น้ำใจในยามยาก
เสียงฝีเท้าหยุดลงที่หน้าประตูไม้ไผ่สานอันบอบบาง ความเงียบงันในยามราตรีดุจดังผ้าคลุมผืนหนาที่กดทับลงมาจนน่าอึดอัด หลินว่านชิวกลั้นลมหายใจ หัวใจเต้นระรัวอยู่ในอก นางขยับกายอย่างเงียบเชียบไปยืนขวางระหว่างประตูกับเตียงที่น้องชายนอนหลับใหลอยู่ สองมือกำแน่นพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์
ในความมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์สีเงินยวงที่ลอดผ่านรอยแตกของหลังคา ส่องกระทบร่างเล็กๆ ของนาง ก่อเกิดเป็นเงาทอดยาวที่ดูแข็งแกร่งเกินวัย
"ว่านชิว... คือข้าเอง" เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นจากนอกประตู เป็นเสียงของสตรีที่คุ้นหู
หลินว่านชิวขมวดคิ้วเล็กน้อย เสียงนี้... คล้ายกับเสียงของท่านป้าหวัง ภรรยาของพรานป่าเฉินต้าซานที่อาศัยอยู่ห่างออกไปไม่ไกล แต่เหตุใดนางจึงมาในยามวิกาลเช่นนี้?
ด้วยความระแวงระวัง นางค่อยๆ แง้มประตูออกทีละน้อย ช่องว่างที่เปิดขึ้นเผยให้เห็นร่างของหวังชุ่ยหลิวที่หอบตะกร้าใบเล็กไว้ในอ้อมแขนอย่างมิดชิด ใบหน้าของนางฉายแววกังวลระคนสงสารเมื่อมองเข้ามาในกระท่อมที่แทบจะไม่มีสิ่งใดเลย
"ท่านป้าหวัง..." หลินว่านชิวเอ่ยเสียงเบา ความตึงเครียดในใจคลายลงทันที
หวังชุ่ยหลิวรีบแทรกตัวเข้ามาในกระท่อมอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันซ้ายหันขวาอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครติดตามมา นางวางตะกร้าลงบนโตไม้ผุๆ แล้วถอนหายใจยาว "ข้าได้ยินเรื่องของพวกเจ้าแล้ว... เฮ้อ! จางกุ้ยฮวานั่นช่างใจดำอำมหิตนัก! ทำกับเด็กกำพร้าสองคนได้ลงคอ"
นางเปิดผ้าที่คลุมตะกร้าออก ภายในมีถุงผ้าใบเล็กสองใบและมันเทศอีกหลายหัว แม้จะไม่ใช่ของมีค่ามากมาย แต่สำหรับสองพี่น้องที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องมาทั้งวัน มันคือของขวัญจากสวรรค์โดยแท้
"นี่... ข้าวสารเล็กน้อยกับมันเทศ ข้าแอบสามีข้าเอามาให้ พวกเจ้ารับไว้เถิด อย่างน้อยจะได้ต้มโจ๊กประทังชีวิตไปได้อีกหลายมื้อ" หวังชุ่ยหลิวกล่าวพลางยัดถุงข้าวสารใส่มือของหลินว่านชิว "ต้าซานสามีข้า แม้ภายนอกจะดูหยาบกระด้าง แต่เขาก็เป็นคนดี หากเขารู้ว่าข้ามา เขาก็คงไม่ว่าอะไร เพียงแต่ข้าไม่อยากให้เรื่องนี้รู้ไปถึงหูของพวกบ้านใหญ่ เดี๋ยวจะหาว่าพวกเรายุ่งไม่เข้าเรื่อง"
หลินว่านชิวมองข้าวสารในมือแล้วเงยหน้ามองหวังชุ่ยหลิว ดวงตาของนางร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม ความอบอุ่นที่ไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนานแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ ในวันที่นางและน้องชายถูกญาติแท้ๆ ทอดทิ้งราวกับสิ่งของไร้ค่า กลับมีคนนอกที่แทบไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
"ท่านป้า... ข้า..." นางพูดไม่ออก ความรู้สึกตื้นตันมันจุกอยู่ในลำคอ
หวังชุ่ยหลิวลูบศีรษะนางเบาๆ ด้วยความเอ็นดู "ไม่ต้องพูดอะไรหรอก เด็กดี ข้ารู้ว่าเจ้ายากลำบาก" นางเหลือบไปมองสภาพภายในกระท่อมที่รกร้างและทรุดโทรม ลมหนาวพัดลอดผ่านช่องโหว่ของฝาผนังเข้ามาจนน่าสะท้าน "เฮ้อ... ส่วนพวกคนใจดำนั่น ตอนนี้คงกำลังนั่งกินนอนหลับอย่างสบายใจอยู่ในบ้านอิฐหลังใหญ่ของพ่อแม่เจ้าสินะ"
คำพูดนั้นราวกับมีดที่กรีดลงบนหัวใจของหลินว่านชิว ภาพของบ้านอิฐที่อบอุ่นซึ่งเคยเป็นของครอบครัวนางผุดขึ้นมาในความคิด มันคือมรดกชิ้นสุดท้ายที่บิดามารดาทิ้งไว้ให้ แต่บัดนี้กลับถูกคนโลภช่วงชิงไปอย่างหน้าไม่อาย
"พวกเขาจะเสวยสุขได้อีกไม่นานหรอกเจ้าค่ะ" หลินว่านชิวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น ดวงตาของนางทอประกายความมุ่งมั่นอันแรงกล้าออกมา "บุญคุณของท่านป้าในวันนี้ ว่านชิวจะจดจำไว้ไม่มีวันลืม หากวันหน้าข้าตั้งตัวได้ ข้าจะตอบแทนท่านอย่างแน่นอน"
