ลอบตรวจไข้ เนตรสแกนโรคทำงาน
ความตระหนกและเย็นเยียบแล่นจับขั้วหัวใจของหลินหว่านชิวในทันทีที่สิ้นเสียงไออันน่าหวาดหวั่นนั้น คำพูดของสองย่าหลานตระกูลซ่งที่เพิ่งได้ยินมาเลือนหายไปจากโสตประสาทจนหมดสิ้น บัดนี้ในห้วงคำนึงของนางมีเพียงสิ่งเดียวคือชีวิตที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายของบุตรชาย
ปอดอักเสบ! ในยุคสมัยที่ปราศจากยาปฏิชีวนะเช่นนี้ สำหรับเด็กน้อยที่ร่างกายผ่ายผอมขาดสารอาหาร มันไม่ต่างอันใดกับคำพิพากษาประหารจากพญายม!
นางไม่อาจรอได้อีกต่อไป! ไม่ว่าจะเป็นวันพรุ่ง หรือแม้แต่รุ่งสางก็ตามที ทุกวินาทีที่ผ่านไปคือการปล่อยให้เปลวเพลิงแห่งความตายลุกลามเผาผลาญชีวิตน้อยๆ ให้มอดไหม้
หลินหว่านชิวตัดสินใจในบัดดล นางกัดฟันกรอด ข่มความเจ็บปวดทั่วร่าง เคลื่อนกายอย่างแผ่วเบาราวภูตพรายในเงามืด ร่างของนางซ่อนเร้นอยู่หลังกองฟืนเก่าที่วางระเกะระกะอยู่นอกตัวเรือน ดวงตาคู่คมกวาดมองไปรอบบริเวณอย่างระแวดระวัง เมื่อแน่ใจว่าทุกชีวิตในบ้านตระกูลซ่งได้จมดิ่งสู่ห้วงนิทราแล้ว นางจึงค่อยๆ คืบคลานไปยังประตูห้องเก็บฟืนที่บุตรชายถูกขังอยู่
แผ่นไม้เก่าผุพังถูกลงสลักไว้อย่างลวกๆ จากด้านนอก นางใช้กิ่งไม้แห้งที่หาได้ในบริเวณนั้น ค่อยๆ แซะสลักประตูอย่างเชื่องช้าและเงียบเชียบที่สุด หัวใจของนางเต้นระรัวดุจกลองศึก ทุกครั้งที่เนื้อไม้เสียดสีกันจนเกิดเสียง นางจะหยุดนิ่ง สูดลมหายใจลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนจะลงมืออีกครั้ง
ในที่สุด สลักไม้ก็หลุดออก!
นางแง้มบานประตูออกอย่างเชื่องช้า เพียงให้เกิดช่องว่างพอที่ร่างของนางจะแทรกเข้าไปได้ กลิ่นอับชื้นของฟืนเก่าผสมกับกลิ่นไอป่วยไข้ที่คุ้นเคยในฐานะแพทย์ปะทะเข้ากับจมูกอย่างจัง ภายในห้องมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์นวลที่ลอดผ่านรูโหว่บนหลังคา สาดส่องลงมาเป็นลำ ทำให้พอมองเห็นภาพรางๆ
บนกองฟางแห้งๆ ที่มุมห้อง ร่างเล็กผอมบางของเด็กชายคนหนึ่งนอนขดตัวอยู่ เนื้อตัวสั่นเทาไม่หยุดแม้จะหลับใหล ใบหน้าเล็กๆ นั้นแดงก่ำจากพิษไข้ ลมหายใจติดขัดและมีเสียงหวีดแหลมแทรกออกมาเป็นระยะ
ภาพที่เห็นบีบหัวใจของหลินหว่านชิวจนเจ็บปวดรวดร้าว นี่คือซ่งเสี่ยวเป่า ลูกชายของเจ้าของร่างเดิม...และบัดนี้คือลูกชายของนาง!
