เผชิญหน้าสะใภ้ใหญ่ผู้ละโมบ

เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำบนปุยหิมะอย่างจงใจนั้น แม้จะแผ่วเบา แต่ในความเงียบสงัดของหุบเขายามรุ่งอรุณ มันกลับดังชัดเจนราวกับเสียงกลองศึกที่รัวอยู่ในใจของเซียวอวิ๋นซี

ทว่านางไม่ได้หันกลับไปในทันที สัญชาตญาณของศัลยแพทย์ห้องฉุกเฉินที่ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน สอนให้นางเยือกเย็นและสุขุมในสถานการณ์คับขัน นางยังคงก้มหน้าเก็บกิ่งไม้แห้งต่อไป เสมือนหนึ่งว่าไม่ได้ยินเสียงใดๆ แต่ประสาทสัมผัสทั้งหมดกลับตื่นตัวถึงขีดสุด กล้ามเนื้อทุกมัดเตรียมพร้อมรับมือกับการจู่โจมที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกวินาที

ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง แสงสีฟ้าจางๆ พลันปรากฏขึ้นที่มุมสายตาของนาง มีเพียงนางเท่านั้นที่มองเห็น มันคือหน้าต่างโฮโลแกรมจากระบบ AI ที่เชื่อมต่อกับจิตสำนึกของนาง

`[กำลังสแกนเป้าหมายในรัศมีสิบเมตร...]`

`[ตรวจพบ: บุคคล 1 ราย]`

`[ระบุตัวตน: จ้าวเหมย, สะใภ้ใหญ่ตระกูลหลิน]`

`[สถานะทางกาย: อัตราการเต้นของหัวใจสูงกว่าปกติเล็กน้อย, สุขภาพแข็งแรง]`

`[สแกนเจตนา: โลภ, หวาดระแวง, ดูแคลน]`

`[ระดับอันตราย: ต่ำ]`

มุมปากของเซียวอวิ๋นซีเหยียดยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งเก้าชั้นฟ้า เป็นนางจริงๆ ด้วย สะใภ้ใหญ่ผู้มีจิตใจคับแคบและละโมบ นี่นับเป็นการใช้งานระบบสแกนเจตนาร้ายเป็นครั้งแรก และผลลัพธ์ที่ได้ก็มิได้ผิดไปจากที่นางคาดการณ์ไว้

จ้าวเหมยคงคิดว่านางกับบุตรชายต้องหนาวตายหรืออดตายไปแล้วเป็นแน่ การที่เห็นนางยังมีชีวิตอยู่ ซ้ำยังออกมาหาฟืนได้ คงทำให้นางเกิดความสงสัยระคนเสียดาย จึงแอบย่องตามมา หวังจะค้นหาว่านางมีของมีค่าใดซุกซ่อนติดตัวมาหรือไม่ หรือบางทีอาจจะมาเพื่อเยาะเย้ยถากถางให้สมกับนิสัยเดิมของนาง

เซียวอวิ๋นซีแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ นางรวบรวมกิ่งไม้แห้งที่พอหาได้มากองหนึ่ง ก่อนจะอุ้มมันขึ้นมาแล้วเดินลัดเลาะไปตามทางที่รกชัฏขึ้นเรื่อยๆ มุ่งหน้าไปยังแนวโขดหินใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลจากกระท่อม เป็นมุมอับที่เหมาะแก่การดักซุ่มยิ่งนัก

ด้านจ้าวเหมยที่แอบซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ นางเห็นเซียวอวิ๋นซีเดินห่างออกไปก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้ระแคะระคายสิ่งใด ในใจพลันบังเกิดความเหยียดหยาม นางคิดว่าแม่ม่ายตัวซวยผู้นี้ก็ยังคงโง่งมเช่นเดิม ต่อให้รอดชีวิตจากความหนาวมาได้ ก็คงไม่พ้นต้องอดตายในไม่ช้า ดวงตาหรี่เล็กของนางสอดส่ายมองไปรอบๆ กระท่อมร้างด้วยความอยากรู้ อยากเห็นว่านังน้องสะใภ้สามผู้นี้จะซุกซ่อนเงินชดเชยส่วนที่เหลือไว้ที่ใด ในย่ามผ้าใบที่นางสะพายมานั้น คือข้าวโพดแห้งสองฝักกับมันเทศอีกสองหัวที่นางแอบสามีนำออกมา หวังจะใช้เป็นข้ออ้างว่าเอามาให้ หากเซียวอวิ๋นซียอมคายความลับเรื่องเงินออกมา

เมื่อเห็นเซียวอวิ๋นซีเดินลับหายไปหลังโขดหิน จ้าวเหมยจึงตัดสินใจย่องเข้าไปใกล้กระท่อมร้างมากขึ้นอีก หวังจะแอบดูข้างในให้ถนัดตา

แต่ทันทีที่นางก้าวพ้นแนวพุ่มไม้เตี้ยๆ เงาร่างหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาจากด้านข้างด้วยความเร็วปานสายฟ้า!