หวังชุ่ยหลิวเห็นแววตาที่เด็ดเดี่ยวเกินวัยของเด็กสาว นางก็อดที่จะประหลาดใจไม่ได้ เด็กคนนี้ดูแตกต่างจากหลินว่านชิวคนเดิมที่นางเคยรู้จักลิบลับ ดูเข้มแข็งและมีหลักการขึ้นมาก "เอาเถอะๆ แค่เจ้ากับจื่อเซวียนปลอดภัยก็พอแล้ว รีบต้มโจ๊กกินเถอะ ข้าต้องไปแล้ว เดี๋ยวจะมืดค่ำไปกว่านี้"
หลังจากส่งหวังชุ่ยหลิวกลับไปแล้ว หลินว่านชิวจึงปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา นางหันกลับมามองข้าวสารและมันเทศบนโต๊ะด้วยหัวใจที่พองโต นี่คือน้ำใจในยามยาก คือแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิด
นางไม่รอช้า เริ่มลงมือทำความสะอาดหม้อดินใบเล็กที่บิ่นไปข้างหนึ่งอย่างขะมักเขม้น นางใช้เศษผ้าเก่าเช็ดถูฝุ่นและหยากไย่ที่เกาะอยู่ตามมุมกระท่อม จัดข้าวของที่พอจะใช้การได้ให้เข้าที่เข้าทาง แม้จะทำได้ไม่มากนัก แต่กระท่อมที่เคยรกร้างก็ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้าง
จากนั้นนางจึงก่อไฟในเตาดินที่ใกล้จะพังเต็มที ตวงข้าวสารส่วนหนึ่งใส่น้ำล้างจนสะอาด แล้วหั่นมันเทศที่ล้างอย่างดีแล้วเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไปในหม้อ ขณะที่รอให้โจ๊กเดือด นางแอบเข้าไปในมิติหยกพฤกษาอย่างรวดเร็ว ตักน้ำทิพย์มรกตจากบ่อใส่ถ้วยมาเล็กน้อย แล้วรีบออกมาเทผสมลงไปในหม้อโจ๊กอย่างแนบเนียน
เพียงชั่วอึดใจ กลิ่นหอมหวานของข้าวใหม่ผสมกับมันเทศก็ลอยอบอวลไปทั่วกระท่อม มันเป็นกลิ่นที่หอมละมุนกว่าโจ๊กธรรมดาทั่วไปหลายเท่านัก เป็นกลิ่นหอมที่แฝงไปด้วยพลังชีวิตอันบริสุทธิ์
หลินว่านชิวตักโจ๊กที่เปื่อยได้ที่ขึ้นมาเป่าจนอุ่น แล้วค่อยๆ ประคองร่างน้องชายขึ้นมาพิงกับอก "จื่อเซวียน ตื่นเถิด พี่สาวต้มโจ๊กมันเทศหอมๆ ให้เจ้ากินแล้ว"
หลินจื่อเซวียนที่หลับใหลเพราะความอ่อนเพลียค่อยๆ ปรือตาขึ้นมา เมื่อได้กลิ่นโจ๊กหอมกรุ่น ท้องของเขาก็ส่งเสียงร้องออกมาเบาๆ ดวงตาที่เคยหม่นหมองบัดนี้ฉายแววอยากอาหารขึ้นมาเล็กน้อย
นางค่อยๆ ป้อนโจ๊กคำแล้วคำเล่าให้น้องชายอย่างใจเย็น โจ๊กที่ผสมน้ำทิพย์มรกตนั้นนอกจากจะหอมหวานอร่อยลิ้นแล้ว ยังให้ความรู้สึกอุ่นสบายแผ่ซ่านไปทั่วร่างทันทีที่กลืนลงไป หลินจื่อเซวียนกินโจ๊กไปได้เกือบครึ่งชาม ซึ่งมากกว่าอาหารทุกมื้อที่เขากินได้ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
หลังจากกินเสร็จ ใบหน้าที่เคยซีดขาวของเด็กชายก็เริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นมาจางๆ ลมหายใจที่เคยติดขัดก็ดูจะราบรื่นขึ้นเล็กน้อย
"พี่สาว... อร่อยมากขอรับ" หลินจื่อเซวียนเอ่ยด้วยเสียงที่แม้จะยังแหบพร่า แต่ก็ฟังดูมีเรี่ยวแรงขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เขามองหน้าพี่สาวด้วยแววตาที่สดใสขึ้น "ข้ารู้สึก... มีแรงขึ้นมานิดหน่อยแล้ว"
คำพูดเพียงประโยคเดียวของน้องชาย ทำให้หัวใจของหลินว่านชิวสั่นสะท้าน นางมองน้องชายด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและความตื้นตัน นี่คือสัญญาณที่ดี! น้ำทิพย์ได้ผลจริงๆ! มันกำลังฟื้นฟูร่างกายที่บอบช้ำของน้องชายจากภายใน!
แต่ขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปากพูดปลอบโยนน้องชายนั้นเอง หลินจื่อเซวียนพลันขมวดคิ้วน้อยๆ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย พร้อมกับไอออกมาสองสามครั้ง แต่สิ่งที่ตามออกมาไม่ใช่เสมหะธรรมดา... หากแต่เป็นก้อนเลือดสีคล้ำก้อนเล็กๆ ที่ปนเปื้อนออกมาบนฝ่ามือที่เขาใช้ปิดปาก!
หัวใจของหลินว่านชิวพลันกระตุกวูบ! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?