ตอนที่ 15
**บทที่ ๑๕ สตรีห้องสาม มิอาจปล่อยไว้ให้เนิ่นนาน!**
ครั้นสองแม่ลูกซื้อหาข้าวของเสร็จสิ้นก็ใกล้เที่ยงวัน ซูหว่านเอ๋อร์จึงพาเฉินกุยไหลไปนั่งพักใต้ร่มไม้ใหญ่แห่งหนึ่ง แล้วหยิบแผ่นไข่ม้วนที่นางทำไว้แต่เช้าตรู่สองแผ่นออกมาจากอกเสื้อ พร้อมน้ำสะอาดหนึ่งชามที่ขอมาจากชาวบ้านผู้ใจบุญ ครั้นแล้วสองแม่ลูกก็จัดการอาหารมื้อนั้นจนหมดสิ้น
เมื่ออิ่มท้อง ซูหว่านเอ๋อร์ก็นำชามไปคืนแก่เรือนผู้มีน้ำใจ แต่ระหว่างทางกลับ พลันพบกับเฉินเหล่าป๋อแห่งหมู่บ้านช่างเหอ ผู้มีอาชีพรับจ้างลากเลื่อนบรรทุกสินค้าในเมือง
เฉินเหล่าป๋อผู้นี้เป็นสามีของอู่ไน้ไน้ ทั้งสองเฒ่าต่างเอ็นดูเฉินกุยไหลยิ่งนัก ในกาลก่อนก็มักจะแอบหยิบยื่นของกินให้แก่เด็กน้อยอยู่เสมอ
ครั้นเห็นซูหว่านเอ๋อร์และบุตรชายแบกหอบสิ่งของพะรุงพะรัง เฉินเหล่าป๋อจึงร้องเรียกให้ขึ้นมานั่งบนเกวียนเทียมวัวของตน ทว่า เฉินเหล่าป๋อยังต้องนำส่งเสบียงสองกระสอบบนเกวียนให้แก่ผู้ว่าจ้างเสียก่อนจึงจะกลับหมู่บ้านได้
เมื่อเห็นดังนั้น ซูหว่านเอ๋อร์จึงเพียงนำสิ่งของขึ้นวางบนเกวียนของเฉินเหล่าป๋อ แล้วนัดหมายกับเขาว่าจะพบกันที่ปากทางเข้าตลาดในอีกหนึ่งเค่อ จากนั้นจึงจูงมือเฉินกุยไหลมุ่งหน้าไปยังตลาด
"ท่านแม่ เหตุใดเราจึงต้องเดินเที่ยวตลาดเล่าขอรับ ในเมื่อเงินทองของเราล้วนหมดสิ้นแล้ว?" เฉินกุยไหลกระพริบตาปริบๆ ถามด้วยความสงสัย
"ลูกรัก การที่แม่มาเดินตลาดในครานี้ มิใช่เพื่อซื้อหาสิ่งใด แต่เป็นการแสวงหาโอกาสทางการค้าน่ะสิ!" ซูหว่านเอ๋อร์กล่าวพลางกวาดสายตาสำรวจสินค้าที่พ่อค้าแม่ขายแต่ละแผงนำมาวางจำหน่ายอย่างละเอียด
"โอกาสทางการค้าคือสิ่งใดหรือขอรับ?" ใบหน้าเล็กๆ ของเฉินกุยไหลเต็มไปด้วยความใคร่รู้และความฉงนสนเท่ห์
"โอกาสทางการค้าก็คือหนทางสู่การทำเงินทองอย่างไรเล่า!" ซูหว่านเอ๋อร์อธิบายด้วยความอดทน
เงินสองตำลึงที่เฉินเหล่าผัวจื่อมอบให้ ช่างร่อยหรอเสียยิ่งกระไร ซื้อของเพียงเล็กน้อยก็หมดเกลี้ยงแล้ว หนทางชีวิตของซูหว่านเอ๋อร์กับลูกชายยังอีกยาวไกล จะให้คอยแบมือขอเงินจากตระกูลเฉินอยู่ร่ำไปก็ใช่ที่
ซูหว่านเอ๋อร์คิดใคร่ครวญแล้วเห็นว่า หนทางเดียวคือต้องพึ่งพาตนเองในการหาเงินทอง!
ด้วยเหตุนี้ ซูหว่านเอ๋อร์จึงพาเจ้าก้อนแป้งน้อยมาเดินสำรวจตลาด เพื่อดูว่ามีลู่ทางใดบ้างที่จะสร้างรายได้!
