ตอนที่ 3

***บทที่ 3: ความลับของครอบครัวและการตัดสินใจ***

ประกายเย็นเยียบในดวงตาของไป๋จื่อเหยาค่อยๆ เลือนหายไป นางถอนจิตสำนึกออกจากมิติพฤกษาหมื่นกำเนิดกลับสู่ห้องนอนที่คุ้นเคย กลิ่นอายโบราณและอำนาจลึกลับของ ‘เครื่องบดวิญญาณสกัดปุ๋ย’ ยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงความคิด ความมุ่งมั่นที่จะเอาชีวิตรอดและชำระแค้นในชาติภพใหม่นี้แข็งแกร่งดุจหินผา

ทว่าการเตรียมการเพื่อรับมือวันสิ้นโลกเพียงลำพังนั้นเป็นไปไม่ได้ นางจำเป็นต้องมีผู้ช่วยที่ไว้ใจได้ที่สุด และในโลกใบนี้จะมีผู้ใดที่นางจะมอบความไว้วางใจให้ได้มากไปกว่าครอบครัวของนางอีกเล่า

ไป๋จื่อเหยาเดินออกจากห้องนอน ตรงไปยังห้องนั่งเล่นที่ซึ่งบิดามารดาและน้องชายกำลังนั่งชมรายการโทรทัศน์ด้วยสีหน้าผ่อนคลาย บรรยากาศอบอุ่นภายในบ้านช่างแตกต่างจากความหนาวเหน็บในใจของนางราวฟ้ากับเหว

“ท่านพ่อ ท่านแม่ เสี่ยวหาน ข้ามีเรื่องสำคัญอย่างยิ่งจะหารือกับทุกท่าน” น้ำเสียงของนางสงบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่นที่ทำให้ทั้งสามคนต้องหันมามองเป็นตาเดียว

ไป๋ชิงซานผู้เป็นบิดาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตาจริงจังของบุตรสาวคนโต “มีเรื่องอันใดรึ จื่อเหยา?”

ไป๋จื่อเหยาไม่ตอบคำ แต่เดินไปปิดม่านหน้าต่างทุกบานจนห้องนั่งเล่นตกอยู่ในความสลัว ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับทุกคน “เรื่องที่ข้าจะพูดต่อไปนี้ อาจจะฟังดูเหลือเชื่อ แต่ข้าขอให้ทุกท่านโปรดตั้งใจฟังและเชื่อใจข้า”

นางสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสมาธิเพ่งไปยังแจกันกระเบื้องเคลือบใบเล็กที่ตั้งอยู่บนโต๊ะกาแฟ ทันใดนั้นเอง ในชั่วพริบตาที่ทุกคนยังไม่ทันได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง แจกันใบนั้นก็อันตรธานหายไปจากสายตา!

“เฮ้ย!” ไป๋เสี่ยวหานอุทานออกมาเป็นคนแรก เขาลุกพรวดขึ้นยืนถลึงตามองพื้นที่ว่างเปล่าบนโต๊ะ “แจกัน...แจกันหายไปไหน!”

ซูฮุ่ยหลานผู้เป็นมารดาเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ส่วนไป๋ชิงซานแม้จะประหลาดใจอย่างยิ่ง แต่ยังคงรักษาความสงบไว้ได้ เขาจ้องมองบุตรสาวด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์

“จื่อเหยา...นี่มัน...”

ไป๋จื่อเหยาเพียงยกยิ้มบางเบา นางแบมือขวาออกไปเบื้องหน้า แล้วพลันแจกันกระเบื้องเคลือบใบเดิมก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของนางราวกับมายากล ก่อนที่นางจะวางมันกลับลงที่เดิมอย่างแผ่วเบา

“นี่คือความลับข้อแรกของข้า” นางกล่าวเรียบๆ “ข้ามีมิติส่วนตัวที่สามารถเก็บสิ่งของได้ และมันไม่ใช่เพียงมิติเก็บของธรรมดา”

ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนั่งเล่น บรรยากาศที่เคยอบอุ่นบัดนี้หนักอึ้งไปด้วยความตื่นตะลึงและสับสน

