ตอนที่ 6
***บทที่ 6: คมดาบแห่งป้อมจิ่วหยวน***
บรรยากาศภายในร้านน้ำชาซอมซ่อพลันแปรเปลี่ยนเป็นความเยียบเย็นราวกับตกอยู่ในห้วงน้ำแข็ง พี่ใหญ่หู่และสมุนของมันที่เมื่อครู่ยังคงร่ำสุราอย่างโอหัง บัดนี้กลับแข็งทื่อราวกับรูปปั้นดินเผา สุราที่เคยทำให้ใจกล้าบัดนี้ระเหยหายไปสิ้น เหลือเพียงไอสังหารอันเยียบเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของชายชุดดำเบื้องหน้า
ฉู่เหยียนเฉินก้าวเข้ามาในร้านอย่างมั่นคง ทุกย่างก้าวหนักแน่นราวกับค้อนทุบลงบนหัวใจของพวกนักเลง แววตาของเขาเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบขาดดุจคมดาบที่เพิ่งชักออกจากฝัก บรรดาลูกน้องชุดดำของเขาเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียง เข้าปิดล้อมเส้นทางหลบหนีทั้งหมดโดยปราศจากเสียงใดๆ
“พวก... พวกเจ้าเป็นใคร?!” พี่ใหญ่หู่เค้นเสียงถามออกมาอย่างยากลำบาก ความกร่างเมื่อครู่สลายไปสิ้น
ฉู่เหยียนเฉินไม่ตอบคำถามนั้น เขายื่นแฟ้มเอกสารในมือไปเบื้องหน้า “คุณไป๋จื่อเหยา ฝากคำเชิญมาให้พวกเจ้า”
พี่ใหญ่หู่มองแฟ้มด้วยความงุนงงระคนหวาดระแวง แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ไม่บ่งบอกอารมณ์ของฉู่เหยียนเฉิน เขาก็จำต้องยื่นมืออันสั่นเทาออกไปรับมันมาเปิดดู
ภายในแฟ้มคือเอกสารสัญญาว่าจ้าง พร้อมด้วยรูปถ่ายของพวกมันทุกคนในอิริยาบถต่างๆ ทั้งตอนข่มขู่คนงาน ตอนรับเงินใต้โต๊ะ และตอนร่ำสุราอยู่ในร้านแห่งนี้ รายละเอียดส่วนตัวของแต่ละคนถูกระบุไว้อย่างชัดเจนจนน่าขนลุก
“นี่มันอะไรกัน!” พี่ใหญ่หู่ตวาดกลบเกลื่อนความกลัว
“ข้อเสนอ” ฉู่เหยียนเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หนึ่ง ย้ายออกจากพื้นที่สันเขาซ่อนมังกรภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง และห้ามกลับมาเหยียบที่นี่อีกตลอดชีวิต สอง...อยู่ที่นี่ต่อไป”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้ความเงียบกัดกินหัวใจของอีกฝ่าย ก่อนจะกล่าวต่อ “แต่พวกเราจะช่วยพวกเจ้า...หาที่อยู่ใหม่”
คำพูดเรียบง่าย แต่ความหมายที่ซ่อนอยู่ทำให้พี่ใหญ่หู่และพรรคพวกหน้าซีดเผือด พวกมันรู้ดีว่า ‘ที่อยู่ใหม่’ ที่คนเหล่านี้จะมอบให้ คงไม่ใช่คฤหาสน์หรูหราเป็นแน่
ฉับพลันนั้นเอง เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากด้านนอก ไป๋จื่อเหยาในชุดเดรสเรียบง่ายแต่ดูสง่างามก้าวเข้ามาในร้าน โดยมีหญิงสาวหน้าตาคมคายผมสั้นกุดในชุดทะมัดทะแมงเดินตามประกบอยู่ด้านหลัง เธอคือฉู่เยว่ น้องสาวของฉู่เหยียนเฉิน
“ดูเหมือนการเจรจาจะราบรื่นดีนะ คุณฉู่” ไป๋จื่อเหยากล่าวพลางปรายตามองกลุ่มนักเลงที่บัดนี้ตัวสั่นงันงกราวกับลูกนกเปียกฝน
ฉู่เหยียนเฉินโค้งคำนับเล็กน้อย “เป็นไปตามที่คุณหนูคาดการณ์ไว้ทุกประการครับ”
ไป๋จื่อเหยาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหันไปทางฉู่เหยียนเฉินและฉู่เยว่ “ขอบคุณสำหรับงานในคืนนี้ ถึงเวลาพูดคุยเรื่องสัญญาของเราแล้ว”
นางผายมือไปยังโต๊ะที่สะอาดที่สุดในร้าน ฉู่เหยียนเฉินและฉู่เยว่จึงเดินตามไปนั่งลงตรงข้าม ทิ้งให้พี่ใหญ่หู่และพวกพ้องจมอยู่กับความหวาดผวาต่อไป
ไป๋จื่อเหยาวางมือลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ พริบตาต่อมา สัญญาจ้างสองฉบับที่พิมพ์อย่างประณีตก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะราวกับ变戏 (เปี้ยนซี่ - การแสดงมายากลเปลี่ยนหน้ากาก) ฉู่เหยียนเฉินและฉู่เยว่เหลือบมองการกระทำนั้นด้วยแววตาประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกออกมา พวกเขารู้อยู่แล้วว่าสตรีผู้นี้ไม่ธรรมดา
