รอดพ้นความตายในกระท่อมร้าง
เสียงแจ้งเตือนอันเย็นเยียบของระบบ AI ดุจน้ำเย็นที่สาดราดลงบนเปลวไฟแห่งความหวังที่เพิ่งคุโชนของเซียวอวิ๋นซี แววตาที่เคยเปี่ยมสุขพลันแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบและเยือกเย็นในบัดดล
เจตนาร้าย!
คำสองคำนี้สะท้อนก้องในหัวใจของนาง ประสบการณ์ในห้องฉุกเฉินที่ต้องเผชิญกับความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนหล่อหลอมให้นางมีสติสัมปชัญญะที่เหนือกว่าคนทั่วไป นางไม่ตื่นตระหนก แต่กลับสงบนิ่งราวผืนน้ำไร้ระลอกคลื่น
นางทอดสายตาไปยังร่างเล็กๆ ของเสี่ยวอันที่ยังคงหลับใหลอย่างเป็นสุขในอ้อมแขน ความอบอุ่นจากร่างของเด็กน้อยคือสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของนางไว้ในยามนี้ นางค่อยๆ วางบุตรชายลงบนกองฟางอย่างแผ่วเบาที่สุด จัดผ้าห่มเก่าคร่ำคร่าให้คลุมกายเขาจนมิดชิด
ในรัศมีห้าร้อยเมตร... นั่นหมายความว่าผู้มาเยือนกำลังอยู่ในขอบเขตของหมู่บ้านเถาซี และกำลังมุ่งหน้ามายังกระท่อมท้ายหมู่บ้านแห่งนี้ ซึ่งเป็นที่ที่นางอยู่!
ใครกัน? ในคืนที่พายุหิมะเริ่มโปรยปรายเช่นนี้ ใครกันที่จะมีเจตนาร้ายต่อนางกับลูกที่เพิ่งถูกขับไล่ออกจากบ้าน? คำตอบปรากฏชัดในใจของนางจนแทบไม่ต้องครุ่นคิด... คนจากตระกูลหลิน!
เซียวอวิ๋นซีสูดลมหายใจลึกเยียบเข้าไปเต็มปอด กวาดสายตาคมกริบไปรอบกระท่อมร้างที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งสิ่งใดพอจะใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวได้ นางเหลือบไปเห็นเศษไม้ท่อนหนึ่งที่มุมห้อง แม้จะผุพังไปบ้างแต่ก็ยังพอมีน้ำหนักอยู่บ้าง นางคว้ามันขึ้นมาถือไว้ในมือ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดจากโลกเก่าถูกปลุกขึ้นมาอย่างเต็มเปี่ยม
นางดับตะเกียงน้ำมันดวงน้อยลง แสงสว่างเพียงริบหรี่พลันมอดดับไป ความมืดมิดเข้าปกคลุมทั่วทั้งกระท่อมในทันที มีเพียงแสงจันทร์เลือนรางที่ส่องลอดผ่านรอยแตกของผนังเข้ามาเป็นครั้งคราวเท่านั้น นางขยับร่างไปยืนพิงผนังข้างประตูอย่างเงียบเชียบ กลั้นลมหายใจ ฟังเสียงความเคลื่อนไหวจากภายนอก
เวลาผ่านไปราวกับจะหยุดนิ่ง ทุกวินาทีเชื่องช้าราวหนึ่งชั่วยาม เสียงลมหวีดหวิวนอกกระท่อมดังโหยหวนราวเสียงร่ำไห้ของภูตผี ทว่า...กลับไร้ซึ่งเสียงฝีเท้าหรือเสียงอื่นใดที่บ่งบอกถึงผู้มาเยือน
เซียวอวิ๋นซีนิ่งรอคอยอย่างอดทน สมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่กับประสาทสัมผัส ท่อนไม้ในมือถูกกำไว้แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว เวลาผ่านไปหนึ่งเค่อ...สองเค่อ...ก็ยังคงเงียบสงัด มีเพียงเสียงสะเก็ดหิมะที่กระทบหลังคาดังเปาะแปะเบาๆ
หรือว่า...ผู้มาเยือนจะเปลี่ยนใจ? หรืออาจเป็นเพียงชาวบ้านที่เดินผ่านมาโดยบังเอิญ?
แม้จะยังไม่คลายความระแวงลงทั้งหมด แต่นางก็รู้สึกว่าอันตรายเฉพาะหน้าได้ผ่านพ้นไปแล้ว นางยังคงยืนนิ่งอยู่ในความมืดอีกครู่ใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ ขยับกลับไปนั่งลงข้างกายบุตรชายอย่างแผ่วเบา ราตรีนี้ยังคงอีกยาวไกล นางไม่อาจข่มตาหลับลงได้แม้เพียงนิด ทำได้เพียงกอดร่างน้อยๆ ของเสี่ยวอันไว้แนบอก ใช้ความอบอุ่นจากร่างกายของตนเป็นเกราะป้องกันภัยให้แก่เขา
...