ไป๋จื่อเหยาไม่ปล่อยให้ครอบครัวต้องจมอยู่กับความตกใจนานนัก “และเหตุผลที่ข้าต้องเปิดเผยเรื่องนี้ให้พวกท่านทราบ ก็เพราะอีกสิบปีข้างหน้า โลกที่เราอาศัยอยู่กำลังจะเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ”

นางเริ่มเล่าถึงอนาคตที่นางได้ประสบมาด้วยตนเอง...เรื่องราวของ ‘ฝนโลหิตกลายพันธุ์’ ที่จะโปรยปรายลงมาเป็นเวลาสามวันสามคืน เปลี่ยนผู้คนและสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ให้กลายเป็น ‘ซากศพเดินดิน’ ที่กระหายเลือดเนื้อ รัฐบาลล่มสลาย กองทัพแตกพ่าย พืชพรรณเหี่ยวเฉา ดินปนเปื้อนสารพิษ และโลกทั้งใบจะกลายเป็นดินแดนรกร้างที่เต็มไปด้วยอันตราย

ยิ่งเล่า สีหน้าของซูฮุ่ยหลานและไป๋เสี่ยวหานก็ยิ่งซีดเผือดลงเรื่อยๆ ความหวาดกลัวฉายชัดในแววตาของทั้งสองคน

“ซอม...ซอมบี้รึ? น้องหญิง ท่านดูภาพยนตร์มากเกินไปหรือไม่?” ไป๋เสี่ยวหานพยายามจะหัวเราะกลบเกลื่อน แต่เสียงของเขากลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่

ซูฮุ่ยหลานดึงแขนบุตรสาวไว้แน่น “จื่อเหยา...ลูกรัก นี่มันเรื่องอะไรกัน...”

มีเพียงไป๋ชิงซานที่ยังคงนิ่งเงียบ ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังบุตรสาวไม่วางตา ในฐานะวิศวกรโครงสร้างผู้ยึดมั่นในหลักการและเหตุผล เขาพยายามประมวลผลข้อมูลอันน่าเหลือเชื่อนี้อย่างหนักหน่วง การเสกของเข้าออกที่เขาเห็นกับตาเมื่อครู่ คือสิ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่อาจหาคำตอบได้ แต่มันคือความจริงที่เกิดขึ้นตรงหน้า

“จื่อเหยา” ไป๋ชิงซานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก “สิ่งที่เจ้าเล่า...เจ้าเห็นมันมาได้อย่างไร?”

ไป๋จื่อเหยาสบตากับบิดาอย่างแน่วแน่ “ข้า...ได้หวนกลับมาจากอนาคตสิบปีข้างหน้า ข้าตายไปแล้วครั้งหนึ่ง และได้รับโอกาสให้กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง”

คำสารภาพนี้หนักหน่วงยิ่งกว่าการเปิดเผยเรื่องมิติเสียอีก ซูฮุ่ยหลานแทบจะสิ้นสติไปในทันทีหากไม่ได้สามีประคองไว้ แต่สำหรับไป๋ชิงซานแล้ว คำตอบนี้กลับเป็นกุญแจสำคัญที่เชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน

ความสามารถเหนือธรรมชาติ...ความรู้แจ้งเห็นจริงในอนาคต...และความจริงจังอันแน่วแน่ในแววตาของบุตรสาวที่เขาเลี้ยงมากับมือ

“ข้าเชื่อเจ้า”

คำพูดสั้นๆ เพียงสองคำของไป๋ชิงซาน ทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดคลายลงในทันที ไป๋จื่อเหยาเองก็รู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอก นางรู้ดีว่าบิดาเป็นคนมีเหตุผล แต่ก็ไม่คาดคิดว่าเขาจะยอมรับเรื่องราวทั้งหมดได้รวดเร็วถึงเพียงนี้

ไป๋ชิงซานหันไปตบไหล่ภรรยาและบุตรชายเบาๆ “ฮุ่ยหลาน เสี่ยวหาน สิ่งที่เกิดขึ้นกับแจกันเมื่อครู่คือข้อพิสูจน์ที่ปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่าเรื่องราวในอนาคตจะจริงเท็จเพียงใด แต่การเตรียมพร้อมไว้ก่อนย่อมไม่เสียหาย เราต้องเชื่อจื่อเหยา”

เมื่อเห็นสามีผู้เป็นเสาหลักของบ้านตัดสินใจเช่นนั้น ซูฮุ่ยหลานและไป๋เสี่ยวหานก็ค่อยๆ สงบลง ความหวาดกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความกังวล

