ตอนที่ 9
***บทที่ 9: ก้าวแรกสู่อำเภอผิงอัน***
เงาดำทะมึนพุ่งพรวดออกมาจากม่านหมอกหนาทึบ ดินหินแตกกระจายพร้อมกับเสียงคำรามกึกก้อง ร่างที่แท้จริงของมันคือหมูป่าเขี้ยวตันขนาดมหึมา ดวงตาของมันแดงก่ำดุดัน ที่สีข้างมีลูกธนูอาบเลือดปักคาอยู่ บ่งบอกว่ามันกำลังคลุ้มคลั่งจากการถูกนายพรานไล่ล่าและบาดเจ็บสาหัส!
สัญชาตญาณแพทย์ทหารหน่วยรบพิเศษที่ฝังลึกอยู่ในวิญญาณของหลินซินถูกปลุกขึ้นในเสี้ยววินาที นางไม่มัวเสียเวลาส่งเสียงกรีดร้อง มือเรียวคว้าคอเสื้อของโจวหมิงที่กำลังตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ ออกแรงกระชากสุดกำลังพร้อมกับเบี่ยงตัวหลบ ถีบเท้าพุ่งหลาวเข้าไปหลบหลังโขดหินใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปเพียงสามก้าว
ตึง! ครืน!
หมูป่ายักษ์พุ่งชนต้นไม้แห้งกรังที่พวกเขาเคยยืนอยู่เมื่อครู่จนหักโค่น เสียงไม้ลั่นเป๊าะป๊ะดังสนั่นหวั่นไหว มันสะบัดหัวอย่างเกรี้ยวกราด ทว่าด้วยบาดแผลที่เสียเลือดมาก มันจึงไม่ได้หันกลับมาสนใจมนุษย์ทั้งสองที่ซ่อนตัวอยู่ แต่กลับควบตะบึงเตลิดลงเขาหายลับไปในเงามืดของป่าทึบ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวเลือดที่ลอยคลุ้งในอากาศ
โจวหมิงทรุดฮวบลงกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ หอบหายใจถี่รัวพลางลูบหน้าอกตนเอง "มะ... แม่นางหลิน หากเมื่อครู่ไม่ได้เจ้าดึงข้าไว้ ข้าคงกลายเป็นผีเฝ้าเขาหมอกซ่อนไปแล้ว!"
หลินซินปัดเศษดินตามเสื้อผ้าอย่างใจเย็น แม้ในใจจะแอบลอบระบายลมหายใจยาว 'เสี่ยวจือ ขอบใจมากที่เตือน'
'ติ๊ด! แน่นอนอยู่แล้วนายหญิง ข้าคือระบบผู้ช่วยอัจฉริยะอันดับหนึ่งเชียวนะ! แต่ขอแนะนำว่าพวกเราควรรีบเผ่นกันได้แล้ว ก่อนที่พวกนายพรานหรือสัตว์ร้ายตัวอื่นจะตามกลิ่นเลือดมา' เสียงปัญญาประดิษฐ์จอมเจื้อยแจ้วดังขึ้นในโสตประสาท
หลินซินพยักหน้าเห็นด้วย นางหันไปพยุงโจวหมิงขึ้น "พวกเราได้สมุนไพรมามากพอแล้ว รีบลงเขากันเถิด ก่อนที่ตะวันจะตกดิน"
รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือนอย่างรวดเร็ว แสงสีทองฉาบไล้ไปทั่วหมู่บ้านชิงสุ่ย หลินซินตื่นตั้งแต่ไก่โห่ นางจัดการบรรจุของล้ำค่าลงในตะกร้าไม้ไผ่สานใบใหญ่ ชั้นล่างสุดปูด้วยใบไม้สะอาดทับด้วย 'เห็ดหอมป่า' ดอกอวบใหญ่ที่เก็บได้จากเขาหมอกซ่อน ชั้นกลางคือ 'หญ้าห้ามเลือด' ที่ถูกเก็บเกี่ยวอย่างพิถีพิถันรักษารากไว้อย่างสมบูรณ์ และชั้นบนสุดที่นางหวงแหนที่สุดคือ 'ผักกาดขาววิญญาณ' หัวอวบอ้วนสีเขียวหยกที่นางแอบนำเมล็ดไปเพาะปลูกในมิติ 'สวนโอสถเร้นลับ' รดด้วยน้ำพุวิญญาณจนมันเติบโตอย่างรวดเร็วและมีอณูพลังปราณอ่อนๆ แผ่ซ่านออกมา เพียงแค่ได้กลิ่นก็ทำให้ผู้คนรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
นางจ่ายเงินจำนวนสองอีแปะให้กับลุงเฉินเพื่อขออาศัยเกวียนวัวรับจ้างของหมู่บ้านเดินทางเข้าเมือง เกวียนไม้เก่าคร่ำคร่าโยกคลอนไปตามถนนดินลูกรังขรุขระ
