังมีไอหมอกสีขาวจางๆ ลอยอวลอยู่ มันคือปราณฟ้าดินที่ควบแน่นจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า!
'นี่มัน... เป็นไปได้อย่างไรกัน เวลาภายนอกผ่านไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น!' หลินซินอุทานในห้วงความคิด
'เหอะๆ ตกใจล่ะสิขอรับนายหญิง!' เสียงของเสี่ยวจือดังขึ้นพร้อมกับน้ำเสียงที่แฝงความภาคภูมิใจ 'นี่คือกฎเกณฑ์ของมิติแห่งนี้ อัตราเวลาที่เร็วกว่าโลกภายนอก ผนวกกับฤทธิ์ของน้ำพุวิญญาณที่ท่านรดลงไป เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาขั้นสุดยอด ทำให้ผักกาดขาวธรรมดากลายสภาพเป็นพืชพรรณวิญญาณระดับต้นที่เติบโตเต็มที่แล้วอย่างไรเล่า!'
หลินซินยิ้มกว้าง ปราดเข้าไปลูบคลำใบผักกาดขาว สัมผัสได้ถึงพลังชีวิตที่เต้นตุบอยู่ภายใน หากนำสิ่งนี้ไปปรุงอาหาร ย่อมเป็นโอสถบำรุงชั้นเลิศที่ไม่มีผู้ใดในแคว้นเทียบเทียมได้ ทว่าความยินดีของนางอยู่ได้ไม่นาน เสียงเตือนของเสี่ยวจือก็ดังขัดจังหวะขึ้นอีกครั้ง
'ติ๊ด! ขอเตือนนายหญิง! แม้การเก็บเกี่ยวจะงดงาม แต่ท่านโปรดสังเกตผืนดินให้ดีขอรับ'
หลินซินก้มลงมองตามคำแนะนำ จึงพบว่าดินสีดำขลับบริเวณที่ผักกาดขาววิญญาณหยั่งรากอยู่นั้น สีสันของมันจางลงไปเล็กน้อย ร่องรอยของพลังวิญญาณที่เคยอัดแน่นดูเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด
'การเพาะปลูกพืชวิญญาณที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ย่อมต้องแลกมาด้วยการสูบกลืนพลังงานมหาศาลจากผืนดินในมิติขอรับ' เสี่ยวจืออธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง 'กฎแห่งความสมดุลคือสิ่งสำคัญ หากท่านเอาแต่ปลูกแล้วเก็บเกี่ยวโดยไม่เติมเต็ม ดินวิญญาณเหล่านี้ก็จะเสื่อมสภาพและกลายเป็นดินไร้ค่าในที่สุด ท่านจำเป็นต้องหาสมุนไพรชั้นดี หรือปุ๋ยธรรมชาติที่มีพลังปราณอุดมสมบูรณ์จากโลกภายนอก เข้ามาหมักเป็นปุ๋ยเพื่อฟื้นฟูและรักษาความสมดุลของมิตินี้โดยด่วน!'
"เข้าใจแล้ว กฎแห่งการอนุรักษ์พลังงานสินะ ไม่ว่าจะโลกไหนก็หนีไม่พ้น" หลินซินพยักหน้ารับ นางจดจำเงื่อนไขนี้ไว้ในใจ ก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างถอนผักกาดขาววิญญาณต้นแรกออกมาอย่างระมัดระวัง น้ำหนักของมันตึงมือกว่าผักกาดขาวทั่วไปหลายเท่านัก
สติสัมปชัญญะกลับคืนสู่โลกภายนอก หลินซินลืมตาขึ้นในห้องนอนพร้อมกับผักกาดขาวหยกในอ้อมแขน นางไม่รอช้า รีบเดินออกไปยังห้องครัวเล็กๆ ด้านนอก หลินอวี่ที่กินมันเทศหมดไปครึ่งหัวเงยหน้ามองพี่สาวด้วยความสงสัย เมื่อเห็นผักกาดขาวใบอวบน้ำที่ดูงดงามราวกับของปลอม ดวงตาของเด็กน้อยก็ทอประกาย
"พี่ใหญ่ ท่านไปเอาผักกาดนี่มาจากที่ใดหรือขอรับ น่ากินยิ่งนัก!"