"ว้าย!"

จ้าวเหมยอุทานได้เพียงเท่านั้น ก่อนที่ข้อมือของนางจะถูกมือที่เย็นเฉียบราวกับคีมเหล็กจับกุมไว้อย่างหนักแน่น ร่างของนางถูกกระชากหมุนคว้าง ตามด้วยความเจ็บปวดแล่นปราดขึ้นมาตามท่อนแขนในชั่วพริบตา เซียวอวิ๋นซีใช้ทักษะการต่อสู้ป้องกันตัวที่เคยเรียนไว้จับแขนของจ้าวเหมยบิดไพล่หลัง ล็อคข้อต่อต่างๆ จนอีกฝ่ายไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ร่างของจ้าวเหมยถูกกดให้หน้าแนบลงกับพื้นหิมะที่เย็นยะเยือก!

ย่ามผ้าใบที่นางสะพายมาหลุดออกจากบ่า ข้าวโพดแห้งและมันเทศกลิ้งกระจัดกระจายไปบนพื้นหิมะขาวโพลน

"พะ...พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านช่างมีน้ำใจนัก อุตส่าห์ย่องตามข้ามาถึงที่นี่ในยามเช้าตรู่ คงจะนำเสบียงมาให้ข้ากับเสี่ยวอันกระมัง"

น้ำเสียงของเซียวอวิ๋นซีที่ดังอยู่เหนือศีรษะ ช่างเย็นชาราวกับลมหนาวที่พัดมาจากขั้วโลกเหนือ มันปราศจากความยินดียินร้ายใดๆ แต่กลับแฝงไว้ด้วยไอสังหารอันเยียบเย็นจนทำให้คนฟังต้องขนลุกซู่

"ปล่อย...ปล่อยข้านะ! นังตัวซวย! เจ้ากล้าทำร้ายข้ารึ!" จ้าวเหมยพยายามดิ้นรน แต่แขนที่ถูกบิดไพล่หลังกลับยิ่งปวดร้าวจนแทบจะหักสะบั้น

"ทำร้ายรึ?" เซียวอวิ๋นซีแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "เทียบกับที่พวกท่านผลักไสไล่ส่งข้ากับลูกที่ป่วยหนักออกมาตายกลางพายุหิมะ การกระทำของข้าในยามนี้ นับว่าเมตตาปรานีแล้วมิใช่หรือ?"

แรงกดที่แขนเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย ส่งผลให้จ้าวเหมยต้องร้องโอดโอยออกมาด้วยความเจ็บปวด ความอหังการเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวที่จับขั้วหัวใจ นังน้องสะใภ้สามคนนี้เปลี่ยนไป! สายตาและน้ำเสียงของนางไม่เหมือนคนเดิมที่เคยเอาแต่ก้มหน้าร้องไห้ นี่มันสายตาของพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ!

"เจ้า...เจ้าต้องการอะไร" จ้าวเหมยถามเสียงสั่น

"ข้าไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น" เซียวอวิ๋นซีตอบเสียงเรียบ ก่อนจะโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูของจ้าวเหมยด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาราวกับปีศาจ "แต่จงจำไว้... นี่เป็นคำเตือนครั้งสุดท้าย หากเจ้าหรือใครก็ตามในบ้านตระกูลหลินกล้ามายุ่มย่ามกับข้าและลูกอีก... ข้ารับรองว่าครั้งต่อไป มันจะไม่จบลงแค่การบิดแขนแน่ กลับไปบอกแม่สามีผู้เป็นที่รักของเจ้าด้วยว่า เซียวอวิ๋นซีคนเก่าได้ตายไปในคืนที่มีพายุหิมะแล้ว คนที่ยืนอยู่ตรงนี้ คือคนที่พวกท่านไม่ควรก้าวล่วง"

สิ้นคำพูด นางก็คลายมือออกแล้วผลักร่างของจ้าวเหมยออกไปอย่างไม่ใยดี

จ้าวเหมยรีบลนลานพยุงร่างของตนเองขึ้นมา นางมองเซียวอวิ๋นซีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวระคนไม่อยากจะเชื่อ นางไม่กล้าแม้แต่จะเก็บข้าวของที่ตกอยู่บนพื้น รีบหันหลังแล้ววิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงกลับไปยังทิศทางของหมู่บ้านอย่างไม่คิดชีวิต ราวกับกำลังวิ่งหนีภูตผีปีศาจ

