ตอนที่ 4
***บทที่ 4: ฉีกหน้าดอกบัวขาว***
ภายหลังการประชุมครอบครัวที่ปิดฉากลงด้วยความเห็นพ้องต้องกัน คืนนั้นตระกูลไป๋ก็เข้าสู่ความเงียบสงบที่แฝงเร้นกระแสคลื่นใต้น้ำอันเชี่ยวกราก ไป๋จื่อเหยามิได้รีรอแม้แต่วินาทีเดียว ทันทีที่ฟ้าสาง นางก็เริ่มต้นแผนการขั้นแรกด้วยความเด็ดขาดราวกับพญามัจจุราชผู้กุมชะตา
โทรศัพท์สายตรงถูกต่อถึงนายหน้าค้าหุ้นและผู้จัดการกองทุนที่นางไว้วางใจที่สุด คำสั่งที่เปล่งออกจากริมฝีปากบางเฉียบนั้นสั้นกระชับ แต่กลับทรงพลังราวกับประกาศิตจากสวรรค์
“ขาย... ขายหุ้นทั้งหมดของไป๋กรุ๊ปที่ข้าถือครองอยู่ ไม่ว่าราคาใดก็ตาม ข้าต้องการเงินสดทั้งหมดภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง”
ข่าวการเทขายหุ้นล็อตใหญ่มหาศาลโดยประธานบริษัทเองแพร่สะพัดไปในแวดวงธุรกิจราวกับไฟป่าลามทุ่ง ราคาหุ้นของไป๋กรุ๊ปดิ่งลงเหวในชั่วพริบตา สร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วตลาดหลักทรัพย์ บรรดานักลงทุนต่างแตกตื่นและคาดเดาไปต่างๆ นานาว่าเกิดวิกฤตการณ์อันใดขึ้นกับยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยีผู้นี้
แน่นอนว่าข่าวใหญ่เพียงนี้ย่อมไม่อาจรอดพ้นจากสายตาของผู้ที่จับจ้องนางอยู่ไม่ห่าง
บ่ายวันนั้น ขณะที่ไป๋จื่อเหยากำลังก้าวลงจากรถยนต์หรูของตนที่ลานจอดรถใต้อาคารสำนักงานใหญ่ของไป๋กรุ๊ปเพื่อจัดการเอกสารการโอนหุ้นขั้นสุดท้าย ร่างอรชรในชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ก็ปราดเข้ามาขวางทางนางไว้
“จื่อเหยา! เดี๋ยวก่อน!”
ดวงหน้างดงามหมดจดที่คุ้นเคย ดวงตาคู่สวยที่คลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใสราวกับไข่มุกกำลังจะร่วงหล่น ใบหน้าของไป๋รั่วเสวี่ยเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและผิดหวัง นางคือเพื่อนสนิทที่ไป๋จื่อเหยารักและไว้ใจที่สุดในชาติก่อน...และก็เป็นนางอีกเช่นกันที่ร่วมมือกับหลินจื่อเซวียนผลักนางลงสู่ขุมนรก
“เจ้าทำแบบนี้ได้อย่างไร!” ไป๋รั่วเสวี่ยเริ่มต้นบทละครดอกบัวขาวของนางทันที น้ำเสียงสั่นเครือราวกับจะขาดใจ “เจ้าทำร้ายจิตใจจื่อเซวียนยังไม่พออีกหรือ? เหตุใดยังต้องทุบหม้อข้าวของตัวเองด้วยการเทขายหุ้นทั้งหมด? นี่คือบริษัทที่ท่านลุงสร้างมากับมือนะ!”
ไป๋จื่อเหยามองภาพตรงหน้านิ่ง แววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี นางจดจำภาพนี้ได้ดี...ภาพของสตรีน่าสมเพชที่สวมหน้ากากแห่งความห่วงใย แต่ในใจกลับชโลมด้วยยาพิษ
“หลีกทาง” ไป๋จื่อเหยากล่าวเสียงเรียบ ปราศจากอารมณ์ใดๆ
“ไม่หลีก!” ไป๋รั่วเสวี่ยก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น พยายามจะคว้าแขนของนาง “จื่อเหยา ฟังข้านะ ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังโกรธที่จื่อเซวียนทำผิดพลาดไป แต่เขาเสียใจมากจริงๆ เขาพยายามติดต่อเจ้าทุกทางแต่เจ้าไม่เคยรับสายเขาเลย เขา...เขากินไม่ได้นอนไม่หลับ...”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า?” ไป๋จื่อเหยาปัดมือนางออกอย่างไม่ไยดี
“เกี่ยวสิ! เพราะเจ้ารักเขา!” ไป๋รั่วเสวี่ยขึ้นเสียงเล็กน้อย น้ำตาเริ่มไหลอาบแก้ม “ที่เจ้าทำเรื่องบ้าๆ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อประชดเขาใช่หรือไม่? ได้โปรดเถอะจื่อเหยา กลับไปคิดทบทวนใหม่ อย่าทำลายอนาคตของตัวเองและของทุกคนเลยนะ”
คำพูดที่เต็มไปด้วยการเสแสร้งแกล้งทำเป็นห่วงใยนั้นช่างน่ารังเกียจสิ้นดี ในชาติก่อนนางคงหลงเชื่อน้ำตาจระเข้นี่สนิทใจ และอาจยอมอ่อนข้อให้หลินจื่อเซวียน แต่ชาตินี้นางคือไป๋จื่อเหยาคนใหม่ที่กลับมาจากความตาย!