นางคุกเข่าลงข้างๆ ร่างเล็กอย่างนุ่มนวลที่สุด ปลายนิ้วเย็นเฉียบของนางค่อยๆ สัมผัสลงบนหน้าผากของเด็กน้อย ความร้อนที่แผ่ออกมานั้นสูงจนน่ากลัว หากปล่อยไว้เช่นนี้ ไม่ช้าสมองของเด็กน้อยต้องได้รับความกระทบกระเทือนเป็นแน่
"ต้องตรวจให้ละเอียด!" นางพึมพำกับตนเอง
หลินหว่านชิวรวบรวมสมาธิ วางปลายนิ้วลงบนข้อมือเล็กๆ ของซ่งเสี่ยวเป่าในตำแหน่งจับชีพจร ทันทีที่สัมผัส นางพลันหลับตาลงและเปิดใช้งานความสามารถพิเศษที่ได้รับมา
"เปิดระบบเนตรสแกนโรค!"
ในห้วงมโนสำนึกของนาง พลันปรากฏม่านแสงสีฟ้าอ่อนขึ้น โครงสร้างร่างกายของเด็กน้อยถูกจำลองขึ้นเป็นภาพสามมิติโปร่งแสงอย่างน่าอัศจรรย์ เส้นสายพลังงานสีเขียวจางๆ ที่ควรจะไหลเวียนอย่างราบรื่น บัดนี้กลับติดขัดและอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด บ่งบอกถึงภาวะร่างกายที่อ่อนแอและขาดสารอาหารอย่างรุนแรง
แต่ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า คือบริเวณปอดทั้งสองข้างของเด็กน้อยนั้น ปรากฏจุดสีแดงฉานที่กำลังลุกลามดั่งเปลวเพลิง มันคือภาพจำลองของการอักเสบและการติดเชื้อที่รุนแรง เสียงสังเคราะห์ที่ไร้ความรู้สึกดังขึ้นในหัวของนาง
[กำลังสแกน...วิเคราะห์ผล...พบภาวะขาดสารอาหารระดับรุนแรง ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและภูมิคุ้มกันโดยรวม...ตรวจพบการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง (Severe Lower Respiratory Tract Infection) ในระดับวิกฤต...อุณหภูมิร่างกายปัจจุบัน 39.8 องศาเซลเซียส...คำแนะนำ: จำเป็นต้องลดไข้และให้ยาปฏิชีวนะโดยด่วนที่สุด!]
ทุกถ้อยคำที่ระบบประมวลผลออกมานั้น ตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายที่นางหวาดกลัว อาการของเสี่ยวเป่าหนักหนาสาหัสกว่าที่นางคาดการณ์ไว้มากนัก!
ในขณะที่หลินหว่านชิวกำลังตื่นตระหนกกับผลสแกน ร่างเล็กบนกองฟางพลันขยับตัว ริมฝีปากแห้งผากของเขาขยับพึมพำเสียงแผ่วเบาออกมาจากลำคอที่แห้งผาก
"แม่...ท่านแม่...อย่าทิ้งเป่าเอ๋อร์ไป..."
หยาดน้ำใสๆ ไหลรินจากหางตาที่ปิดสนิทของเด็กน้อย
คำพูดละเมอเพียงประโยคสั้นๆ นั้นกลับกระแทกเข้าใส่ส่วนที่อ่อนนุ่มที่สุดในหัวใจของหลินหว่านชิวอย่างจัง ความรู้สึกผูกพันอันลึกซึ้งที่ตกค้างมาจากเจ้าของร่างเดิมปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง ผสมผสานกับความสงสารและความรักในฐานะแม่คนหนึ่งของเธอเองจนแยกไม่ออก น้ำตาหยดหนึ่งรินไหลจากหางตาของนางโดยไม่รู้ตัว
นี่คือลูกของข้า! คือสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ของข้าในโลกใบนี้!