“แล้ว...แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี?” ซูฮุ่ยหลานถามเสียงสั่น

ไป๋จื่อเหยาเดินไปนั่งลงท่ามกลางครอบครัว “เราจะสร้างที่หลบภัยที่แข็งแกร่งที่สุดขึ้นมา เป็นป้อมปราการที่สามารถทนทานต่อทุกภัยพิบัติและป้องกันเราจากทุกสิ่งภายนอกได้ ข้าจะเรียกมันว่า ‘ป้อมปราการเหล็กจิ่วหยวน’ และท่านพ่อ...ข้าต้องการให้ท่านเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างทั้งหมด”

แววตาของไป๋ชิงซานทอประกายขึ้นมาทันที ความรู้ความสามารถทั้งหมดในฐานะวิศวกรโครงสร้างที่สั่งสมมาตลอดชีวิตกำลังจะได้ใช้อย่างเต็มที่ “ป้อมปราการ...บอกรายละเอียดที่เจ้าต้องการมาให้หมด ข้าจะออกแบบโครงสร้างที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เทคโนโลยีในยุคนี้จะทำได้!”

“ยอดเยี่ยม!” ไป๋จื่อเหยากล่าวอย่างยินดี “ท่านแม่ ท่านคือผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการบ้าน นับจากนี้ไป ข้าต้องการให้ท่านเริ่มวางแผนจัดทำรายการอาหาร เครื่องปรุง ยา และของใช้จำเป็นทุกอย่างที่เราต้องใช้เพื่อเอาชีวิตรอดเป็นเวลาหลายสิบปี เราจะกว้านซื้อทุกสิ่งให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ซูฮุ่ยหลานพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน แม้จะยังหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่การมีเป้าหมายที่ชัดเจนทำให้สติของนางกลับคืนมา “อาหารและเครื่องปรุงนับหมื่นตัน...ได้ แม่จะเริ่มร่างรายการทันที!”

สุดท้าย ไป๋จื่อเหยาหันไปมองน้องชาย “เสี่ยวหาน ในโลกยุควันสิ้นโลก ความแข็งแกร่งทางร่างกายคือพื้นฐานของการเอาชีวิตรอด นับจากพรุ่งนี้ไป เจ้าต้องเริ่มฝึกฝนร่างกายอย่างหนัก ทั้งการวิ่ง การต่อสู้ และการใช้อาวุธ ข้าจะหาครูฝึกที่ดีที่สุดมาให้เจ้า”

ไป๋เสี่ยวหานกำหมัดแน่น แววตาที่เคยขี้เล่นบัดนี้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “วางใจได้เลยน้องหญิง ข้าจะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องครอบครัวของเรา!”

เมื่อทุกคนเข้าใจบทบาทของตนเองแล้ว ไป๋จื่อเหยาก็กล่าวถึงขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุด “การจะทำทั้งหมดนี้ได้ เราต้องใช้เงินทุนมหาศาล...เราต้องขายทรัพย์สินทุกอย่างที่เรามี ทั้งบ้านหลังนี้ รถยนต์ หุ้นในบริษัท...ทุกอย่าง”

การตัดสินใจครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก มันหมายถึงการทิ้งชีวิตที่สุขสบายในปัจจุบันเพื่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่เมื่อมองเข้าไปในดวงตาของกันและกัน พวกเขาก็เห็นเพียงความเชื่อใจและความรักอันแน่วแน่ที่มีต่อครอบครัว

“ทำเถอะ” ไป๋ชิงซานกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “เพื่อความอยู่รอดของพวกเราทุกคน”

แผนการเอาชีวิตรอดได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ ห้องนั่งเล่นเล็กๆ แห่งนี้ แต่ทว่า การเทขายทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลไป๋โดยเฉพาะหุ้นจำนวนมหาศาลในไป๋กรุ๊ป ย่อมเป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนแวดวงธุรกิจอย่างแน่นอน และมันคงไม่อาจรอดพ้นสายตาของใครบางคนที่กำลังจับตามองการเคลื่อนไหวของไป๋จื่อเหยาอยู่ไม่ห่าง...ใครบางคนที่นางเคยเรียกว่า ‘เพื่อนรัก’