“รั่วเสวี่ย” ไป๋จื่อเหยาเอ่ยชื่อนางช้าๆ ชัดๆ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าอะไรน่าสมเพชที่สุดในโลกใบนี้?”
ไป๋รั่วเสวี่ยชะงักงัน มองนางด้วยความไม่เข้าใจ
“คือการที่สตรีบางคน... แสร้งทำเป็นห่วงใยเพื่อนรัก แต่ลับหลังกลับลอบเป็นชู้กับคู่หมั้นของเพื่อนคนนั้น”
วาจานั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของไป๋รั่วเสวี่ย! ใบหน้าที่เคยซีดเผือดด้วยการแสดง บัดนี้กลับซีดขาวลงด้วยความตื่นตระหนกอย่างแท้จริง ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ
“จะ...เจ้า...พูดเรื่องอะไรของเจ้า...”
“เรื่องของเจ้ากับหลินจื่อเซวียนอย่างไรเล่า” ไป๋จื่อเหยากระตุกยิ้มหยัน “คิดว่าข้าโง่หรือ? คิดว่าข้าไม่รู้ไม่เห็นการลอบส่งสายตาหวานซึ้งให้กันในงานเลี้ยง? หรือข้อความรักใคร่ที่พวกเจ้าแอบส่งหากันตอนที่คิดว่าข้าเผลอ?”
ทุกคำพูดของไป๋จื่อเหยาคือความจริงที่นางเพิ่งตระหนักได้หลังจากตายไปแล้วครั้งหนึ่ง มันคือเศษเสี้ยวความทรงจำที่ผุดขึ้นมาตอกย้ำความโง่เขลาของตนเองในอดีต
“ไม่จริง! เจ้าใส่ร้ายข้า!” ไป๋รั่วเสวี่ยปฏิเสธเสียงสั่น ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“ใส่ร้ายหรือ?” ไป๋จื่อเหยาก้าวตามนางไปหนึ่งก้าวเช่นกัน รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างจนบรรยากาศรอบกายเยือกเย็นลงถนัดตา “เช่นนั้นกล้ายืนยันหรือไม่ว่าสร้อยคอจี้หยกรูปหยดน้ำที่เจ้าสวมอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่เส้นเดียวกับที่หลินจื่อเซวียนใช้เงินของบริษัทข้าซื้อไปเมื่อเดือนก่อน?”
คำพูดนี้คือหมัดฮุกที่ส่งตรงเข้ากลางใจดำของไป๋รั่วเสวี่ย! นางเผลอยกมือขึ้นกุมสร้อยคอที่ซ่อนอยู่ใต้สาบเสื้อโดยไม่รู้ตัว ท่าทางนั้นคือการยอมรับที่ชัดเจนที่สุด ยิ่งกว่าคำพูดใดๆ
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาเริ่มหยุดมองด้วยความสนใจ เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้น
“พอได้แล้ว!” ไป๋รั่วเสวี่ยกรีดร้องออกมาด้วยความอับอายและตื่นกลัว “เจ้ามันบ้าไปแล้ว! ไป๋จื่อเหยา เจ้ามันอิจฉาริษยาจนเสียสติไปแล้ว!”
“อิจฉา?” ไป๋จื่อเหยาหัวเราะในลำคอ “ข้าจะอิจฉาเศษเดนที่ข้าไม่ต้องการแล้วไปทำไม?”
สิ้นคำพูดนั้น ฝ่ามือของไป๋จื่อเหยาก็ตวัดผ่านอากาศอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง
เพียะ!
เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังก้องไปทั่วลานจอดรถที่เริ่มเงียบงัน ความแรงของการตบส่งผลให้ร่างของไป๋รั่วเสวี่ยเซถลาไปด้านข้าง ใบหน้าขาวนวลปรากฏรอยนิ้วมือทั้งห้าเป็นปื้นแดงฉานอย่างชัดเจน
ทุกสายตาจับจ้องมาที่พวกนางเป็นจุดเดียว ไป๋รั่วเสวี่ยยืนนิ่งตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ความเจ็บแสบบนใบหน้าเทียบไม่ได้เลยกับความอัปยศอดสูที่ถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์ นางไม่เคยถูกหยามเกียรติเช่นนี้มาก่อนในชีวิต!