“นี่คือสัญญาจ้างระยะยาวสิบปีสำหรับพวกคุณสองคน” ไป๋จื่อเหยาเริ่มต้นอธิบาย “คุณฉู่เหยียนเฉิน ในฐานะหัวหน้าหน่วยคุ้มกันและครูฝึกสอนการต่อสู้ให้ครอบครัวของฉัน ส่วนคุณฉู่เยว่ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธและระบบป้องกัน”
นางเลื่อนสัญญาไปให้ทั้งสองคน “ค่าตอบแทนคือตัวเลขที่คุณเรียกร้องมา พร้อมโบนัสพิเศษอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ที่พักและอาหารการกินตลอดระยะเวลาสัญญา ทางเราจะจัดหาให้ทั้งหมด เงื่อนไขมีเพียงข้อเดียว...ความภักดีอย่างสมบูรณ์”
ฉู่เหยียนเฉินหยิบสัญญาขึ้นมาอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน ตัวเลขค่าจ้างนั้นมหาศาลพอที่จะทำให้คนธรรมดาทำงานไปทั้งชาติก็ยังหาไม่ได้เท่านี้ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจ สิ่งที่เขาสนใจคือความเด็ดขาดและสายตาที่มองการณ์ไกลของนายจ้างคนใหม่ผู้นี้
“คุณหนูไป๋... ท่านกำลังเตรียมการสำหรับสงครามหรือ?” ฉู่เยว่เอ่ยถามขึ้นตรงๆ ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่ไป๋จื่อเหยาอย่างไม่วางตา
ไป๋จื่อเหยายิ้มบางๆ “สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าสงครามกำลังจะมาถึง และฉันต้องการคนที่เก่งที่สุดอยู่ข้างกาย”
คำตอบนั้นคลุมเครือ แต่กลับทำให้สองพี่น้องตระกูลฉู่รู้สึกถึงความจริงจังที่หนักอึ้ง พวกเขาผ่านสมรภูมิและภารกิจเสี่ยงตายมานับไม่ถ้วน สัญชาตญาณร้องเตือนว่าสิ่งที่สตรีตรงหน้ากำลังพูดถึง คือภัยคุกคามในระดับที่พวกเขาไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน
ฉู่เหยียนเฉินวางสัญญาลงบนโต๊ะ “พวกเราตกลง” เขากล่าวหนักแน่น ก่อนจะลงนามในสัญญาโดยไม่ลังเล ฉู่เยว่เองก็ลงนามตามพี่ชายของเธอในทันที
เมื่อสัญญาถูกลงนาม ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็เปลี่ยนไปอย่างเป็นทางการ จากผู้รับจ้างอิสระ กลายเป็นข้ารับใช้คนสนิทของไป๋จื่อเหยา
“ดีมาก” ไป๋จื่อเหยากล่าว “พรุ่งนี้เช้า ไปรายงานตัวที่ไซต์งานก่อสร้าง หน้าที่แรกของคุณคือจัดการ ‘ขยะ’ ที่คอยสร้างความวุ่นวายให้หมดสิ้นไป ทำให้ทุกคนรู้ว่าดินแดนแห่งนี้มีเจ้าของแล้ว”
รุ่งเช้า ณ ไซต์งานก่อสร้างป้อมปราการจิ่วหยวน ขณะที่คนงานกำลังเริ่มทำงาน เสียงโหวกเหวกโวยวายก็ดังขึ้น กลุ่มชายฉกรรจ์หน้าตาหาเรื่องกลุ่มใหม่ นำโดยชายร่างกำยำที่มีรอยสักรูปแมงป่องบนคอ เดินอาดๆ เข้ามาในพื้นที่ก่อสร้าง พวกมันเริ่มหาเรื่องคนงานและเรียกร้องเงินค่าคุ้มครองอย่างอุกอาจ
“หยุดทำงานเดี๋ยวนี้! ใครเป็นคนคุมที่นี่ ออกมาคุยกับข้า!” หัวหน้ารอยสักแมงป่องตะโกนลั่น
คนงานต่างหวาดกลัวและหยุดมือลงทันที ผู้ควบคุมงานรีบวิ่งเข้าไปเจรจา แต่กลับถูกผลักจนกระเด็น
ในขณะที่สถานการณ์กำลังจะบานปลาย ร่างของฉู่เหยียนเฉินก็ปรากฏขึ้น เขาเดินฝ่ากลุ่มคนงานเข้ามาเผชิญหน้ากับกลุ่มนักเลงอย่างสงบนิ่ง
“ข้าคือคนที่คุมที่นี่ มีปัญหาอะไร” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“หึ! ก็ไม่มีอะไรมาก แค่อยากจะมาแนะนำตัวและเก็บค่าดูแลนิดๆ หน่อยๆ” ชายรอยสักแมงป่องกล่าวพลางแสยะยิ้ม “พวกข้าคือแก๊งแมงป่องพิษ ใครทำมาหากินในถิ่นนี้ก็ต้องจ่ายให้พวกข้าทั้งหมด”
ฉู่เหยียนเฉินพยักหน้ารับรู้ช้าๆ “เข้าใจแล้ว”
สิ้นคำพูด ร่างของเขาก็พลันเคลื่อนไหว!