'ติ๊ด! ระบบช่วงล่างของยานพาหนะยุคนี้ช่างเลวร้ายยิ่งนัก กระดูกสันหลังของนายหญิงจะพังก่อนถึงเมืองหรือไม่เนี่ย!' เสี่ยวจือบ่นกระปอดกระแปดในหัว
หลินซินเพียงแค่อมยิ้มบางๆ ไม่โต้ตอบ นางทอดสายตามองทิวทัศน์สองข้างทาง พลางทบทวนแผนการในใจ การเดินทางไป 'อำเภอผิงอัน' ครั้งนี้ เป็นก้าวแรกในการพลิกฟื้นฐานะของครอบครัว นางต้องประเมินราคาสินค้าในตลาด และหาลู่ทางจำหน่ายสมุนไพรกับผักวิญญาณเหล่านี้ให้ได้ราคาดีที่สุด เพื่อนำเงินมาซื้อเสบียงและปรับปรุงบ้านไร่ซอมซ่อของนาง
ใช้เวลาราวหนึ่งชั่วยาม เกวียนวัวก็ชะลอฝีเท้าลงเบื้องหน้ากำแพงเมืองก่ออิฐสีเทาสูงตระหง่าน เหนือซุ้มประตูสลักอักษรคำว่า 'อำเภอผิงอัน' บรรยากาศภายในเมืองแตกต่างจากหมู่บ้านชนบทราวฟ้ากับเหว ถนนสายหลักปูด้วยแผ่นหินเรียบกว้างขวาง สองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านรวงหลังคากระเบื้องดินเผา เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเร่ขายสินค้าดังเซ็งแซ่ กลิ่นหอมของซาลาเปานึ่งร้อนๆ ผสมผสานกับกลิ่นเครื่องเทศและผ้าไหมใหม่ลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ
หลินซินสะพายตะกร้าเดินสำรวจตลาดสดเป็นอันดับแรก ดวงตาหงส์กวาดมองแผงขายผักและเนื้อสัตว์อย่างรวดเร็ว 'ผักกาดขาวธรรมดาราคาเพียงสามอีแปะต่อหนึ่งชั่ง เห็ดป่าทั่วไปราคาเจ็ดอีแปะ...' นางคำนวณในใจ ผักกาดขาววิญญาณของนางมีความกรอบหวานและสรรพคุณบำรุงร่างกายเหนือกว่าผักทั่วไปหลายสิบเท่า หากขายในราคาทั่วไปย่อมขาดทุนป่นปี้ นางต้องหา 'ผู้ซื้อ' ที่ตาถึงและมีกำลังทรัพย์มากพอ
ขณะที่นางกำลังเดินคิดแผนการอยู่นั้น จู่ๆ ฝูงชนรอบด้านก็เริ่มแตกฮือและถอยร่นไปอยู่สองฝั่งถนน เสียงกระดิ่งเกวียนดังกังวานเป็นจังหวะหนักแน่นสม่ำเสมอ
"หลีกทาง! กองคาราวานการค้าสกุลหยางมาแล้ว!" เสียงตะโกนก้องของยามรักษาการณ์ทำเอาทั้งตลาดเงียบกริบลงชั่วขณะ
หลินซินชะงักฝีเท้า ชะเง้อคอมองผ่านฝูงชน ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำเอานางถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประทับใจ ขบวนเกวียนเทียมม้าตัวใหญ่กำยำนับสิบคันเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ธงผ้าปักดิ้นทองคำว่า 'หยาง' โบกสะบัดอย่างสง่างามท้าสายลม ผู้คุ้มกันและคนงานในขบวนล้วนสวมชุดรัดกุมสีเข้ม ท่วงท่าการเดินองอาจ แววตาเฉียบคม ระแวดระวังภัยรอบด้านราวกับทหารที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวด ไม่มีเสียงพูดคุยหยอกล้อ ไม่มีความวุ่นวาย ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยกฎระเบียบที่รัดกุม
'ติ๊ด! ตรวจพบการจัดระเบียบขบวนรูปแบบตาข่ายป้องกัน ขบวนสินค้าเหล่านี้มีการป้องกันแน่นหนายิ่งกว่ารถหุ้มเกราะเสียอีก สกุลหยางนี่ไม่ธรรมดาเลยนะนายหญิง!'
