บุกเขาหมอกซ่อน ค้นหาสมุนไพรตั้งตัว

เสียงฝีเท้าที่ย่ำใกล้เข้ามาพลันหยุดลงกะทันหัน ณ ปลายสุดของห้องเก็บฟืน หัวใจของหลินหว่านชิวที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายแทบจะหยุดเต้น นางกลั้นหายใจอย่างสุดกำลัง โอบกอดร่างเล็กของซ่งเสี่ยวเป่าไว้แนบแน่นราวกับเป็นเกราะป้องกันสุดท้าย ในความมืดมิดและเงียบสงัดนี้ ทุกเสียงล้วนดังชัดเจนจนน่าหวาดหวั่น

นางได้ยินเสียงลมหายใจฟืดฟาดไม่สม่ำเสมอ ตามด้วยเสียงพึมพำสบถสาบานอย่างไม่เป็นศัพท์ คล้ายคนเมามายที่หลงทิศทาง จากนั้นจึงเป็นเสียงของเหลวสาดกระทบพื้นดิน ตามด้วยเสียงเรออย่างน่ารังเกียจ ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่นั้นจะเดินโซซัดโซเซจากไปอย่างช้าๆ

เมื่อทุกอย่างกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง หลินหว่านชิวจึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจที่อั้นไว้ออกมาอย่างแผ่วเบา ร่างกายที่แข็งเกร็งดุจหินผาค่อยๆ คลายลง ความตึงเครียดเมื่อครู่ทำให้เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมไปทั่วแผ่นหลัง โชคยังดี...เป็นเพียงชาวบ้านขี้เมาที่เดินมาปลดทุกข์ในที่ลับตาคนเท่านั้น หากเป็นคนของตระกูลซ่ง นางกับลูกคงไม่อาจจินตนาการถึงชะตากรรมของตนเองได้เลย

นางก้มลงมองใบหน้าของบุตรชายที่หลับใหลอย่างสงบ แม้ไอร้อนจากร่างกายจะยังคงมีอยู่ แต่ก็ทุเลาลงกว่าเมื่อครู่มากนัก ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอและลึกกว่าเดิม แสดงให้เห็นว่ายาจากโลกอนาคตเริ่มออกฤทธิ์แล้ว

ทว่า...การรอดพ้นจากวิกฤตเฉพาะหน้าไม่ได้ทำให้สถานการณ์โดยรวมดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ยาที่นางมีนั้นมีปริมาณจำกัด หากเสี่ยวเป่าอาการทรุดลงอีกครั้ง นางจะทำเช่นไร? ที่สำคัญกว่านั้นคือแผนการชั่วร้ายของหวังชุ่ยฮวาและโจวกุ้ยฟางที่คิดจะขายลูกชายของนางยังคงวนเวียนอยู่ในหัวราวกับอสรพิษที่รอวันฉกกัด

นางไม่อาจรอชะตากรรมอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไปแล้ว!

การถูกกักขังในห้องเก็บฟืนที่ไร้ซึ่งอาหารและน้ำดื่มก็เลวร้ายพอแล้ว แต่การต้องอยู่อย่างหวาดระแวงว่าลูกชายจะถูกพรากไปขายเป็นทาสนั้นคือขุมนรกที่นางไม่อาจยอมรับได้ นางต้องหาเงิน! ต้องมีเงินมากพอที่จะไถ่ตัวลูกชายคืนมาตามที่นางเคยประกาศกร้าวไว้ และต้องมีเงินมากพอที่จะพาทั้งสองชีวิตหนีไปจากตระกูลซ่งที่ไร้หัวใจนี้ให้จงได้!

แต่ในสภาพที่นางสิ้นเนื้อประดาตัวเช่นนี้ จะหาเงินจากที่ใด?

ดวงตาของหลินหว่านชิวทอประกายเด็ดเดี่ยวขึ้นมาวูบหนึ่ง ในห้วงความคิดของนางพลันปรากฏภาพของเทือกเขาสูงใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลังหมู่บ้านหลิวสุ่ย... ‘เขาหมอกซ่อน’

ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เขาหมอกซ่อนคือสถานที่ต้องห้ามที่เต็มไปด้วยภยันตราย ชาวบ้านต่างเล่าลือกันว่าผืนป่าด้านในนั้นลึกลับซับซ้อนราวกับค่ายกลธรรมชาติ หมอกลงจัดตลอดทั้งปีจนทำให้ผู้ที่เข้าไปหลงทางได้โดยง่าย ยังไม่นับรวมถึงสัตว์ป่าดุร้ายและอสรพิษนานาชนิดที่พร้อมจะคร่าชีวิตผู้บุกรุกได้ทุกเมื่อ แต่สำหรับหลินหว่านชิว แพทย์หญิงจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแล้ว ภูเขาที่น่าพรั่นพรึงในสายตาชาวบ้าน กลับเป็นขุมทรัพย์ทางธรรมชาติอันประเมินค่ามิได้!

