ตอนที่ 8

***บทที่ 8: เข้าป่าเขาหมอกซ่อน***

รุ่งอรุณย่ำเยือน นกป่าเริ่มส่งเสียงร้องระงมทักทายแสงแรกของวัน ทว่าอุณหภูมิในหมู่บ้านชิงสุ่ยยังคงหนาวเหน็บ หลินซินจัดการสวมใส่เสื้อผ้าชุดที่ทะมัดทะแมงที่สุด รวบผมขึ้นมัดเป็นมวยสูงเยี่ยงบุรุษเพื่อความคล่องตัว สะพายตะกร้าไม้ไผ่สานใบใหญ่ไว้เบื้องหลัง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังบ้านของ 'โจวหมิง' พรานป่าหนุ่มเพื่อนบ้านที่อยู่ถัดไปไม่ไกลนัก

โจวหมิงกำลังนั่งเหลาลูกธนูอยู่หน้าลานบ้าน เมื่อเห็นสตรีผู้มีศักดิ์เป็นถึงอดีตคุณหนูตระกูลใหญ่มายืนอยู่ตรงหน้าด้วยสภาพเตรียมพร้อมลุยป่า เขาก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ

"ข้าต้องการเข้าไปหาของป่าและสมุนไพรที่ชายเขาหมอกซ่อน รบกวนพี่โจวช่วยเป็นผู้นำทางให้ข้าทีเถิด" หลินซินเอ่ยปากอย่างตรงไปตรงมา น้ำเสียงของนางหนักแน่นไร้ซึ่งความลังเล

พรานป่าหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น วางมีดสั้นในมือลง "แม่นางหลิน เขาหมอกซ่อนมิใช่สถานที่ที่สตรีบอบบางเช่นเจ้าควรไปเยือน ที่นั่นเต็มไปด้วยสัตว์มีพิษและหมอกหนาพรางตา หลงทางเพียงก้าวเดียวอาจหมายถึงชีวิต ข้าไม่อาจพาเจ้าไปเสี่ยงอันตรายได้"

"ข้ามิได้อ่อนแออย่างที่ท่านคิด พี่โจว" หลินซินสบตาเขาอย่างเด็ดเดี่ยว "ข้าเพียงต้องการไปแค่เขตชายป่าชั้นนอกเท่านั้น มิได้คิดจะล่วงล้ำเข้าไปในส่วนลึก หากท่านยอมนำทาง ข้าสัญญาว่าจะเชื่อฟังและไม่สร้างความลำบากให้ท่านเด็ดขาด... ครอบครัวข้าจำเป็นต้องใช้สมุนไพรไปแลกเป็นเงินประทังชีวิต ข้าขอร้องท่าน"

แววตาแน่วแน่และเด็ดขาดที่แฝงอยู่ในดวงตากลมโตคู่นั้น ทำให้โจวหมิงชะงักไปชั่วครู่ เขาไม่เคยเห็นสตรีชั้นสูงคนใดมีสายตาที่แข็งแกร่งปานนี้มาก่อน ชายหนุ่มถอนหายใจยาว ก่อนจะพยักหน้ายอมรับอย่างเสียมิได้ "ก็ได้ ข้าจะพาเจ้าไปแค่ชายป่าเท่านั้น หากข้าบอกให้ถอย เจ้าต้องถอยทันที เข้าใจหรือไม่?"

"ตกลง!" หลินซินยิ้มรับ

ทั้งสองออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตก ยิ่งเข้าใกล้เทือกเขามากเท่าใด อากาศก็ยิ่งชื้นแฉะและเย็นยะเยือกมากขึ้นเท่านั้น ม่านหมอกสีขาวขุ่นลอยอ้อยอิ่งปกคลุมยอดไม้สูงตระหง่าน บดบังแสงตะวันจนบรรยากาศรอบด้านดูสลัวและลี้ลับ กลิ่นใบไม้เน่าเปื่อยผสมผสานกับกลิ่นไอดินลอยแตะจมูก

โจวหมิงเดินนำหน้า มือหนึ่งกระชับคันธนู อีกมือถือมีดพร้าคอยฟันกิ่งไม้ที่ขวางทาง เขาคอยชำเลืองมองสตรีด้านหลังเป็นระยะ คาดกะในใจว่าอีกไม่เกินครึ่งก้านธนู นางคงต้องบ่นปวดขาและร้องขอกลับบ้านเป็นแน่ ทว่าผิดคาด หลินซินก้าวเดินตามเขาทุกฝีก้าวอย่างเงียบเชียบ จังหวะการหายใจของนางสม่ำเสมอ การวางเท้าหลบหลีกรากไม้และหินลื่นช่างเป็นธรรมชาติราวกับผู้ที่คุ้นชินกับการเดินป่ามาทั้งชีวิต