มันไม่ใช่การต่อสู้ที่อึกทึกครึกโครม ไม่มีการแลกหมัดกันอย่างดุเดือด แต่เป็นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว เฉียบคม และเปี่ยมประสิทธิภาพราวกับเครื่องจักรสังหาร ฉู่เหยียนเฉินหลบหมัดของนักเลงที่พุ่งเข้ามาได้อย่างง่ายดาย มือของเขาสะบัดเพียงครั้งเดียว ข้อศอกก็กระแทกเข้าที่จุดตายบริเวณลำคอของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ ส่งผลให้ร่างนั้นทรุดลงไปนอนกองกับพื้นทันทีโดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง
นักเลงอีกสองคนที่ตามเข้ามาก็ประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน คนหนึ่งถูกหักแขนด้วยการบิดเพียงครั้งเดียว อีกคนถูกเตะเข้าที่ข้อพับจนล้มคว่ำหน้าคะมำ การเคลื่อนไหวทั้งหมดเกิดขึ้นและจบลงภายในเวลาไม่ถึงสิบวินาที
ภาพที่ปรากฏสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนในที่นั้น ทั้งคนงานและเหล่านักเลงที่เหลือต่างยืนแข็งทื่อราวกับถูกสาป
ฉู่เหยียนเฉินเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าหัวหน้ารอยสักแมงป่องที่บัดนี้หน้าซีดเป็นไก่ต้ม เขายื่นมือไปตบเบาๆ ที่แก้มของมันสองสามครั้ง “ที่นี่...เป็นเขตของป้อมจิ่วหยวน พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์มาเก็บค่าคุ้มครอง”
เขาโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูด้วยเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน “กลับไปบอกหัวหน้าของเจ้าด้วย...ว่าข้าชื่อฉู่เหยียนเฉิน ถ้าอยากจะลองดีอีกครั้ง ข้าจะไปเยี่ยมถึงรังด้วยตัวเอง”
พูดจบเขาก็ผลักร่างนั้นออกไปเบาๆ หัวหน้านักเลงถึงกับเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น มันรีบพยุงตัวเองและลูกน้องที่บาดเจ็บหนีเตลิดออกจากพื้นที่ไปอย่างไม่คิดชีวิต
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ ก่อนที่เสียงปรบมือจะดังขึ้นจากด้านข้าง ไป๋จื่อเหยาเดินออกมาจากมุมหนึ่งของไซต์งานพร้อมกับไป๋ชิงซานผู้เป็นบิดา นางเฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบด้วยแววตาพึงพอใจ
“สมกับเป็นคมดาบที่ข้าเลือกมา” นางกล่าวชม “จากนี้ไป การฝึกสอนคนของข้า และความปลอดภัยทั้งหมดของที่นี่ อยู่ในความรับผิดชอบของคุณแล้ว...หัวหน้าฉู่”
ฉู่เหยียนเฉินโค้งคำนับรับคำสั่ง ในใจกลับรู้สึกถึงความกดดันที่มองไม่เห็น สตรีผู้นี้...นางไม่ได้เพียงแค่ต้องการผู้คุ้มกัน แต่นางกำลังสร้างกองกำลังส่วนตัวขึ้นมาอย่างเงียบๆ
เขาสัมผัสได้ถึงความลับมากมายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีสงบนิ่งของไป๋จื่อเหยา แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ซักไซ้ ในเมื่อได้รับค่าจ้างมหาศาลและได้รับความไว้วางใจให้เป็น ‘คมดาบ’ หน้าที่ของดาบก็คือการฟาดฟันศัตรูตามคำสั่งของนายเหนือหัวเท่านั้น
ทว่า ขณะที่ฉู่เหยียนเฉินกำลังจะเอ่ยปากรับคำสั่งต่อไป สายตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นบางสิ่งผิดปกติที่ขอบฟ้าไกลลิบ... กลุ่มควันสีดำทะมึนกลุ่มเล็กๆ กำลังลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าจากทิศทางของเมืองหลวง มันดูไม่เหมือนควันไฟธรรมดา แต่กลับมีลักษณะที่บิดเบี้ยวและเคลื่อนไหวอย่างน่าประหลาด ราวกับเป็นลางบอกเหตุร้ายที่กำลังจะคืบคลานเข้ามา...