ความทรงจำที่หลั่งไหลและเสียงร้องของสายเลือด

ความคิดนั้นพุ่งผ่านสมองของหลินหว่านชิวประดุจสายฟ้าฟาดในคืนเดือนมืด ความเจ็บปวดที่บาดแผลภายนอกพลันจืดจางราวกับไร้ตัวตน เมื่อเทียบกับความปวดร้าวที่บีบรัดดวงใจจนแทบแหลกสลาย มิติหยกโอสถคือแสงแห่งความหวัง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ส่องสะท้อนให้เห็นถึงความอัปยศและความไร้พลังของนางในโลกแห่งความเป็นจริง

นางจะออกไปจากที่นี่ได้อย่างไร? แล้วเมื่อออกไปได้ จะเอาปัญญาที่ไหนไปต่อกรกับคนทั้งตระกูลซ่งเพื่อชิงตัวบุตรชายกลับคืนมา?

ในขณะที่จิตใจกำลังสับสนวุ่นวาย พลันเกิดแสงสว่างวาบขึ้นในห้วงสำนึกของนาง คลื่นความทรงจำมหาศาลที่ไม่ใช่ของตนเองได้หลั่งไหลเข้าสู่สมองราวกับเขื่อนทำนบพังทลาย ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ฉายชัดขึ้นมาทีละฉาก...

นั่นคือความทรงจำของ ‘หลินหว่านชิว’ เจ้าของร่างเดิม...

นางเห็นเด็กสาวชาวบ้านผู้ขลาดเขลาและอ่อนแอ ถูกมารดาเลี้ยงบังคับให้แต่งเข้าตระกูลซ่งเพื่อแลกกับสินสอดเพียงน้อยนิด เห็นภาพของซ่งจื่อเหยียน สามีผู้มีร่างกายอ่อนแอแต่จิตใจดีงาม เขาเป็นคนเดียวในบ้านที่ปฏิบัติต่อนางอย่างให้เกียรติ ทว่าโชคชะตากลับโหดร้าย เขาล้มป่วยและจากไปหลังแต่งงานได้ไม่ถึงปี ทิ้งให้นางต้องเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายกับลูกชายที่เพิ่งลืมตาดูโลก

ภาพแล้วภาพเล่าฉายซ้ำ... ภาพที่นางถูกแม่สามีและพี่สะใภ้โขกสับใช้งานราวกับทาส ภาพที่อาหารดีๆ ทุกอย่างถูกส่งเข้าปากคนอื่น เหลือเพียงเศษข้าวเศษแกงให้นางและลูกประทังชีวิต ใบหน้าของเด็กชายตัวน้อยซ้อนทับขึ้นมาในความทรงจำ... ซ่งเสี่ยวเป่า ลูกชายของนาง... เด็กน้อยผู้เกิดมาพร้อมกับคำสาปแช่งว่าเป็นตัวกาลกิณีเช่นเดียวกับมารดา

ดวงตาของเด็กน้อยคู่นั้น... แม้จะหวาดกลัวและหิวโหย แต่ทุกครั้งที่มองมายังมารดา มันกลับเปี่ยมไปด้วยความรักและความไว้วางใจอย่างสุดหัวใจ มือเล็กๆ ที่คอยกุมมือนางไว้แน่นในยามค่ำคืนที่เหน็บหนาว เสียงเรียก "ท่านแม่" ที่แผ่วเบาแต่กลับเป็นสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงหัวใจของเจ้าของร่างเดิมให้ทนมีชีวิตอยู่ได้

น้ำตาของหลินหว่านชิว (คนใหม่) ไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจควบคุม มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความเจ็บปวดทางกายอีกต่อไป แต่เป็นน้ำตาที่หลั่งไหลออกมาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ ความรู้สึกรัก ผูกพัน และห่วงใยที่เจ้าของร่างเดิมมีต่อซ่งเสี่ยวเป่า บัดนี้ได้หลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของนางอย่างสมบูรณ์

เขาไม่ใช่แค่ 'ลูกชายของเจ้าของร่าง' อีกต่อไปแล้ว แต่เขาคือ 'ลูกชายของนาง' ... คือสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวที่นางมีในโลกใบนี้!