"สวรรค์ประทานมาให้พวกเราอย่างไรเล่า รอเดี๋ยวนะ พี่จะทำแกงจืดให้เจ้าซดให้คล่องคอ"
หลินซินไม่เสียเวลาอธิบาย นางจัดการล้างทำความสะอาด หั่นผักกาดขาวออกเป็นชิ้นพอดีคำ ทันทีที่คมมีดกดลงไป เสียงกรอบกังวานก็ดังขึ้น น้ำเลี้ยงใสสะอาดไหลซึมออกมาส่งกลิ่นหอมหวนบริสุทธิ์ นางตั้งหม้อต้มน้ำจนเดือดพล่าน เนื่องจากในครัวไม่มีเนื้อสัตว์หรือเครื่องปรุงราคาแพง นางจึงใส่เพียงเกลือหยาบลงไปเล็กน้อย จากนั้นจึงใส่ผักกาดขาววิญญาณตามลงไป
เพียงไม่กี่อึดใจ กลิ่นหอมหวานที่อัดแน่นไปด้วยพลังชีวิตก็ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วห้องครัว เป็นกลิ่นที่ทำให้ผู้สูดดมรู้สึกสมองปลอดโปร่ง ความเหนื่อยล้าปลิดทิ้ง หลินซินตักน้ำแกงใสแจ๋วที่ลอยหน้าด้วยผักกาดขาวสีเขียวมรกตใส่ชามบิ่นๆ สองใบ แล้วยกไปวางตรงหน้าหลินอวี่
"ระวังร้อนนะ ค่อยๆ เป่าแล้วดื่ม"
หลินอวี่ยกชามขึ้นจรดริมฝีปาก ทันทีที่น้ำแกงอุ่นร้อนไหลล่วงผ่านลำคอ ดวงตากลมโตของเด็กน้อยก็เบิกกว้าง รสชาติหวานล้ำละมุนลิ้นแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย มันไม่ใช่ความหวานจากน้ำตาล แต่เป็นความหวานบริสุทธิ์จากธรรมชาติ ผักกาดขาวนั้นเล่าก็กรอบนุ่มละลายในปาก
ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าคือ ทันทีที่กลืนลงท้อง กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งก็แผ่กำจายไปตามเส้นโคจรลมปราณ ขับไล่ความหนาวเหน็บและอาการปวดเมื่อยจากการขาดสารอาหารมาแรมปีจนหมดสิ้น หลินอวี่ดื่มด่ำกับรสชาติจนหมดชามแทบจะเลียก้นถ้วย
หลินซินมองดูความเปลี่ยนแปลงของน้องชายด้วยความตื่นเต้น แก้มที่เคยตอบซูบจนติดกระดูก บัดนี้เริ่มมีเลือดฝาดซับสีชมพูจางๆ ผิวพรรณที่เคยแห้งกร้านราวกับเปลือกไม้ดูมีน้ำมีนวลและเปล่งปลั่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเวลาเพียงชั่วจิบน้ำชา! สรรพคุณของพืชวิญญาณช่างล้ำเลิศเหนือคำบรรยาย
'หากข้าสามารถเพาะปลูกสมุนไพรและพืชพรรณเหล่านี้ไปขายหรือปรุงเป็นอาหารยาได้ ปัญหาเรื่องปากท้องและทุนรอนย่อมถูกแก้ไขจนสิ้น!' หลินซินคิดกะการในใจอย่างหมายมาด
ทว่าเงื่อนไขที่เสี่ยวจือบอกไว้ก็ยังคงเป็นก้างชิ้นใหญ่ นางต้องหาปุ๋ยและสมุนไพรมาบำรุงมิติ หญิงสาวเดินไปเปิดหน้าต่างห้องครัว ทอดสายตามองออกไปยังทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ที่นั่นคือที่ตั้งของแนวเทือกเขาสูงตระหง่านซึ่งถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีขาวหนาทึบตลอดทั้งปี... 'เขาหมอกซ่อน' แหล่งรวมของป่าและสมุนไพรล้ำค่าที่ชาวบ้านต่างหวาดหวั่น
ขณะที่นางกำลังจ้องมองเทือกเขานั้นเอง เสียงของเสี่ยวจือก็ดังแว่วขึ้นในหัว คล้ายระบบกำลังสแกนพบคลื่นสัญญาณบางอย่าง
'นายหญิง... ข้ากวาดสัมผัสได้ถึงไอละอองของสมุนไพรและแหล่งพลังงานธรรมชาติที่อัดแน่นมาจากชายป่าด้านนั้น หากท่านต้องการฟื้นฟูดินในมิติ สถานที่แห่งนั้นคือขุมทรัพย์ที่ท่านต้องไปเยือนขอรับ!'
หลินซินหรี่ตาลง ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนว่าแผนการบุกเบิกเส้นทางเศรษฐินีและชาวไร่อันดับหนึ่งของนาง จะต้องเริ่มต้นจากการฝ่าดงหมอกแห่งนั้นเสียแล้ว!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เข้าป่าเขาหมอกซ่อน]**