เซียวอวิ๋นซีมองตามร่างนั้นไปจนลับสายตาด้วยแววตาที่เรียบเฉย ก่อนจะก้มลงเก็บข้าวโพดแห้งและมันเทศที่จ้าวเหมยทำตกไว้ขึ้นมาใส่ย่ามผ้าใบดังเดิม นี่คือเสบียงมื้อแรกที่นางได้มาด้วยสติปัญญาและฝีมือของตนเองอย่างแท้จริง

เมื่อกลับมาถึงกระท่อม เสี่ยวอันยังคงนอนหลับใหลอยู่บนกองฟาง ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำเพราะพิษไข้ได้จางลงไปมากแล้ว เหลือเพียงความซีดเซียวเล็กน้อยเท่านั้น

นางจุดไฟที่มุมกระท่อมโดยใช้กิ่งไม้ที่เก็บมาได้ ควันไฟที่ลอยอ้อยอิ่งช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บออกไปได้บ้าง นางนำมันเทศหัวหนึ่งไปวางบนขี้เถ้าร้อนๆ เพื่อให้มันสุกระอุจากข้างใน กลิ่นหอมหวานของมันเทศย่างเริ่มส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วกระท่อมเล็กๆ ปลุกให้เด็กน้อยที่หลับใหลอยู่ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น

"ท่านแม่..." เสี่ยวอันเรียกเสียงแผ่ว ดวงตากลมโตมองไปยังกองไฟอย่างสนใจ

"ตื่นแล้วหรือคนเก่งของแม่" เซียวอวิ๋นซีส่งยิ้มอ่อนโยนให้บุตรชาย "รอสักครู่นะ วันนี้เรามีของอร่อยกินกัน"

นางใช้คีมไม้คีบมันเทศที่สุกได้ที่ออกมา เป่าลมร้อนๆ ออกไปหลายครั้งก่อนจะแกะเปลือกที่ไหม้เกรียมออกอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นเนื้อสีเหลืองทองน่ารับประทาน นางบิเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วป้อนให้บุตรชายอย่างบรรจง

เสี่ยวอันอ้าปากรับมันเทศเข้าปากอย่างว่าง่าย ความหวานหอมของมันเทศร้อนๆ แล่นผ่านลำคอที่แห้งผากลงสู่กระเพาะที่ว่างเปล่ามานาน มันคือรสชาติที่แสนวิเศษที่สุดในความทรงจำของเด็กน้อย เขากินไปพลางมองหน้ามารดาไปพลาง ดวงตาเป็นประกายแห่งความสุข

เซียวอวิ๋นซีมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่พองโต นี่คือความสุขเล็กๆ ที่นางต้องปกป้องไว้ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

หลังจากที่เสี่ยวอันกินอิ่มและผล็อยหลับไปอีกครั้ง เซียวอวิ๋นซีจึงได้มีเวลานั่งพักและวางแผนสำหรับอนาคต เสบียงที่ได้มาคงประทังชีวิตได้อีกไม่กี่วัน กระท่อมหลังนี้ก็ไม่อาจต้านทานความหนาวเหน็บที่แท้จริงของฤดูหนาวได้ นางต้องหาวิธีปรับปรุงที่อยู่อาศัยและหาแหล่งอาหารที่มั่นคงกว่านี้

ขณะที่นางกำลังจมอยู่ในภวังค์ความคิดนั้นเอง...

พลันลมด้านนอกก็เริ่มพัดโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง เสียงหวีดหวิวของสายลมเสียดแทงผ่านรอยแตกของผนังดินเข้ามาจนน่าขนลุก เกล็ดหิมะที่เคยโปรยปรายอย่างนุ่มนวล บัดนี้กลับสาดซัดเข้าใส่กระท่อมราวกับพายุทราย อุณหภูมิลดฮวบลงอย่างรวดเร็วจนรู้สึกได้

และในวินาทีนั้นเอง หน้าต่างแจ้งเตือนสีแดงฉานก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของนาง ส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุด!

`[คำเตือนฉุกเฉิน! ตรวจพบการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศสู่ระดับหายนะ!]`

`[คำเตือน! สแกนพบการแพร่กระจายของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์รุนแรงในอากาศ ความหนาแน่นเพิ่มขึ้นตามความรุนแรงของพายุหิมะ!]`

หัวใจของเซียวอวิ๋นซีพลันดิ่งวูบ! นี่ไม่ใช่แค่พายุหิมะธรรมดา แต่มันคือลางบอกเหตุของหายนะที่กำลังจะมาเยือนหมู่บ้านเถาซีแห่งนี้