“การตบครั้งนี้” ไป๋จื่อเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาเฉียบขาด “คือค่าตอบแทนสำหรับมิตรภาพจอมปลอมของเจ้า นับจากวินาทีนี้ไป๋จื่อเหยาผู้นี้กับเจ้า...ไม่เคยรู้จักกัน!”
นางกล่าวจบก็หันหลังเดินจากไปทันที ไม่แม้แต่จะชายตามองสตรีที่ทรยศนางอีกเป็นครั้งที่สอง ทิ้งให้ไป๋รั่วเสวี่ยยืนตัวสั่นเทาอยู่ท่ามกลางสายตาดูแคลนและเสียงซุบซิบนินทาของฝูงชน ความอับอายทำให้ใบหน้าของนางร้อนผ่าวราวกับถูกไฟแผดเผา สุดท้ายจึงทำได้เพียงยกมือปิดหน้าแล้ววิ่งหนีออกจากตรงนั้นไปอย่างไม่คิดชีวิต
ฉากละครดอกบัวขาว...ได้ถูกฉีกกระชากลงอย่างไม่เหลือชิ้นดีแล้ว
เมื่อจัดการเอกสารทุกอย่างเรียบร้อย ไป๋จื่อเหยาก็กลับขึ้นมาบนรถ เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เป็นข้อความจากธนาคารแจ้งว่าเงินจำนวนมหาศาลจากการขายหุ้นได้ถูกโอนเข้าบัญชีของนางเรียบร้อยแล้ว ตัวเลขศูนย์หลายหลักที่ปรากฏบนหน้าจอสามารถทำให้คนธรรมดาล้มทั้งยืนได้ แต่มันกลับไม่ทำให้สีหน้าของไป๋จื่อเหยาเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
นางขับรถไปยังธนาคารส่วนบุคคลที่นางใช้บริการเป็นประจำ เข้าไปยังห้องนิรภัยส่วนตัวพร้อมกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่สองใบ นางสั่งถอนเงินสดออกมาจำนวนมหาศาล บรรจุใส่กระเป๋าจนเต็มแน่น ก่อนจะลากมันกลับมาที่รถยนต์ของตนเอง
เมื่อเข้ามาอยู่ในรถที่จอดในมุมอับของลานจอดรถใต้ดินเรียบร้อยแล้ว นางก็วางมือลงบนกระเป๋าเดินทางทั้งสองใบนั้น พลันหลับตาลงและใช้จิตสื่อสารกับมิติส่วนตัว
‘มิติพฤกษาหมื่นกำเนิด...เก็บ!’
สิ้นความคิด ร่างของไป๋จื่อเหยาก็เปล่งประกายแสงสีเขียวจางๆ เพียงวูบหนึ่ง กระเป๋าเดินทางสองใบที่หนักอึ้งด้วยเงินสดพลันหายวับไปจากเบาะหลังของรถยนต์ราวกับไม่เคยมีอยู่จริง! นี่คือหนึ่งในความสามารถที่สำคัญที่สุดของมิติ การเก็บของอย่างไร้ร่องรอยและไร้ขีดจำกัด การเตรียมการสำหรับวันสิ้นโลกนั้น การมีเงินสดจำนวนมากย่อมดีกว่าการมีตัวเลขในบัญชีธนาคารที่อาจไร้ค่าไปในพริบตา
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น นางก็หยิบแผนที่ประเทศผืนใหญ่ออกมากางบนเบาะข้างคนขับ นิ้วเรียวงามของนางไล่ไปตามแนวเทือกเขาและพื้นที่ห่างไกล ก่อนจะหยุดลงที่จุดๆ หนึ่ง
มันคือพื้นที่ทุรกันดารทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นสันเขาสูงชันที่ถูกลืมเลือน และมีชื่อเรียกในหมู่คนท้องถิ่นว่า ‘สันเขาซ่อนมังกร’
ในความทรงจำจากชาติก่อน ที่นี่คือหนึ่งในไม่กี่สถานที่บนโลกที่รอดพ้นจากฝนโลหิตกลายพันธุ์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ และกลายเป็นแดนสวรรค์บนดินท่ามกลางโลกที่ล่มสลาย
ดวงตาของไป๋จื่อเหยาทอประกายคมปลาบแฝงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า
“ขั้นตอนต่อไป... สันเขาซ่อนมังกร ไม่ว่าต้องใช้เงินเท่าไร หรือต้องเจอกับอุปสรรคใด ข้าต้องได้ที่ดินผืนนั้นมาครอบครอง!”