ด้วยความรู้ทางพฤกษศาสตร์ผนวกกับระบบมิติหยกโอสถ นางมั่นใจว่าตนเองจะสามารถค้นหาสมุนไพรล้ำค่าที่ซ่อนอยู่บนภูเขาลูกนั้นได้อย่างแน่นอน นี่คือหนทางรอดเพียงหนึ่งเดียวของนางและลูกในเพลานี้!

เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น หลินหว่านชิวก็ไม่รอช้า นางรอจนกระทั่งแสงแรกของรุ่งอรุณเริ่มจับขอบฟ้า เสียงไก่ขันเริ่มดังแว่วมาประปราย เป็นสัญญาณว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว นางค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นอย่างเงียบกริบที่สุดเท่าที่จะทำได้ จัดแจงให้ซ่งเสี่ยวเป่านอนในท่าที่สบาย ห่มฟางแห้งให้เขาอีกชั้นหนึ่ง ก่อนจะลอบย่องออกจากห้องเก็บฟืนราวกับเงาไร้ตัวตน

อากาศยามเช้าตรู่ในแถบชนบทนั้นเย็นยะเยือกจนแทบจะบาดผิว หลินหว่านชิวเดินลัดเลาะไปตามทางเดินเล็กๆ ท้ายหมู่บ้าน มุ่งหน้าสู่ทิศทางของเขาหมอกซ่อน ระหว่างทาง นางสวนกับหญิงชาวบ้านสองสามคนที่ตื่นขึ้นมาทำงานตั้งแต่เช้ามืด พวกนางมองมาที่หลินหว่านชิวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยการเยาะหยันและดูแคลน

“ดูนั่นสิ สะใภ้กาลกิณีตระกูลซ่งมิใช่หรือ? แต่งกายซอมซ่อถึงเพียงนี้ จะเดินไปที่ใดกันตั้งแต่เช้ามืด” หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเสียดสี

“ทิศทางนั้นมุ่งหน้าไปทางเขาหมอกซ่อนมิใช่รึ? สวรรค์! นางคิดจะไปตายหรืออย่างไรกัน” อีกคนหนึ่งอุทานด้วยน้ำเสียงราวกับได้เห็นเรื่องตลกที่สุดในโลก “คนปกติยังไม่กล้าเหยียบย่างเข้าไปลึกๆ เลย แต่นาง...คงคิดว่าชีวิตตนเองไร้ค่า ถูกสามีทอดทิ้ง ถูกแม่สามีขับไล่ เลยคิดสั้นกระมัง”

“น่าสมเพชนัก บางทีอาจจะไปให้สัตว์ป่าลากไส้กินก็เป็นได้ จะได้หมดเวรหมดกรรมกันไปเสียที!”

เสียงหัวเราะคิกคักและคำพูดถากถางดังไล่หลังมาไม่ขาดสาย ทว่าหลินหว่านชิวกลับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย นางยังคงก้าวเดินต่อไปด้วยฝีเท้าที่มั่นคง ใบหน้าเรียบเฉยราวน้ำนิ่งในบ่อลึก แต่ภายในใจกลับลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น คนเหล่านี้ไม่เคยรู้เลยว่าความทุกข์ระทมที่นางกำลังเผชิญอยู่มีสาเหตุมาจากสิ่งใด พวกเขารู้เพียงแต่จะซ้ำเติมผู้ที่ล้มลง...ช่างเถิด วันหนึ่งข้างหน้า นางจะทำให้คนเหล่านี้ต้องมองนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปให้จงได้!

ไม่นานนัก นางก็มาถึงทางเข้าเขาหมอกซ่อน สมดังชื่อของมันโดยแท้...ม่านหมอกสีขาวขุ่นหนาทึบลอยตัวต่ำ ปกคลุมทางเข้าป่าจนแทบมองไม่เห็นเส้นทางเบื้องหน้า ต้นไม้โบราณสูงตระหง่าน แผ่กิ่งก้านสาขาราวกับแขนของปีศาจที่เชื้อเชิญให้ผู้คนหลงเข้าไปในกับดัก กลิ่นอายชื้นแฉะของดินและใบไม้ที่เน่าเปื่อยผสมปนเปกับความลึกลับอันน่าพรั่นพรึงลอยมาปะทะจมูก เพียงแค่ยืนอยู่ตรงปากทางเข้า ก็ให้ความรู้สึกกดดันราวกับกำลังจะก้าวเข้าสู่ดินแดนอีกมิติหนึ่ง

หลินหว่านชิวสูดหายใจเข้าลึกๆ เรียกความกล้าให้ตนเอง นางหลับตาลงครู่หนึ่ง เปิดใช้งาน ‘เนตรสแกน’ ในมิติหยกโอสถ

พลัน! โลกในสายตาของนางก็เปลี่ยนไป ทิวทัศน์สีเทาหม่นของม่านหมอกกลับถูกแต่งแต้มไปด้วยจุดแสงสีต่างๆ พืชพรรณแต่ละชนิดที่ซ่อนอยู่ในป่าทึบต่างเปล่งแสงเรืองรองออกมาในมุมมองของนาง แสงสีเขียวหมายถึงสมุนไพรทั่วไปที่พบได้ดาษดื่น แสงสีฟ้าหมายถึงสมุนไพรที่มีคุณค่าพอสมควร และหากเป็นแสงสีทอง...นั่นย่อมหมายถึงสมุนไพรหายากอันล้ำค่า!

