ตอนที่ 5

***บทที่ 5: กว้านซื้อสันเขาซ่อนมังกร***

สายลมแห่งที่ราบสูงทางตะวันตกเฉียงเหนือพัดพาเอาความแห้งแล้งและกลิ่นอายเปลี่ยวร้างมาปะทะรถยนต์ที่กำลังวิ่งอยู่บนถนนดินขรุขระ สองข้างทางมีเพียงเนินเขาหัวโล้นและพงหญ้าสีเหลืองซีดที่ขึ้นอยู่ประปราย สะท้อนถึงความทุรกันดารที่ถูกลืมเลือน

ไป๋ชิงซานซึ่งนั่งอยู่ข้างคนขับขมวดคิ้วมุ่น มองทิวทัศน์เวิ้งว้างด้วยแววตากังวล “จื่อเหยา ที่นี่มันรกร้างเกินไปแล้วจริงๆนะ เหตุใดเราต้องเลือกสถานที่เช่นนี้ด้วยเล่า?”

“ท่านพ่อ ท่านมองเพียงปัจจุบัน แต่ข้ามองไปถึงอนาคตอีกสิบปีข้างหน้า” ไป๋จื่อเหยาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ดวงตาของนางยังคงจับจ้องไปยังเส้นทางเบื้องหน้า “ความรกร้างในวันนี้ คือปราการธรรมชาติที่ดีที่สุดในวันหน้า ที่นี่ห่างไกลจากความเจริญ ไร้ซึ่งมูลค่าในสายตาคนส่วนใหญ่ นั่นจึงเป็นโอกาสของเรา”

บุตรสาวที่เคยอ่อนหวานบัดนี้กลับแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและสายตาที่มองการณ์ไกลจนน่าประหลาดใจ ไป๋ชิงซานได้แต่ถอนหายใจเบาๆ เขาเลือกที่จะเชื่อมั่นในการตัดสินใจของนาง

ไม่นานนัก รถก็มาจอดเทียบหน้าร้านน้ำชาเก่าซอมซ่อแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดนัดหมายกับนายหน้าค้าที่ดินท้องถิ่น ชายวัยกลางคนร่างผอมเกร็งสวมเสื้อผ้ามอซอ รีบปรี่เข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มประจบประแจงทันทีที่เห็นรถยนต์หรูหราของพวกนาง

“คุณหนูไป๋ ท่านพ่อของคุณหนูสินะครับ เชิญๆ ด้านในก่อน” นายหน้าแซ่หวังผายมือเชื้อเชิญอย่างนอบน้อม

ภายในร้านมีเพียงโต๊ะไม้เก่าๆ สองสามตัว ไป๋จื่อเหยาและบิดานั่งลงโดยไม่แสดงท่าทีรังเกียจใดๆ

“ที่ดินบนสันเขาซ่อนมังกรที่ข้าต้องการเป็นอย่างไรบ้าง?” ไป๋จื่อเหยาเปิดประเด็นทันที ไม่มีการอารัมภบทให้เสียเวลา

นายหน้าหวังยิ้มจนตาหยี “เรียบร้อยครับคุณหนู ที่ดินผืนนั้นกว้างใหญ่ไพศาล เป็นกรรมสิทธิ์ของชาวบ้านหลายสิบครัวเรือน ข้าเจรจาให้หมดแล้ว พวกเขายินดีขาย... แต่ว่าราคานั้น...” ชายผู้นั้นลากเสียงยาว พลางชำเลืองมองนางด้วยสายตาประเมินค่า

“ว่ามา”

“ทั้งหมด... ห้าสิบล้าน”

ไป๋ชิงซานแทบสำลักน้ำชา! ที่ดินรกร้างบนภูเขาหัวโล้นเช่นนี้ ต่อให้รวมกันทั้งหมดก็ไม่น่าจะมีราคาสูงถึงห้าล้านด้วยซ้ำ แต่นี่กลับเรียกสูงถึงสิบเท่า!

