ตอนที่ 10

## ตอนที่10 ยังมิได้แยกเรือน เหตุใดจึงมิอาจกิน?

เฉินเหล่าผัวจื่อถูกนางย้อนจนมิอาจเอื้อนเอ่ย ซูหว่านเอ๋อร์จึงหันไปกล่าวด้วยสีหน้าสำนึกผิดต่อท่านผู้ใหญ่บ้านว่า "ท่านผู้ใหญ่บ้าน เงื่อนไขที่แม่สามีข้ากล่าวมา ข้ามิอาจรับได้จริงๆ ดังนั้น ข้าจึงมิขอแยกเรือน ต้องขออภัยที่ทำให้ท่านเสียเวลา"

"ไยต้องกล่าวเช่นนั้น!" ท่านผู้ใหญ่บ้านโบกมืออย่างมิใส่ใจ แล้วกล่าวเตือนซูหว่านเอ๋อร์ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "สะใภ้จิ่งซาน การมิแยกเรือนนั้นถูกต้องแล้ว หากแยกเรือนไป ชีวิตของพวกเจ้าสองแม่ลูกคงยากลำบากยิ่งกว่าเดิม จงวางใจเถิด ต่อไปข้าจะมาเยี่ยมเยียนเรือนของพวกเจ้าบ่อยๆ หากคนสกุลเฉินยังรังแกเจ้ากับลูก ข้าผู้เป็นผู้ใหญ่บ้านจะลงโทษพวกมันตามกฎตระกูล" สกุลเฉินเป็นตระกูลใหญ่แห่งหมู่บ้านช่างเหอ เฉินฝูเสียงมิเพียงเป็นผู้ใหญ่บ้านช่างเหอ แต่ยังเป็นผู้นำตระกูลเฉิน ดังนั้นคำกล่าวของเขาย่อมมีอำนาจ

เมื่อคนสกุลเฉินได้ยินคำกล่าวของผู้ใหญ่บ้าน สีหน้าก็พลันปรากฏความยำเกรงออกมา เฉินเหล่าผัวจื่อกัดฟันกรอดด้วยความแค้นใจ "อีหนูน้อย เมื่อเช้าเพิ่งจะตบตีข้าไป คราวนี้มีคำพูดของผู้ใหญ่บ้านหนุนหลัง มิใช่ว่าจักเหิมเกริมขึ้นไปถึงสวรรค์แล้วหรือ?"

เฉินเหล่าผัวจื่อยังคิดจะกล่าวสิ่งใด ทว่าถูกเฉินเหล่าโถวห้ามปรามไว้

ท่านผู้ใหญ่บ้านแสดงออกอย่างชัดเจนว่าจะให้การสนับสนุนเรือนสาม หากคนสกุลเฉินยังดึงดันต่อไป สุดท้ายผู้ที่ต้องอับอายก็คือพวกตนเอง

ครั้นเมื่อท่านผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านที่มามุงดูจากไป ซูหว่านเอ๋อร์จึงนำพาเฉินกุยไหลไปยังเรือนข้างของตน เฉินเหล่าผัวจื่อเห็นดังนั้น จึงร้องตะโกนขึ้นทันที "ซูหว่านเอ๋อร์ เจ้าจงหยุดเดี๋ยวนี้"

ซูหว่านเอ๋อร์หันกายกลับมาถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา "มีสิ่งใดหรือ?"

"บิดาของเจ้าและพี่ชายของเจ้าหลายคนกลับมาจากไร่นาตั้งนานแล้ว ไหงเตาไฟยังเย็นชืดอยู่ เจ้ายังมิรีบไปทำอาหารอีกรึ!" เฉินเหล่าผัวจื่อตะโกนด่า

หลี่หวยฮวาเสริมด้วยว่า "สะใภ้สาม พวกเราหิวโหยกันมาทั้งเช้าแล้ว เจ้าจงลงมือให้ว่องไวหน่อยเถิด"

เมื่อได้ยินคำกล่าวของสองแม่ผัว ซูหว่านเอ๋อร์ก็หัวเราะเย็นเยียบออกมา "หิวก็ทำกินเองสิ มิใช่ว่าแขนขาพิการเสียหน่อย ยังหวังจะกินของสำเร็จรูปอีก รึคิดว่าตนเองเป็นเจ้าที่เจ้าทางไปได้?" พวกมันคิดว่าตนเองเป็นเจ้าที่เจ้าทาง แต่ซูหว่านเอ๋อร์มิปรารถนาที่จะถูกใช้เยี่ยงทาส!