นางก้าวเท้าเข้าไปในม่านหมอกนั้นอย่างไม่ลังเล ระบบสแกนในหัวของนางทำหน้าที่ประดุจเข็มทิศและเครื่องนำทางชั้นเลิศ มันไม่เพียงแต่ชี้ตำแหน่งของสมุนไพร แต่ยังวิเคราะห์สภาพภูมิประเทศและฉายภาพเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดให้นางเห็นอีกด้วย

นางเดินลึกเข้าไปในป่าเรื่อยๆ ผ่านสมุนไพรพื้นบ้านมากมายที่เปล่งแสงสีเขียว ซึ่งนางไม่ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษ เป้าหมายของนางในวันนี้คือสมุนไพรที่สามารถทำเงินได้ในทันที และต้องเป็นที่ต้องการของตลาด!

หลังจากเดินสำรวจอยู่เกือบหนึ่งชั่วยาม ในที่สุด! ที่บริเวณเนินดินเล็กๆ ใต้เงาของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง นางก็มองเห็นจุดแสงสีทองอ่อนๆ เปล่งประกายระยิบระยับออกมาบางเบา หัวใจของหลินหว่านชิวเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น นางรีบสาวเท้าเข้าไปดูใกล้ๆ ทันที

สิ่งที่นางพบคือกลุ่มของต้นกล้าเล็กๆ ที่เพิ่งแทงยอดขึ้นมาจากพื้นดินได้ไม่นาน ใบของมันเรียวเล็กคล้ายใบหญ้าธรรมดา แต่สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างคือเส้นสีแดงชาดเล็กละเอียดที่พาดผ่านอยู่กลางใบแต่ละใบอย่างชัดเจน เมื่อกระทบกับแสงแดดที่ส่องลอดลงมาเป็นลำ เส้นสีแดงนั้นกลับทอประกายราวกับเส้นเลือดที่ยังคงมีชีวิต

“หญ้าห้ามเลือดจินฉวง!”

หลินหว่านชิวอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความยินดีจนแทบเก็บอาการไว้ไม่อยู่ นี่คือสมุนไพรชั้นเลิศในการรักษาบาดแผลสด! ในยุคสมัยที่ผู้คนต้องทำงานหนัก ใช้แรงงาน หรือแม้แต่เหล่าทหารและผู้ฝึกยุทธ์ที่มักได้รับบาดเจ็บอยู่เสมอ ยาห้ามเลือดคุณภาพดีนั้นเป็นที่ต้องการอย่างมาก หญ้าจินฉวงที่เติบโตเต็มวัยเพียงต้นเดียวก็สามารถขายได้ในราคาสูงลิบลิ่วแล้ว แม้สิ่งที่นางพบจะเป็นเพียงต้นกล้า แต่หากนำไปเพาะเลี้ยงในดินวิเศษของมิติหยกโอสถล่ะก็...มันจะเติบโตและมีสรรพคุณทางยาเข้มข้นกว่าต้นที่เติบโตตามธรรมชาติหลายเท่าตัว!

นางไม่รอช้า รีบหยิบพลั่วมือขนาดเล็กที่เตรียมมาจากในมิติออกมาอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ ขุดพรวนดินรอบๆ กลุ่มต้นกล้าอย่างแผ่วเบาที่สุดเพื่อไม่ให้รากของมันขาดเสียหาย นางขุดลึกลงไปจนมั่นใจว่าสามารถนำมันขึ้นมาได้ทั้งกอ ก่อนจะค่อยๆ ช้อนกลุ่มดินพร้อมต้นกล้าทั้งหมดขึ้นมาไว้ในมือด้วยความทะนุถนอม

ในที่สุด...ทุนตั้งตัวก้อนแรกก็อยู่ในกำมือของนางแล้ว! รอยยิ้มแห่งความหวังปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลินหว่านชิวเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน

ทว่า...ความยินดีนั้นคงอยู่ได้เพียงชั่วพริบตา

ฉับพลันนั้น! เสียงเสียดสีของใบไม้แห้งและกิ่งไม้ที่หักดัง "แกรก!" ขึ้นจากพุ่มไม้หนาทึบที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงสามจ้าง!

เสียงนั้นดังและหนักหน่วงผิดปกติ ไม่ใช่เสียงของสัตว์เล็กอย่างกระต่ายหรือไก่ป่าแน่นอน หลินหว่านชิวพลันแข็งค้างไปทั้งร่าง สัญชาตญาณเอาตัวรอดจากโลกสมัยใหม่กรีดร้องเตือนภัยอย่างรุนแรง นางค่อยๆ หันขวับไปยังทิศทางของเสียงนั้น ก่อนที่เงาดำทะมึนร่างหนึ่งจะค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากพุ่มไม้ พร้อมกับเสียงคำรามต่ำในลำคอที่สั่นสะเทือนไปทั่วผืนป่า