เมื่อซูหว่านเอ๋อร์เดินสำรวจจนทั่ว เฉินเหล่าป๋อก็ขับเกวียนเทียมวัวมาถึง สองแม่ลูกจึงขึ้นนั่งเกวียนกลับบ้าน
ด้วยความทรงจำจากร่างเดิม ซูหว่านเอ๋อร์รู้ว่าเฉินเหล่าป๋อเป็นคนมีเมตตา ดังนั้นตลอดทางที่เขาซักถาม นางจึงตอบคำถามของเขาด้วยความอดทน
เฉินเหล่าป๋อสงสัยว่าเหตุใดซูหว่านเอ๋อร์จึงพาบุตรชายไปซื้อของถึงในเมือง ซูหว่านเอ๋อร์จึงอธิบายว่าเงินทองเหล่านั้นเป็นเงินที่นางขอมาจากตระกูลเฉิน และเนื่องจากนางได้ตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลเฉินแล้ว เกรงว่าพวกเขาจะไม่แบ่งปันอาหารให้นางกับลูกชาย นางจึงซื้อแป้งและน้ำมันกลับมาเพื่อทำอาหารกินเอง
เฉินเหล่าป๋อทราบถึงสถานการณ์ของซูหว่านเอ๋อร์ในตระกูลเฉิน เมื่อได้ฟังคำกล่าวของนางก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง พร้อมกล่าวว่าหากอาหารไม่พอประทังชีวิตก็ให้มาหาพวกเขาได้ ถึงแม้สองตายายจะมิได้มีอาหารเลิศรส แต่ก็สามารถแบ่งปันให้นางกับลูกชายได้อิ่มท้อง
ซูหว่านเอ๋อร์ฟังแล้วรู้สึกขอบคุณยิ่งนัก เนื่องจากในกระเป๋าของนางไม่มีเงินทองติดตัวเลยสักอีแปะ นางจึงจดจำความเอื้อเฟื้อนี้ไว้ในใจ ตั้งมั่นว่าหากนางมีความสามารถในภายภาคหน้า จะต้องตอบแทนบุญคุณของสองตายายผู้ใจดีอย่างแน่นอน
เฉินเหล่าป๋อส่งสองแม่ลูกถึงหน้าประตูบ้านตระกูลเฉิน ในอดีตอาหารกลางวันของตระกูลเฉินล้วนเป็นฝีมือนาง ทว่าสองวันที่ผ่านมาซูหว่านเอ๋อร์ "ประท้วง" ไม่ยอมทำ อีกทั้งภรรยาของบ้านใหญ่ก็กลับไปเยี่ยมบ้านเดิม ภาระทั้งหมดจึงตกอยู่บนบ่าของหลี่หวยฮวาแต่เพียงผู้เดียว
ซักผ้า หุงข้าว ทำอาหาร มิพักต้องกล่าวถึงการให้อาหารสุกร เลี้ยงไก่ รดน้ำผักสวนครัว สารพัดงานที่นางต้องทำ ทำให้นางวุ่นวายจนหัวหมุน แม้กระทั่งอาหารกลางวันก็ยังไม่มีเวลาทำ กว่าคนในตระกูลเฉินจะได้กินข้าวก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงวัน
ครั้นเห็นซูหว่านเอ๋อร์กลับมา เฉินเหล่าผัวจื่อก็ทนไม่ได้ รีบปรี่เข้าไปที่หน้าประตูบ้าน ชี้หน้าด่าทอซูหว่านเอ๋อร์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย "อีหญิงแพศยา อีขี้เกียจ อีโจรลักเล็กขโมยน้อย เมื่อวานก็ขโมยกินไข่ไก่ของบ้านไปมากมาย วันนี้ยังกล้าขโมยอีก คิดว่าข้าแก่แล้วจะทำอะไรเจ้าไม่ได้หรืออย่างไร? เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะ..." คำพูดยังไม่ทันขาดปาก ซูหว่านเอ๋อร์ก็ตวัดสายตาคมกริบไปจ้องมอง "ท่านจะทำอะไร? จะตีข้า หรือจะไล่ข้าไปจากตระกูลนี้แทนสามีที่ตายไปของข้า?"
"ข้า ข้า ข้า..." เฉินเหล่าผัวจื่อถูกสายตาของซูหว่านเอ๋อร์จ้องมองจนขวัญผวา คำพูดที่จ่ออยู่ที่ลำคอพลันจุกอก พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
"ข้าขอย้ำอีกครั้ง ในเมื่อยังมิได้แยกบ้าน ข้ากับลูกชายจะกินของในบ้านบ้างไม่ได้เชียวหรือ?" ซูหว่านเอ๋อร์กล่าวพลางกวาดสายตาไปยังห้องโถง เสียงของนางดังขึ้นกว่าเดิม "ท่านแม่ ท่านกล่าวหาว่าข้าเป็นโจรอยู่คำแล้วคำเล่า หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป คนที่ไม่รู้ความจริงคงคิดว่าข้าเป็นโจรขโมยของไปแล้วกระมัง!"