"เสี่ยวเป่า..." นางพึมพำชื่อนั้นออกมา เสียงสั่นเครือราวกับจะขาดใจ "แม่ขอโทษ... แม่ขอโทษที่ปล่อยให้เจ้าอยู่ลำพัง..."

วินาทีนั้นเอง ความสับสนและความหวาดกลัวในใจของหลินหว่านชิวก็มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงปณิธานอันแรงกล้าที่ลุกโชนขึ้นมาแทนที่ราวกับเปลวเพลิง นางจะไม่ยอมตาย! นางจะไม่อ่อนแอ! นางจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อลูกชาย และนางจะทำให้ทุกคนที่เคยเหยียบย่ำนางและลูกต้องชดใช้อย่างสาสม!

เมื่อตั้งสติได้ นางจึงตั้งจิตปรารถนาที่จะออกจากมิติ ร่างของนางก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งในกระท่อมผุพังท้ายหมู่บ้าน ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่เคยทุเลาไปแล้วเริ่มกลับมาอีกครั้ง แต่นางไม่สนใจ นางกัดฟันลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ความคิดเดียวในหัวคือต้องไปหาลูกให้ได้

...

ในเวลาเดียวกันนั้น ที่เรือนหลักของตระกูลซ่ง หวังชุ่ยฮวาผู้เป็นแม่สามีกำลังนั่งหน้าเครียดอยู่บนตั่งไม้ โดยมีโจวกุ้ยฟาง สะใภ้ใหญ่คอยพัดวีให้อยู่ข้างๆ

"ท่านแม่ อย่าโมโหไปเลยเจ้าค่ะ" โจวกุ้ยฟางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหู "ไล่ตัวกาลกิณีอย่างนังหลินหว่านชิวออกไปได้ก็นับเป็นเรื่องดีแล้ว ต่อไปบ้านเราจะได้มีแต่เรื่องมงคลเสียที"

หวังชุ่ยฮวาถอนหายใจหนักๆ พลางตบลงบนโต๊ะ "เรื่องดีอันใดกัน! ไล่มันไปแล้ว แต่ยังเหลือตัวกินเปลืองอีกหนึ่งคนอยู่ในบ้านมิใช่รึ!"

โจวกุ้ยฟางแสร้งทำหน้าสลด "ท่านแม่หมายถึง...เสี่ยวเป่าหรือเจ้าคะ?"

"ก็ใช่น่ะสิ!" หวังชุ่ยฮวาตวาด "นังแม่มันเป็นตัวซวย ลูกมันก็คงไม่ต่างกัน เก็บไว้ก็มีแต่จะผลาญข้าวสารในยุ้งฉางให้หมดไปเปล่าๆ ข้าเลี้ยงมันมาสี่ปีก็ถือว่าเมตตามากพอแล้ว!"

ดวงตาของโจวกุ้ยฟางฉายแววเจ้าเล่ห์ขึ้นมาวูบหนึ่ง นางขยับเข้าไปกระซิบข้างหูแม่สามี "ท่านแม่เจ้าคะ... ไหนๆ ก็ไล่แม่มันไปแล้ว เด็กคนเดียวจะเอาไปทำอะไรได้ ข้าได้ยินมาว่าช่วงนี้มีพ่อค้าทาสจากเมืองข้างๆ แวะเวียนเข้ามาในอำเภอเรา ได้ยินว่าพวกเศรษฐีที่ไม่มีลูกมักจะยอมจ่ายหนักเพื่อซื้อเด็กไปเลี้ยงดูเป็นบ่าวไพร่ในบ้าน..."

หวังชุ่ยฮวาหูผึ่งขึ้นมาทันที "เจ้าหมายความว่า... ให้ขายมันไปเสีย?"