เฉินเหล่าผัวจื่อถูกซูหว่านเอ๋อร์ย้อนจนแทบจะกลอกตาขาว ในเวลานั้นเอง เฉินเหล่าโถวก็มองซูหว่านเอ๋อร์ที่มิเกรงกลัวสิ่งใดด้วยสายตาคมกริบ สุดท้ายจึงตวาดเสียงดังว่า "พอได้แล้ว อย่าส่งเสียงดังไป! ร่างกายของเรือนสามยังมิหายดี เรือนสอง เจ้ากับแม่ของเจ้าจงไปทำอาหาร ส่วนคนอื่นๆ กลับไปพักผ่อน!" เมื่อเฉินเหล่าโถวเอ่ยปาก ผู้คนอื่นๆ แม้จะมีเรื่องคับข้องใจก็มิกล้าปริปาก

เฉินเหล่าไท่ผัวเดินไปยังห้องครัวพลางบ่นพึมพำว่า "เอาแต่แสร้งป่วยเพื่อหลีกเลี่ยงงาน หากแม้แต่ข้าวก็ยังขี้เกียจทำ เช่นนั้นก็อย่ากินข้าวเลย!"

เมื่อซูหว่านเอ๋อร์ได้ยินคำกล่าวของเฉินเหล่าผัวจื่อ เท้าที่กำลังก้าวไปยังห้องพักก็ชะงักลง พลันกล่าวเสียงดังว่า "ยังมิได้แยกเรือน เหตุใดจึงมิอาจกิน!" มิเพียงแต่จักกิน ยังจักกินให้มาก กินให้พวกมันล่มจมไปเลย!

กล่าวจบ ซูหว่านเอ๋อร์ก็มิสนใจปฏิกิริยาของผู้เฒ่า แล้วจูงมือลูกชายกลับเข้าห้องไป

ผ่านไปครู่หนึ่ง ในห้องครัวก็พลันบังเกิดเสียงร้องโวยวายด้วยความเดือดดาลของเฉินเหล่าผัวจื่อ "อ๊าก ไข่ของข้า ไอ้ตัวเสนียดจัญไร กล้าดียังไงมาขโมยไข่ของข้ากิน!"

เฉินกุยไหลที่กำลังเล่นก้อนหินอยู่ในห้อง เมื่อได้ยินเสียงนั้น ร่างกายก็สั่นเทิ้มเล็กน้อย เอนกายซบลงในอ้อมอกของซูหว่านเอ๋อร์โดยสัญชาตญาณ "ท่านแม่ ท่านย่าคงมิมารังแกพวกเราใช่ไหม?"

"ไม่หรอก" ซูหว่านเอ๋อร์ลูบศีรษะของลูกชายบุญธรรมอย่างอ่อนโยน แล้วปลอบโยนว่า "ท่านย่าของเจ้าต้องทำอาหาร ไม่มีเวลามาตีพวกเราหรอก" อีกอย่าง ผู้เฒ่าได้ลิ้มรสความร้ายกาจของนางไปแล้ว คงมิกล้ามาหาเรื่องให้โดนซ้อมอีกเป็นแน่

เมื่อได้ยินคำกล่าวของมารดา เฉินกุยไหลจึงค่อยคลายใจลง แล้วเล่นก้อนหินของตนต่อไป ส่วนซูหว่านเอ๋อร์ก็ขมวดคิ้วพิจารณาบ้านเก่าโทรมที่ตนเองอาศัยอยู่

ห้องแคบๆ มีเพียงหน้าต่างเล็กๆ บานเดียว ภายในมืดมิด มิเพียงเท่านั้น ยังมีกลิ่นอับชื้นลอยมาแตะจมูก เตียงก็เป็นเพียงไม้กระดานสองแผ่นมาวางต่อกัน บนนั้นมีเพียงผ้าห่มที่ซักจนซีด ทั้งบางทั้งแข็งกระด้าง ข้างเตียงมีหีบไม้ที่สีลอกล่อน ซูหว่านเอ๋อร์เคยเปิดดู ภายในมีเพียงเสื้อผ้าเก่าๆ ที่ปะแล้วปะอีก นอกเหนือจากนั้น แม้แต่เหรียญทองแดงสักเหรียญก็ไม่มี

ซูหว่านเอ๋อร์ถอนหายใจ ดูท่าคงต้องหาทางหาเงินเสียแล้ว!

ยามนี้ยังมิถึงฤดูใบไม้ร่วง เสื้อผ้าบางๆ ผ้าห่มขาดๆ ก็ยังพอประทังไปได้ แต่เมื่อถึงฤดูหนาว หากไม่มีสิ่งใดมาป้องกันความหนาวเย็น สองแม่ลูกคงมิเพียงแต่จะอดตาย แต่คงต้องแข็งตายเป็นแน่

ขณะที่ซูหว่านเอ๋อร์กำลังคิดหาวิธีหาเงิน ในห้องครัวของสกุลเฉินก็ส่งกลิ่นหอมของข้าวสวยออกมา ซูหว่านเอ๋อร์จึงเก็บความคิดในใจไว้ก่อน แล้วพาเจ้าก้อนแป้งไปยังห้องโถง