ทว่าไป๋จื่อเหยากลับยังคงสงบนิ่ง นางเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ราคานี้สูงกว่าที่ข้าประเมินไว้มากนัก”

“โอ้ย คุณหนูไม่ทราบหรอกครับ ที่ดินแถบนี้ถึงจะดูทุรกันดาร แต่ฮวงจุ้ยเป็นเลิศนะครับ! เป็นทำเลมังกรซ่อนกาย พยัคฆ์หมอบ อีกไม่นานต้องมีนายทุนใหญ่มาพัฒนาแน่นอน ราคานี้ถือว่าสมเหตุสมผลแล้ว” นายหน้าหวังแก้ต่างเป็นพัลวัน

ขณะนั้นเอง ประตูร้านก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏกายของกลุ่มชายฉกรรจ์เจ็ดแปดคน แต่ละคนมีรอยสักเต็มตัว ท่าทางหาเรื่องอย่างเห็นได้ชัด ชายผู้นำมีรอยแผลเป็นพาดผ่านคิ้วซ้าย จ้องมองมาที่สองพ่อลูกด้วยสายตาไม่เป็นมิตร

“นายหน้าหวัง สองคนนี้รึที่อยากจะมาซื้อที่ของพวกข้า?” น้ำเสียงของมันห้าวหาญแฝงแววคุกคาม

นายหน้าหวังรีบลุกขึ้นโค้งคำนับ “พี่ใหญ่หู่ สองท่านนี้มาจากในเมือง สนใจที่ดินบนสันเขาครับ”

ไป๋จื่อเหยาหรี่ตาลง ในที่สุดตัวละครที่แท้จริงก็ปรากฏตัว นางมองทะลุแผนการตื้นๆ นี้ได้อย่างง่ายดาย นายหน้าผู้นี้คงเป็นเพียงหุ่นเชิด ส่วนกลุ่มนักเลงตรงหน้านี้ต่างหากคือเจ้าของที่ดินตัวจริงที่หวังจะขูดรีดนาง

“คุณหนูผู้สูงศักดิ์” พี่ใหญ่หู่เดินเข้ามาหยุดตรงหน้าโต๊ะ ใช้สายตาดุร้ายจ้องเขม็งมาที่นาง “ที่ดินของพวกข้าบรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ ไม่ได้อยากจะขายนักหรอก แต่เห็นแก่นายหน้าหวังและเห็นว่าพวกเจ้าเดินทางมาไกล... ห้าสิบล้าน หากไม่จ่ายก็ไสหัวกลับเมืองของเจ้าไปซะ!”

บรรยากาศพลันกดดันขึ้นในทันที ไป๋ชิงซานหน้าซีดเผือด เขารีบขยับกายมาบังบุตรสาวไว้ตามสัญชาตญาณ

แต่ไป๋จื่อเหยากลับยิ้มหยันที่มุมปาก นางมองผ่านหัวหน้านักเลงราวกับมองมดปลวกตัวหนึ่ง “ที่ดินไร้ค่า กับคนไร้ราคา ช่างเหมาะสมกันดี... แต่ข้าไม่สนใจ”

นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “ท่านพ่อ เรากลับกันเถอะ”

“เฮ้ย! คิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไปง่ายๆ รึ!” ลูกน้องคนหนึ่งตะคอกพร้อมกับก้าวมาขวางทาง

ไป๋จื่อเหยาหยุดฝีเท้า หันกลับไปสบตากับพี่ใหญ่หู่โดยตรง ในแววตาของนางปราศจากความหวาดกลัว มีเพียงความเย็นชาและเฉยเมยราวกับน้ำแข็งพันปี “สุนัขที่เห่าเสียงดัง มักทำได้แค่เห่า... หลีกทาง”

คำพูดของนางเหมือนน้ำเย็นที่สาดลงบนกระทะร้อน พี่ใหญ่หู่หน้ากระตุกด้วยความโกรธ แต่เมื่อสบกับดวงตาคู่นั้น เขากลับรู้สึกเยือกเย็นวาบไปถึงสันหลังอย่างน่าประหลาด เป็นแววตาของผู้ที่เคยผ่านความเป็นความตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ความรู้สึกนี้ทำให้เขาชะงักไปชั่วครู่

ช่องว่างเพียงเสี้ยววินาทีนั้นก็เพียงพอแล้ว ไป๋จื่อเหยาจูงมือบิดาเดินผ่านกลุ่มนักเลงออกไปจากร้านน้ำชาอย่างสง่างาม ทิ้งให้พวกมันยืนงุนงงกับความเด็ดเดี่ยวที่ไม่คาดคิดของสตรีร่างบางคนหนึ่ง