ขณะที่โจวหมิงกำลังลอบประหลาดใจ เสียงยียวนของระบบผู้ช่วยก็ดังขึ้นในหัวของหลินซิน

'นายหญิง ข้าทำการเปิดระบบสแกนแผนที่รัศมีสองลี้ (หนึ่งกิโลเมตร) รอบตัวท่านเรียบร้อยแล้วขอรับ... โอ้โห! ที่นี่มันขุมทรัพย์ชัดๆ แต่อันตรายก็ยั้วเยี้ยไม่เบา ท่านเดินระวังหน่อยเถิด ทางซ้ายมือห่างไปสิบก้าวมีงูแมวเซาซุ่มอยู่ในพุ่มไม้ หากท่านถูกฉกตาย ข้าคงต้องไปหานายใหม่เป็นแน่!'

หลินซินลอบกลอกตาในใจ ทว่าภาพโครงข่ายแผนที่สามมิติที่ปรากฏขึ้นในห้วงคำนึงกลับชัดเจนยิ่งนัก จุดสีแดงกะพริบเตือนถึงอันตรายจากสัตว์มีพิษ ขณะที่จุดสีเขียวเรืองแสงบ่งบอกถึงตำแหน่งของพืชพรรณล้ำค่า

"พี่โจว ตรงนั้นดินลื่นและมีกลิ่นสาบสาง ข้าว่าเราเบี่ยงไปทางขวาตรงโขดหินใหญ่นั้นดีกว่าเจ้าค่ะ" หลินซินแสร้งทำเป็นเอ่ยเตือน ชี้มือไปยังทิศทางที่ปลอดภัยเพื่อหลีกเลี่ยงดงงูพิษที่เสี่ยวจือแจ้งเตือน

โจวหมิงชะงัก สูดจมูกดมกลิ่นตามที่นางบอก ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อได้กลิ่นคาวงูเจืออยู่ในอากาศจริงๆ เขามองหลินซินด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป "สายตาและสัญชาตญาณของเจ้าเฉียบคมยิ่งนัก ข้าเกือบจะพลาดไปแล้ว ตามข้ามาทางนี้"

เดินลัดเลาะต่อไปได้ไม่นาน เสี่ยวจือก็ส่งเสียงร้องเตือนอย่างตื่นเต้น 'นายหญิง! ห่างออกไปห้าสิบก้าวทางทิศเหนือ มีแหล่งรวมพลังงานสมุนไพรหนาแน่นมากขอรับ! รีบไปเร็วเข้า!'

หลินซินเร่งฝีเท้า นำทางโจวหมิงตรงไปยังทิศทางนั้น ทะลุผ่านม่านหมอกและพุ่มไม้หนาทึบ ก่อนที่ภาพเบื้องหน้าจะทำให้นางต้องเบิกตากว้างด้วยความยินดี

ใต้ร่มเงาของต้นไม้โบราณขนาดใหญ่ที่ล้มขวางขอนอยู่ มีดง 'เห็ดหอมป่า' ขนาดมหึมา ดอกเห็ดสีน้ำตาลเข้มอวบอ้วน แผ่ก้านดอกบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่เตะจมูก ถัดไปไม่ไกล บริเวณริมโขดหินที่ชุ่มชื้น ยังมีกอพืชใบสีเขียวเข้มขอบหยัก มีเส้นริ้วสีแดงพาดผ่านกลางใบเติบโตอยู่อย่างหนาแน่น... 'หญ้าห้ามเลือด' สมุนไพรชั้นดีที่มีสรรพคุณสมานแผลและห้ามเลือดได้อย่างชะงัดนัก!

"สวรรค์! นี่มันดงเห็ดหอมป่าและหญ้าห้ามเลือดจำนวนมหาศาล!" โจวหมิงอุทานออกมาด้วยความตื่นตะลึง "ปกติสมุนไพรพวกนี้จะขึ้นกระจัดกระจาย หายากยิ่งนัก มิหนำซ้ำยังมักมีสัตว์ร้ายเฝ้าอยู่ เหตุใดตรงนี้จึงอุดมสมบูรณ์ถึงเพียงนี้!"