"ก็ดีกว่าเก็บไว้ให้เปลืองข้าวสุกมิใช่หรือเจ้าคะ?" โจวกุ้ยฟางยุยงต่อ "เด็กชายอายุสี่ขวบ ร่างกายแม้จะผอมไปบ้าง แต่ก็ยังแข็งแรงพอทำงานเล็กๆ น้อยๆ ได้ อย่างน้อยก็น่าจะได้เงินมาสักสองสามตำลึง ไว้ให้ท่านแม่ซื้อผ้าผืนใหม่ หรือให้ท่านพ่อได้ดื่มสุราดีๆ สักไหสองไหก็ยังดี"

ความคิดที่จะได้เงินมาใช้จ่ายอย่างสุขสบายทำให้ความลังเลในใจของหวังชุ่ยฮวาหมดสิ้นไป นางพยักหน้าอย่างเห็นด้วย "ความคิดของเจ้าก็ไม่เลว... เอาไว้พรุ่งนี้เช้า ข้าจะให้ต้าเฉียงไปสืบข่าวที่ตลาดในอำเภอ หากมีพ่อค้าทาสมาจริง ก็จัดการขายมันไปให้สิ้นเรื่องสิ้นราว!"

บทสนทนาอันโหดร้ายอำมหิตนั้นเกิดขึ้นโดยที่สองย่าหลานหารู้ไม่ว่า กำแพงมีหู ประตูมีช่อง และในเงามืดนอกรั้วบ้านนั้น มีเงาร่างหนึ่งกำลังแอบซ่อนตัวฟังอยู่

หลินหว่านชิวใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วยามในการลากสังขารที่ยังบาดเจ็บสาหัสของตนเองมาจนถึงกำแพงด้านหลังของบ้านตระกูลซ่ง นางอาศัยความมืดและความคุ้นเคยกับเส้นทางในอดีต ลัดเลาะมาจนถึงบริเวณห้องเก็บฟืนเก่าๆ ที่ซึ่งนางและลูกชายเคยใช้อาศัยเป็นที่ซุกหัวนอน

หัวใจของนางเต้นระทึกด้วยความหวังและความกลัว นางอยากจะเห็นหน้าลูกใจจะขาด แต่ก็ไม่กล้าผลีผลามเข้าไป ด้วยสภาพร่างกายเช่นนี้ หากถูกคนบ้านซ่งจับได้ มีแต่จะตายสถานเดียว นางทำได้เพียงแนบหูลงกับแผ่นไม้เก่าๆ ของกำแพงห้องเก็บฟืน พยายามเงี่ยหูฟังเสียงจากด้านใน

ในความเงียบสงัดของยามค่ำคืน นางได้ยินเสียงลมหายใจที่แผ่วเบา... และแล้ว...

"แค่ก... แค่ก... แค่กๆๆ!"

เสียงไอดังขึ้นจากด้านใน มันไม่ใช่เสียงไอธรรมดาๆ ของคนเป็นหวัด แต่เป็นเสียงไอลึกกร่อนที่ดังมาจากส่วนลึกของทรวงอก ฟังดูแหบแห้งและเต็มไปด้วยเสมหะข้นคลั่ก เป็นเสียงที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอดอย่างนางจดจำได้ทันที!

นี่มันคืออาการของภาวะปอดอักเสบ!

ในยุคสมัยที่การแพทย์ยังล้าหลังเช่นนี้ โรคปอดอักเสบสำหรับเด็กเล็กวัยสี่ขวบที่ร่างกายขาดสารอาหาร... แทบไม่ต่างอะไรกับคำพิพากษาจากยมโลก!

หัวใจของหลินหว่านชิวพลันเย็นเยียบราวกับตกลงไปในถ้ำน้ำแข็ง ความคิดที่จะหาทางเก็บเงินเพื่อมาไถ่ตัวลูกในวันข้างหน้าพังทลายลงในพริบตา ไม่ต้องรอให้ถูกขายให้พ่อค้าทาส... หากปล่อยไว้เช่นนี้ ลูกชายของนางอาจจะสิ้นใจได้ทุกเมื่อ