ไม่ว่าใครหน้าไหนก็อย่าได้คิดจะมาพรากเขาไปจากข้า! ไม่ว่าจะเป็นตระกูลซ่งที่ใจดำอำมหิต หรือแม้แต่พญายมก็ไม่มีสิทธิ์!
ปณิธานอันแรงกล้าจุดประกายขึ้นในแววตาของนาง หลินหว่านชิวเช็ดน้ำตาอย่างรวดเร็ว ความลังเลทั้งหมดมลายหายไปสิ้น บัดนี้นางมีเพียงเป้าหมายเดียว คือต้องรักษาชีวิตลูกชายไว้ให้ได้
นางเข้าสู่ห้วงมิติส่วนตัวของตนเองอย่างรวดเร็ว ตรงไปยังตู้โอสถพิศวงที่เก็บยาจากโลกสมัยใหม่ นางหยิบยาปฏิชีวนะสำหรับเด็กและยาลดไข้ชนิดเม็ดออกมาอย่างละหนึ่งเม็ด นางไม่มีเวลามาต้มยาหรือทำสิ่งใดที่ต้องใช้เวลานาน
นางกลับออกมาจากห้วงมิติ วางเม็ดยาทั้งสองลงบนเศษกระเบื้องสะอาดที่พกติดตัวมา ใช้หินก้อนเล็กๆ บดมันจนเป็นผงละเอียดดุจธุลี จากนั้นจึงเปิดขวดน้ำผึ้งเล็กๆ ที่นางแอบนำออกมาจากมิติด้วย เทผสมลงไปเล็กน้อยแล้วคนให้เข้ากันจนกลายเป็นยาข้นๆ สีเหลืองอำพัน กลิ่นหอมหวานของน้ำผึ้งช่วยกลบกลิ่นยาได้เป็นอย่างดี
หลินหว่านชิวช้อนศีรษะของซ่งเสี่ยวเป่าขึ้นมาวางบนตักอย่างแผ่วเบา นางใช้นิ้วก้อยป้ายยาที่ผสมไว้ ค่อยๆ ทาลงบนริมฝีปากที่แห้งแตกของเด็กน้อย ความหวานของน้ำผึ้งกระตุ้นสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด เด็กน้อยเริ่มขยับลิ้นเลียริมฝีปากอย่างช้าๆ ก่อนจะค่อยๆ กลืนยาขมที่ซ่อนอยู่ในความหวานนั้นลงคอไปทีละน้อย
นางป้อนยาให้ลูกชายจนหมดสิ้นด้วยความอดทนและอ่อนโยนอย่างที่สุด จากนั้นจึงจัดให้เขานอนลงในท่าที่สบายขึ้น ใช้ผ้าเช็ดหน้าที่ชุบน้ำเย็นพอหมาดๆ จากในมิติมาเช็ดตัวลดไข้ให้เขาอย่างเบามือ
ในที่สุด ลมหายใจของซ่งเสี่ยวเป่าก็เริ่มสม่ำเสมอขึ้น ความกระสับกระส่ายทุเลาลง ใบหน้าที่แดงก่ำเริ่มมีสีระเรื่อขึ้นเล็กน้อย หลินหว่านชิวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกไปได้เปลาะหนึ่ง
ทว่า...นางยังไม่ทันจะได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่
ทันใดนั้น! เสียงฝีเท้าแผ่วเบาทว่าชัดเจนกลับดังขึ้นจากลานบ้านด้านนอก...กำลังมุ่งตรงมายังทิศทางของห้องเก็บฟืน!
หัวใจของหลินหว่านชิวพลันหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม! ร่างกายของนางแข็งทื่อ ในห้องที่มืดและคับแคบเช่นนี้ นางไม่มีที่ให้หลบซ่อน! หากถูกจับได้ในยามวิกาลเช่นนี้ ทั้งนางและลูก...มีแต่ตายสถานเดียว