เมื่อขึ้นมาบนรถ ไป๋ชิงซานก็กล่าวด้วยน้ำเสียงยังไม่หายตระหนก “จื่อเหยา! มันอันตรายเกินไปแล้ว พวกนั้นเป็นนักเลงหัวไม้ชัดๆ เราหาที่อื่นกันเถอะลูก”

“ท่านพ่อ นี่คือบททดสอบแรก” ไป๋จื่อเหยาสตาร์ทเครื่องยนต์ ดวงตาเปล่งประกายคมกล้า “ความห่างไกลและความไร้ขื่อแปของที่นี่คือจุดอ่อนที่ทำให้มันราคาถูก แต่ในวันหน้า มันจะกลายเป็นจุดแข็งที่สุด เราเพียงแค่ต้องเปลี่ยนกฎของที่นี่...ให้กลายเป็นกฎของเรา”

นางขับรถกลับเข้าเมืองที่ใกล้ที่สุดและเปิดห้องพักในโรงแรมที่ดีที่สุด ทันทีที่เข้าห้อง นางก็เปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กขึ้นมาทันที

“เงินตราซื้อทุกอย่างไม่ได้ แต่มันสามารถจ้างคนที่แก้ปัญหาเหล่านี้ได้ค่ะ”

นิ้วเรียวของนางร่อนอยู่บนแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็ว หน้าจอแสดงรายชื่อบริษัทรักษาความปลอดภัยชั้นนำของประเทศหลายแห่ง นางเลื่อนดูผ่านๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก จนกระทั่งสายตาไปหยุดอยู่ที่ชื่อๆ หนึ่ง

‘บริษัทรักษาความปลอดภัยป้อมปราการจิ่วหยวน’

ชื่อ ‘จิ่วหยวน’ ทำให้นางรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับมีชะตาบางอย่างผูกพันกันอยู่ นางคลิกเข้าไปดูรายละเอียดของบริษัท และเริ่มไล่ดูประวัติของบุคลากรระดับสูง

นางเลื่อนผ่านอดีตตำรวจและทหารมากหน้าหลายตา จนกระทั่งสายตาของนางถูกตรึงไว้ที่แฟ้มประวัติหนึ่ง

ภาพถ่ายในแฟ้มเป็นชายหนุ่มใบหน้าคมคาย แววตาดุจเหยี่ยว เฉียบคมและเยือกเย็น แม้จะเป็นเพียงภาพนิ่งแต่กลับแผ่รังสีแห่งอันตรายออกมาอย่างรุนแรง

**ชื่อ: ฉู่เหยียนเฉิน**

**ประวัติ: อดีตหน่วยรบพิเศษพยัคฆ์เหิน, ทหารรับจ้างดีเด่นแห่งสมรภูมิแอฟริกา, เชี่ยวชาญการต่อสู้ด้วยมือเปล่า การใช้อาวุธทุกชนิด และยุทธวิธีจู่โจมขนาดเล็ก... สถานะปัจจุบัน: หัวหน้าทีมปฏิบัติการภาคสนาม**

ไป๋จื่อเหยายกยิ้มที่มุมปาก “คนนี้แหละ”

นางไม่ลังเลที่จะกดโทรศัพท์ติดต่อไปยังบริษัทป้อมปราการจิ่วหยวน เสียงที่ตอบกลับมานั้นสุภาพและเป็นมืออาชีพ

“ข้าต้องการซื้อที่ดินผืนหนึ่งในเขตตะวันตกเฉียงเหนือ แต่มีปัญหาเรื่อง ‘สัตว์รบกวน’ ในท้องที่” ไป๋จื่อเหยากล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ข้าต้องการทีมที่ดีที่สุดของพวกท่าน ไปจัดการเคลียร์พื้นที่ให้เรียบร้อย และคุ้มกันความปลอดภัยจนกว่าการซื้อขายและสำรวจเบื้องต้นจะเสร็จสิ้น”