"ได้ยินว่าน้องสี่จะลงสอบในฤดูใบไม้ร่วงนี้ หากชื่อเสียงของข้าต้องมัวหมองเพราะท่านกล่าวหา ก็คงไม่เป็นไร แต่หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปจนทำให้น้องสี่เสียชื่อเสียง ผลกระทบที่ตามมาคงใหญ่หลวงนัก!"
เป็นดังคาด เมื่อซูหว่านเอ๋อร์กล่าวเช่นนั้น เฉินเหล่าโถวที่กำลังกินข้าวอยู่ในห้องโถงก็ตวาดขึ้นทันที "อีแก่เฮงซวย หากพูดจาไม่เป็นก็หุบปากไปซะ กลับมากินข้าวเดี๋ยวนี้!"
เฉินเหล่าผัวจื่อถูกเฉินเหล่าโถวดุด่าจนไม่กล้าปริปากบ่น ทว่าเมื่อมองไปยังซูหว่านเอ๋อร์ก็รู้สึกขุ่นเคืองใจยิ่งนัก
น้องสี่ น้องสี่ อีกแล้ว น้องสี่!
อีแพศยาห้องสามกำลังกำจุดอ่อนของพวกเขาไว้ในมือเพื่อข่มเหง!
เฉินเหล่าผัวจื่อรู้สึกไม่พอใจ แล้วเฉินเหล่าโถวล่ะ จะพอใจได้อย่างไร?
แต่ถึงจะไม่พอใจก็ทำอะไรไม่ได้ ในท้ายที่สุดชื่อเสียงของลูกชายคนเล็กสำคัญที่สุด ซูหว่านเอ๋อร์กินไข่ไก่ของบ้าน พวกเขาก็ทำได้เพียงยอมรับ
เมื่อเฉินเหล่าผัวจื่อกลับเข้าไปในห้องโถง ซูหว่านเอ๋อร์ก็ช่วยเฉินกุยไหลขนของลงจากเกวียนของเฉินเหล่าป๋อ
หลี่หวยฮวาที่ทำงานมาทั้งวันมองดูสองแม่ลูกห้องสามขนของพะรุงพะรังเข้าไปในบ้านก็รู้สึกอิจฉาจนแทบคลั่ง ส่วนเฉินเหล่าผัวจื่อก็ด่าทอซูหว่านเอ๋อร์ว่าเป็นคนฟุ่มเฟือย มีเงินในมือเพียงเล็กน้อยก็ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย หากวันหน้าตระกูลเฉินไม่เลี้ยงดูพวกเขา นางคงต้องอดตายอย่างแน่นอน
เมื่อขนของกลับเข้าไปในบ้านจนหมดสิ้น ซูหว่านเอ๋อร์ก็ออกมากล่าวขอบคุณเฉินเหล่าป๋อ จากนั้นจึงจูงมือบุตรชายเข้าไปในบ้านเพื่อจัดเก็บสิ่งของที่ซื้อมาในวันนี้
ถึงแม้จะซื้อมามากมาย แต่เมื่อจัดเก็บเข้าที่เข้าทางแล้วก็ดูไม่มากเท่าใดนัก
ยามบ่ายแดดร้อนแรง บรรดาชายฉกรรจ์ในตระกูลเฉินกินข้าวเสร็จก็กลับเข้าห้องไปงีบหลับ หลี่หวยฮวาอ้างว่าปวดท้องขอตัวไม่ทำงาน แล้วหลบเข้าไปนอนในห้องเช่นกัน ทั่วทั้งตระกูลเฉินจึงเงียบสงัด
อาจเป็นเพราะน้ำที่ขอมาดื่มเมื่อตอนเที่ยงเป็นน้ำดิบที่ยังไม่ได้ต้ม ซูหว่านเอ๋อร์ที่กำลังจะนอนรู้สึกปั่นป่วนในท้องเป็นระยะ สุดท้ายทนไม่ไหวจึงลุกขึ้นแต่งกายแล้วแอบเปิดประตูเดินไปยังห้องสุขาของตระกูลเฉิน
เมื่อนางปลดทุกข์เสร็จสิ้นและเดินผ่านหน้าห้องของเฉินเหล่าผัวจื่อ ก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำของเฉินเหล่าโถวแว่วออกมาจากในห้อง "อีแก่ สตรีห้องสามผู้นั้น มิอาจปล่อยไว้ให้เนิ่นนาน!"
"บ่ายนี้เจ้าจงไปสืบข่าวดูว่ามีชายโสดในหมู่บ้านใกล้เคียงที่ต้องการหาภรรยาหรือไม่ หากพวกเขาสามารถนำเงินมาให้ได้ห้าตำลึง ก็สามารถรับอีหญิงห้องสามไปได้เลย"