เฉินเหล่าผัวจื่อเพิ่งจะยกอาหารมาวางบนโต๊ะ ก็เห็นซูหว่านเอ๋อร์จูงมือเฉินกุยไหลมานั่งบนเก้าอี้ ผู้เฒ่าโกรธจนคว้าตะเกียบในมือขึ้นมาหมายจะฟาดนาง "อีคนสันหลังยาว ขโมยไข่ของข้าไปมากมาย ยังคิดจะกินข้าวอีก ข้าบอกเจ้าเลยว่าไม่มีทาง รีบไสหัวออกไปจากที่นี่"

เมื่อได้ยินคำกล่าวของเฉินเหล่าผัวจื่อ ซูหว่านเอ๋อร์มิแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น คว้าทัพพีตักข้าวต้มข้นๆ ให้ตนเองและลูกชายคนละชาม

"อีตัวเสนียด จะตายรึไง กล้าดียังไงมาดื่มข้าวต้มบนโต๊ะของพวกผู้ชาย รีบเอาไปคืนให้ข้า" เฉินเหล่าผัวจื่อยังคงตะโกนด่า

ซูหว่านเอ๋อร์ยักไหล่อย่างไร้เดียงสา "ท่านแม่ ข้ายังป่วยอยู่นะ กินของดีๆ หน่อย โรคภัยจะได้หายไวๆ"

เฉินเหล่าผัวจื่อโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม รู้ว่าทำอะไรซูหว่านเอ๋อร์มิได้ จึงหันไปตะโกนใส่เฉินกุยไหลที่นั่งอยู่ข้างๆ นาง "แม่ของเจ้าป่วย แล้วเจ้าไอ้ลูกไม่มีพ่อก็ป่วยด้วยรึไง? รีบเอาข้าวต้มไปคืนให้ข้า"

"ไหลเอ๋อร์ ไม่ต้องสนใจนาง กินข้าวต้มต่อไปเถิด" ซูหว่านเอ๋อร์กล่าวกับเฉินกุยไหล

เมื่อมีแม่อยู่ข้างกาย เฉินกุยไหลก็มิได้เชื่อฟังเฉินเหล่าผัวจื่อเหมือนเช่นเคย เมื่อเห็นดังนั้น เฉินเหล่าผัวจื่อก็โกรธจนด่าทอด้วยคำหยาบคาย สรุปคือสิ่งใดที่ฟังดูน่ารังเกียจก็จะกล่าวออกมาทั้งหมด ภายหลัง ผู้เฒ่าถึงกับด่าทอซูหว่านเอ๋อร์ว่าเป็นหญิงแพศยาที่ใครๆ ก็ย่ำยีได้

เมื่อได้ยินว่าเฉินเหล่าผัวจื่อกล่าวเกินเลยมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายถึงกับกล่าวคำหยาบโลนที่เกี่ยวกับอวัยวะในร่างกาย ซูหว่านเอ๋อร์ก็หน้ามืดลง คว้าชามข้าวต้มที่ดื่มไปครึ่งหนึ่งในมือแล้วทุ่มลงบนพื้นอย่างแรง

เสียงดัง "โครม" เศษกระเบื้องแตกกระจายพร้อมกับข้าวต้มที่กระเซ็นกระสายไปทั่ว ทำให้ผู้คนอื่นๆ ในบ้านตกใจจนสะดุ้งโหยง

"ซูหว่านเอ๋อร์ อีตัวเสนียด เจ้าทำอะไร?" เฉินเหล่าผัวจื่อร้องตะโกน

"ขออภัย มือลื่นไปหน่อย" ซูหว่านเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

ข้าวสวยเป็นสิ่งที่มีค่ามากในยุคนี้ ข้าวสวยของสกุลเฉินเหล่านี้ล้วนเก็บไว้ให้ผู้ชายในบ้านที่ทำงานหนักกิน แต่ซูหว่านเอ๋อร์กลับสาดข้าวต้มทิ้งลงบนพื้น เฉินเหล่าผัวจื่ออยากจะเคี้ยวกินหัวใจของนางเสียให้ได้

"อีตัวเสนียดจัญไร ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าเป็นตัวซวย เป็นเสนียดจัญไร ข้าวสวยดีๆ กลับสาดทิ้ง เจ้า..." เฉินเหล่าผัวจื่อยังกล่าวไม่ทันจบ ซูหว่านเอ๋อร์ก็คว้าชามข้าวต้มอีกชามบนโต๊ะแล้วทุ่มลงไปอีก

เสียงดัง "โครม" ข้าวต้มหอมกรุ่นสาดกระจายไปทั่วพื้นอีกครั้ง ซูหว่านเอ๋อร์กล่าวอย่างไร้เดียงสา "ขออภัย มือลื่นอีกแล้ว ท่านด่าต่อไปเถิด ข้าจักฟังเอง"

เฉินเหล่าผัวจื่อ "... "