แสงอรุณรุ่งแรกแห่งวันสาดส่องลอดผ่านช่องโหว่ของกระท่อม ปลุกเซียวอวิ๋นซีที่เผลอหลับไปในท่านั่งให้ตื่นขึ้น นางสะดุ้งสุดตัวด้วยความเคยชิน ก่อนจะรีบก้มลงมองร่างในอ้อมแขนทันที
สิ่งที่นางเห็นทำให้หัวใจที่แห้งผากของนางชุ่มชื่นขึ้นมาราวกับแผ่นดินที่ได้รับสายฝน ใบหน้าซีดเซียวของเสี่ยวอันเมื่อวานนี้ บัดนี้กลับมีสีเลือดฝาดจางๆ ปรากฏขึ้น ลมหายใจที่เคยติดขัดแผ่วเบากลับสม่ำเสมอและสงบสุข เมื่อนางลองใช้หลังมืออังหน้าผากของเด็กน้อย ความร้อนสูงที่น่าหวาดหวั่นได้ทุเลาลงจนเกือบเป็นปกติแล้ว
ยาจากมิติห้องฉุกเฉินได้ผลชะงัด! เขารอดแล้ว! ลูกชายของนางรอดพ้นจากเงื้อมมือของมัจจุราชแล้ว!
น้ำตาแห่งความยินดีเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาของเซียวอวิ๋นซีอย่างห้ามไม่อยู่ ขณะที่นางกำลังจะเช็ดน้ำตาออกนั้นเอง เปลือกตาเล็กๆ ของเสี่ยวอันก็ขยับไหวเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ปรือขึ้นช้าๆ
ดวงตากลมโตที่เคยขุ่นมัว บัดนี้กลับมาสดใสราวกับลูกแก้วสีนิล เด็กน้อยกระพริบตาปริบๆ มองหน้านางอย่างงุนงงเล็กน้อย ก่อนที่ริมฝีปากแห้งผากจะขยับเปล่งเสียงที่แผ่วเบาที่สุด แต่กลับทรงพลังราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของเซียวอวิ๋นซี
"แม่..."
คำเพียงคำเดียวสั้นๆ แต่กลับทลายกำแพงทั้งหมดในใจของนางลงอย่างราบคาบ ความรู้สึกผูกพันอันลึกซึ้งที่มาจากเจ้าของร่างเดิมผสานเข้ากับความรักและความห่วงใยของนางในปัจจุบัน ก่อเกิดเป็นสายใยที่มิอาจตัดขาดได้
นี่คือลูกของนาง คือเลือดเนื้อเชื้อไขที่นางจะต้องปกป้องสุดชีวิต!
"แม่...แม่หิว..." เสียงเล็กๆ ดังขึ้นอีกครั้ง เรียกสติของนางให้กลับคืนมา
"แม่จ๋าอยู่ตรงนี้แล้ว เสี่ยวอันคนเก่งของแม่" นางกระซิบตอบเสียงสั่นเครือ กอดร่างเล็กๆ นั้นไว้แน่นขึ้น "รอแม่สักครู่นะ แม่จะหาของอร่อยๆ ให้เจ้ากิน"
ปณิธานอันแรงกล้าได้ก่อตัวขึ้นในใจของเซียวอวิ๋นซี ณ วินาทีนั้น นางจะไม่ใช่แม่ม่ายผู้อ่อนแอที่รอวันตายอีกต่อไป แต่นางคือเซียวอวิ๋นซี คือมารดาของเสี่ยวอัน นางจะใช้ความรู้ความสามารถทั้งหมดที่มี สร้างชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิมให้จงได้!
เมื่อตั้งมั่นในใจแล้ว นางจึงเริ่มวางแผนการเอาชีวิตรอดอย่างเป็นระบบ อันดับแรกคือเรื่องยา นางมีคลังยาที่ไม่มีวันหมดในมิติก็จริง แต่การจะนำยาแผนปัจจุบันออกมาใช้ในยุค 70 ที่ผู้คนยังเชื่อมั่นในยาสมุนไพรต้มนั้นเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป บรรจุภัณฑ์ที่เป็นแผงฟอยล์ ขวดแก้ว หรือฉลากทันสมัย ล้วนเป็นหลักฐานชั้นดีที่จะมัดตัวนางได้
นางต้องพรางมัน!