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะแจ้งตัวเลขค่าบริการ ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงพอจะซื้อคฤหาสน์หรูใจกลางเมืองหลวงได้ทั้งหลัง

“ไม่มีปัญหา” ไป๋จื่อเหยาตอบรับโดยไม่แม้แต่จะต่อรอง “แต่บริษัทของท่านรับชำระค่ามัดจำล่วงหน้า 50% เป็นเงินสดหรือไม่ สำหรับภารกิจที่ต้องการ ‘ความเป็นส่วนตัว’ ระดับสูงเช่นนี้”

หลังจากได้รับการยืนยัน นางก็วางสายไป ในความเงียบของห้องพัก นางหันไปหยิบกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่ว่างเปล่าออกมา วางมันลงบนพื้น ก่อนจะหลับตาลงแล้วสื่อสารกับมิติในห้วงจิตสำนึก

‘มิติพฤกษาหมื่นกำเนิด... เบิกเงินสด!’

เพียงพริบตาเดียว แสงสีเขียวเรืองรองก็วาบขึ้นจางๆ ภายในกระเป๋าเดินทางใบนั้น พลันปรากฏก้อนธนบัตรที่ถูกห่อด้วยพลาสติกสูญญากาศอัดแน่นจนเต็มกระเป๋า นี่คือเงินสดจำนวนมหาศาลที่นางเตรียมไว้สำหรับการนี้โดยเฉพาะ ความสามารถในการจัดเก็บและเบิกจ่ายอย่างไร้ร่องรอย คือหนึ่งในไพ่ตายที่สำคัญที่สุดของนาง

ครึ่งชั่วยามต่อมา ณ จุดนัดพบที่ตกลงกันไว้ ตัวแทนของบริษัทจิ่วหยวนได้รับกระเป๋าเดินทางใบนั้นไปพร้อมกับสัญญาที่ลงนามเรียบร้อย

ค่ำคืนนั้น ณ ร้านน้ำชาซอมซ่อบนที่ราบสูง พี่ใหญ่หู่และพรรคพวกกำลังร่ำสุราและหัวเราะกันอย่างครื้นเครง พวกมันกำลังถกเถียงกันอย่างสนุกปากว่าจะขูดรีดเงินจากคุณหนูหน้าตาสะสวยคนนั้นเพิ่มอีกเท่าไหร่ดี

“ฮ่าๆๆๆ เจ้าพวกนั้นคงขวัญหนีดีฝ่อกลับเมืองหลวงไปแล้ว ข้าว่าพรุ่งนี้พวกมันต้องซมซานกลับมาพร้อมเงินแน่นอน!”

“ใช่แล้วพี่ใหญ่ แค่เห็นหน้าพวกเราก็ฉี่ราดแล้ว!”

แต่แล้วเสียงหัวเราะของพวกมันก็พลันหยุดชะงักลงโดยพร้อมเพรียง

เบื้องหน้าร้าน ปรากฏรถยนต์ออฟโรดสีดำสนิทสามคันขับเข้ามาจอดเรียงกันอย่างเงียบเชียบราวกับภูตผี ประตูรถเปิดออกพร้อมกัน เผยให้เห็นร่างของชายชุดดำในชุดปฏิบัติการทางยุทธวิธีมากกว่าสิบคน พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงและเงียบกริบ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยจิตสังหารที่ถูกขัดเกลามาจากสนามรบจริง

พี่ใหญ่หู่เบิกตากว้าง สุราในมือร่วงหล่นลงสู่พื้น แอลกอฮอล์ที่เคยทำให้มึนเมาบัดนี้สลายไปสิ้น เหลือเพียงความเย็นเยียบที่แล่นจับขั้วหัวใจ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นสบตากับชายผู้นำที่เดินเข้ามาใกล้... แววตาคู่นั้น... มันคือแววตาเดียวกับในแฟ้มประวัติที่ไป๋จื่อเหยาเพิ่งเปิดดู!

เสียงหัวเราะครื้นเครงเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นความเงียบสงัดที่น่าขนลุก มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านสันเขาซ่อนมังกร ราวกับกำลังขับขานบทเพลงต้อนรับการมาถึงของผู้ที่จะมาเขียนกฎเกณฑ์บทใหม่ให้กับดินแดนแห่งนี้