หลินซินพยักหน้าเงียบๆ ในใจดวงตาเป็นประกาย นางเคยได้ยินข่าวลือในหมู่บ้านมาบ้างว่า 'แม่ทัพหยางเฟย' ผู้นำของกองคาราวานสกุลหยาง เป็นยอดคนในวงการการค้าสมุนไพรและฟาร์มขนาดใหญ่ ผู้มีเครือข่ายกว้างไกลและทรงอิทธิพลที่สุดในแถบนี้ การได้เห็นระบบการจัดการที่เฉียบขาดเช่นนี้ ทำให้นางซึ่งเคยเป็นทหารอดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชม หากในอนาคตนางต้องการขยายกิจการฟาร์มสมุนไพร บางทีกองคาราวานสกุลหยางอาจเป็นเส้นสายที่นางต้องพึ่งพา
แต่ทว่า ตอนนี้นางยังเป็นเพียงแม่ค้ามือใหม่ที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าฝ้ายหยาบๆ สีซีดจาง เรื่องใหญ่โตเช่นนั้นคงต้องพับเก็บไว้ก่อน
หลินซินหมุนตัวเดินออกจากย่านตลาดสด มุ่งหน้าไปยังเขต 'ตลาดค้าส่งสมุนไพร' ซึ่งอยู่ถัดไปอีกตรอกหนึ่ง กลิ่นอายของยาสมุนไพรเข้มข้นโชยมาเตะจมูกทันทีที่ก้าวล่วงเข้าสู่เขตนี้ ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายยาขนาดเล็กใหญ่มากมาย ทว่าเป้าหมายของนางคือร้านที่ดูโอ่อ่าและน่าเชื่อถือที่สุด
สายตาของนางปะทะเข้ากับป้ายไม้สลักอักษรทองคำขนาดใหญ่ 'ร้านยาหุยชุน'
นี่คือร้านขายยาอันดับหนึ่งประจำอำเภอผิงอัน หลินซินสูดลมหายใจเข้าลึก กระชับสายสะพายตะกร้าไม้ไผ่ที่บรรจุหญ้าห้ามเลือดคุณภาพสูงไว้แน่น นางก้าวเท้าเดินขึ้นบันไดหินอ่อนหน้าป้ายร้าน ทว่ายังไม่ทันที่ปลายเท้าจะได้แตะข้ามธรณีประตู เสียงตวาดแหลมสูงที่แฝงไปด้วยความดูแคลนก็ดังแหวกอากาศขึ้นมาขัดจังหวะ
"หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ เจ้าขอทานน้อย! ที่นี่คือร้านยาหุยชุน ไม่ใช่โรงทาน หอบตะกร้าเน่าๆ ของเจ้าไสหัวไปให้พ้นหน้าประตูร้านข้าเดี๋ยวนี้!"
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การเจรจาการค้าที่ร้านยาหุยชุน]**