"อย่ามัวแต่ยืนอึ้งเลยเจ้าค่ะ พี่โจว รีบช่วยข้าเก็บเกี่ยวเถิด!" หลินซินไม่รอช้า ปลดตะกร้าลงจากหลัง หยิบเสียมขนาดเล็กออกมาคุกเข่าลงบนพื้นดินที่ชื้นแฉะโดยไม่สนใจว่ากระโปรงและมือจะเปรอะเปื้อนโคลน

นางลงมือขุดหญ้าห้ามเลือดอย่างระมัดระวัง ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยดินออกเพื่อรักษาสภาพของรากฝอยให้สมบูรณ์ที่สุด ปากก็เอ่ยอธิบายให้พรานป่าฟังไปด้วย "หญ้าห้ามเลือดนี้ หากเราเด็ดทิ้งแค่ใบ สรรพคุณยาจะหายไปกว่าครึ่ง ต้องขุดลึกถึงรากและรักษากระเปาะดินเดิมไว้ เมื่อนำไปตากแห้งหรือบดทำยา จึงจะดึงฤทธิ์ในการสมานแผลออกมาได้สูงสุด... ส่วนเห็ดหอมป่า ต้องใช้มีดตัดที่โคนก้านเบาๆ ห้ามดึงจนโคนช้ำ มิเช่นนั้นกลิ่นหอมและรสชาติจะเสียไป"

โจวหมิงมองดูมือเรียวเล็กที่เปื้อนโคลนของหลินซินด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก สตรีตรงหน้าไม่มีเค้าลางของคุณหนูผู้หยิ่งยโสและบอบบางอีกต่อไป นางทำงานอย่างคล่องแคล่ว อดทนต่อความยากลำบาก และมีความรู้เรื่องสมุนไพรที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าหมอในหมู่บ้านเสียอีก ความคลางแคลงใจที่เคยมีมลายหายไปจนสิ้น บัดนี้เขาตระหนักแล้วว่า นางคือสตรีที่เข้มแข็งและคู่ควรแก่การยอมรับในฐานะชาวบ้านผู้สู้ชีวิตคนหนึ่งอย่างแท้จริง

"ข้าไม่นึกเลยว่าแม่นางหลินจะมีความอดทนและสายตาเฉียบแหลมถึงเพียงนี้... มาเถิด ข้าจะช่วยเจ้าขุดเอง" โจวหมิงยิ้มบางๆ ก่อนจะคุกเข่าลงช่วยนางเก็บเกี่ยวสมุนไพรอย่างแข็งขัน

เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยาม ตะกร้าไม้ไผ่ทั้งสองใบก็ถูกอัดแน่นไปด้วยเห็ดหอมป่าดอกอวบและหญ้าห้ามเลือดคุณภาพสูง หลินซินปาดเหงื่อบนหน้าผาก ริมฝีปากยกยิ้มกว้างเมื่อคำนวณมูลค่าของสิ่งเหล่านี้ในใจ หากนำไปเร่ขายที่ตัวอำเภอ นางและน้องชายคงได้กินเนื้อหมูและข้าวขาวเป็นแน่! มิหนำซ้ำ เศษดินและใบไม้ร่วงจากบริเวณนี้ ยังเป็นปุ๋ยชั้นยอดที่จะนำไปฟื้นฟูดินในมิติ 'สวนโอสถเร้นลับ' ได้อีกด้วย

ทว่าในวินาทีที่ทั้งสองกำลังสะพายตะกร้าเตรียมตัวหันหลังกลับนั้นเอง...

'ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด! นายหญิง ระวัง!!!' เสียงของเสี่ยวจือกรีดร้องก้องในหัวของหลินซิน พร้อมกับสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานที่กะพริบถี่รัวบนแผนที่จำลอง 'มีสัตว์ร้ายขนาดใหญ่กำลังพุ่งตรงมาทางนี้ ความเร็วระดับนี้มันไม่ใช่สัตว์ป่าธรรมดาแล้ว!'

ยังไม่ทันที่หลินซินจะเอ่ยปากเตือนโจวหมิง เสียงคำรามทุ้มต่ำที่สั่นสะเทือนไปถึงชั้นหินเบื้องล่างก็ดังกึกก้องมาจากทะลุฝ่าม่านหมอกหนาทึบเบื้องหน้า ต้นไม้ใหญ่รอบด้านสั่นไหวอย่างรุนแรง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งพัดโชยมาปะทะจมูก พร้อมกับเงาดำทะมึนขนาดมหึมาที่กำลังย่างกรายฝ่าสายหมอกเข้ามาใกล้พวกเขาทุกขณะ!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ก้าวแรกสู่อำเภอผิงอัน]**