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางจึงใช้ความคิดเข้าสู่มิติห้องฉุกเฉินอีกครั้ง คราวนี้เป้าหมายของนางชัดเจน นางเดินตรงไปยังชั้นวางยา ปล่อยผ่านยาฉีดและอุปกรณ์ซับซ้อนต่างๆ สายตาของนางจับจ้องไปที่ยาเม็ดพื้นฐานที่จำเป็นที่สุด: ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนิซิลลิน ยาลดไข้พาราเซตามอล และยาแก้ปวดแก้อักเสบ
นางหยิบยาแต่ละชนิดออกมาในปริมาณที่พอเหมาะ จากนั้นจึงเดินไปหยิบโกร่งบดยาที่ใช้สำหรับเตรียมยาสมุนไพรในสวนวิเศษด้านหลัง นางนำยาเม็ดทั้งหมดมาบดจนละเอียดกลายเป็นผงสีขาว
ขั้นตอนต่อไปคือบรรจุภัณฑ์ นางออกจากมิติและเริ่มรื้อค้นไปตามมุมต่างๆ ของกระท่อมร้าง ในที่สุดนางก็พบสิ่งที่ต้องการ มันคือม้วนกระดาษฟางสีเหลืองเก่าๆ ที่ชาวบ้านสมัยก่อนนิยมใช้ห่อของ และเศษเชือกป่านที่ถูกทิ้งไว้ นางนำมันกลับเข้าไปในมิติ
ด้วยความชำนาญที่เคยเห็นจากร้านยาจีนโบราณในโลกเก่า นางบรรจงตักผงยาที่บดละเอียดแล้วลงบนแผ่นกระดาษฟาง ก่อนจะพับมันเป็นห่อสี่เหลี่ยมเล็กๆ อย่างประณีต แล้วใช้เชือกป่านมัดไว้อย่างแน่นหนา จากยาเม็ดหน้าตาทันสมัย บัดนี้มันได้กลายสภาพเป็น "ห่อยาสมุนไพร" ที่ดูไม่ผิดแผกไปจากยาที่หมอเท้าเปล่าในยุคนี้จ่ายให้คนไข้เลยแม้แต่น้อย
เซียวอวิ๋นซีมองผลงานของตนด้วยความพึงพอใจ นี่คือเกราะป้องกันชั้นแรกของนาง คือเครื่องมือที่จะทำให้นางสามารถใช้ความรู้ทางการแพทย์ได้อย่างแนบเนียน
หลังจากจัดการเรื่องยาเรียบร้อยแล้ว นางจึงหันมาสนใจเรื่องปากท้อง นางตัดสินใจออกไปหาฟืนรอบๆ กระท่อมเพื่อก่อไฟให้ความอบอุ่นและต้มน้ำให้เสี่ยวอันดื่ม การกระทำนี้ยังเป็นโอกาสให้นางได้ประเมินสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ของหมู่บ้านเถาซีไปในตัว
นางห่มผ้าผืนที่หนาที่สุดให้บุตรชายอีกชั้น ก่อนจะย้ำกับเขาเบาๆ "เสี่ยวอันนอนรอแม่ตรงนี้นะ อย่าดื้อ อย่าซน แม่จะไปหาฟืนมาต้มน้ำร้อนๆ ให้เจ้าดื่ม"
เด็กน้อยพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ดวงตาแป๋วแหววจ้องมองมารดาไม่วางตา
เซียวอวิ๋นซีก้าวออกจากกระท่อม ลมหนาวที่เสียดแทงกระดูกพุ่งเข้าปะทะร่างทันที หิมะที่โปรยปรายเมื่อคืนได้หยุดลงแล้ว ทิ้งไว้เพียงปุยหิมะสีขาวที่ปกคลุมทุกสิ่งจนขาวโพลนไปทั่วทั้งหุบเขา หมู่บ้านเถาซีในยามนี้ดูเงียบสงัดและอ้างว้าง หลังคาบ้านแต่ละหลังมีควันไฟลอยขึ้นเป็นสายบางๆ บ่งบอกถึงการดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดจากความหนาวเหน็บ สภาพบ้านเรือนส่วนใหญ่ทำจากดินและไม้ ดูทรุดโทรมและไม่มั่นคง บ่งบอกถึงความยากจนข้นแค้นของชาวบ้านได้อย่างชัดเจน
นางเดินเก็บกิ่งไม้แห้งที่พอจะหาได้ไปเรื่อยๆ สายตาก็สอดส่ายประเมินสถานการณ์รอบด้านไปด้วย กระท่อมร้างของนางตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน ค่อนข้างห่างไกลจากบ้านหลังอื่นๆ นับเป็นข้อดีที่ทำให้นางมีความเป็นส่วนตัว แต่ก็เป็นข้อเสียหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา
ขณะที่นางกำลังก้มลงเก็บกิ่งไม้แห้งขนาดเหมาะมือที่โผล่พ้นกองหิมะขึ้นมานั้นเอง...
***แกร่ก...***
เสียงฝีเท้าของใครบางคนที่เหยียบลงบนพื้นหิมะจนเกิดเสียงดังขึ้นอย่างจงใจ ดังมาจากทางด้านหลังของนางไม่ไกลนัก!
หัวใจของเซียวอวิ๋นซีพลันกระตุกวูบ! สัญญาณเตือนจากระบบ AI เมื่อคืนไม่ได้ผิดพลาด! เจตนาร้ายนั้นไม่ได้หายไปไหน มันเพียงแค่รอคอยเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น