ตอนที่ 16
**บทที่16 มิสู้หาบุรุษให้นางออกเรือนไปเสีย**
"อะไรนะ! ห้าตำลึงทอง?" เฉินเหล่าผัวจื่อได้ยินคำของเฉินเหล่าโถว ก็พลันแผดเสียงแหลมออกมา "ตาแก่! ท่านคงจะโมโหจนเลอะเลือนไปแล้วกระมัง? ก่อนหน้านี้ท่านหวังผู้มั่งคั่งยังให้ราคาสูงถึงยี่สิบตำลึงทองเชียวนะ!"
เฉินเหล่าโถวตวัดสายตาคมกริบไปยังภรรยาเฒ่า "เจ้ารู้สิ่งใด? หากพวกเรารับเงินยี่สิบตำลึงทองจากท่านหวังผู้นั้น ก็เท่ากับถูกผู้คนตราหน้าว่าขายลูกสะใภ้!"
"แล้วรับห้าตำลึงทองจะไม่ใช่การขายหรืออย่างไร?" เฉินเหล่าผัวจื่อพึมพำด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ "อย่างไรเสียก็เป็นการขายอยู่ดี มิสู้ขายให้ได้ราคาสูงเสียหน่อย"
"เจ้าคนแก่ตายด้าน ในหัวมีแต่เงินทองเหล่านั้น แล้วเจ้าไม่คิดถึงอนาคตของลูกสี่บ้างหรือ?" เฉินเหล่าโถวเกรงว่าภรรยาเฒ่าจะทำเรื่องโง่ๆ จึงอดทนอธิบาย "หากตระกูลเรามีเรื่องขายลูกสะใภ้ ชื่อเสียงของลูกสี่ก็จะพลอยมัวหมองไปด้วย มิพักต้องกล่าวถึงการเข้ารับราชการ หากเป็นเช่นนั้นก็จะถูกผู้อื่นจับเอาเรื่องนี้มาเป็นจุดอ่อนได้"
"แล้วรับเงินห้าตำลึงทองจะไม่ใช่การขายหรืออย่างไร?" เฉินเหล่าผัวจื่อยังคงไม่เข้าใจ ถามซ้ำอีกครั้ง
"ครั้นเมื่อแต่งธิดาออกเรือน บ้านใดบ้างจะไม่รับสินสอดห้าหกตำลึงทอง? บัดนี้ลูกสามจากไปแล้ว สตรีจากเรือนสามก็ยังเยาว์วัย พวกเราจะปล่อยให้นางอยู่เฝ้าหอให้ลูกสามไปชั่วชีวิตได้อย่างไร? มิสู้หาบุรุษให้นางออกเรือนไปเสีย"
"เมื่อถึงคราที่สตรีจากเรือนสามออกเรือน พวกเราค่อยเพิ่มผ้าห่มสักสองสามผืนเป็นสินเดิมติดตัวไปด้วย ทั่วทั้งหมู่บ้านใครบ้างจะไม่กล่าวว่าตระกูลเฉินของพวกเรามีน้ำใจ เอ็นดูลูกสะใภ้ประดุจธิดาแท้ๆ!"
"อะไรนะ! ยังต้องเพิ่มผ้าห่มให้แก่นางอีกหรือ?" เฉินเหล่าผัวจื่อได้ยินดังนั้นก็ไม่พอใจขึ้นมาทันที "นางกินข้าวของพวกเรามาตั้งหลายปี ห้าตำลึงทองยังไม่คุ้มทุนเลยด้วยซ้ำ ปล่อยนางออกเรือนไปก็พอแล้ว ส่วนสินเดิมจำพวกผ้าห่มข้าไม่ยินยอมเพิ่มให้เด็ดขาด"
เฉินเหล่าโถวเห็นท่าทีตระหนี่ถี่เหนียวของภรรยาเฒ่า ก็หน้าดำคร่ำเครียด "หากเจ้าอยากให้นางบงการพวกเราไปตลอดชีวิต ก็จงอย่าเพิ่มให้"
"ข้า..." เฉินเหล่าผัวจื่อได้ยินคำของเฉินเหล่าโถว อีกทั้งยังหวนนึกถึงสองวันที่ผ่านมาที่ตนเองถูกซูหว่านเอ๋อร์ข่มเหงอย่างหนัก สุดท้ายก็กัดฟันกล่าว "เพิ่มก็เพิ่ม!"
เฉินเหล่าโถวได้ยินคำของภรรยาเฒ่า ก็พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง เอนกายลงนอนบนเตียงดังเดิม พร้อมกับสูบยาเส้นต่อไป
"ตาแก่! พวกเราคิดจะให้นางออกเรือนไป แต่หากนางไม่ยินยอมจะทำอย่างไร?" เฉินเหล่าผัวจื่อถามขึ้นอีก
"เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลอย่างไรเสียข้าก็มีวิธีทำให้นางยินยอมตกลง!" เฉินเหล่าโถวยังคงสูบยาเส้นต่อไป พลางเริ่มเล่าแผนการของตนให้เฉินเหล่าผัวจื่อฟัง
เฉินเหล่าผัวจื่อฟังจบ ใบหน้าที่มืดมนแต่เดิมก็เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา พลางเอ่ยชมเชยว่าเฉินเหล่าโถวมีไหวพริบ ความคิดนั้นยอดเยี่ยมยิ่งนัก
เมื่อได้ยินคำชมของภรรยาเฒ่า อีกทั้งยังคิดถึงว่าต่อไปจะไม่มีซูหว่านเอ๋อร์มาสร้างความขุ่นเคืองใจให้ตนอีกต่อไป จิตใจของตาแก่ก็เบิกบานขึ้นมา ฮัมเพลงเบาๆ
ณ ที่แห่งนี้ เฉินเหล่าโถวและเฉินเหล่าผัวจื่อกำลังนอนหลับกลางวันอย่างสบายใจ แต่ซูหว่านเอ๋อร์ที่แอบฟังอยู่ด้านนอกกำแพงกลับมีสีหน้าเย็นชาประดุจน้ำแข็งในฤดูหนาว ทว่านางก็มิได้ระเบิดอารมณ์ออกมาในทันที กลับค่อยๆ ย่องกลับเข้าไปในห้อง
เมื่อเห็นบุตรชายนอนหลับอย่างมีความสุขอยู่บนเตียง สีหน้าที่เย็นชาของซูหว่านเอ๋อร์ก็เผยความอ่อนโยนออกมาเล็กน้อย สองเฒ่าหัวงูแห่งตระกูลเฉินคิดจะขายนางเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เฮอะ! ช่างฝันไปเสียเถิด
เนื่องจากช่วงบ่ายไม่มีสิ่งใดให้ทำ ซูหว่านเอ๋อร์จึงอยู่เป็นเพื่อนบุตรชายนอนหลับกลางวันอย่างเต็มอิ่ม ครั้นเมื่อตื่นขึ้นมา อากาศก็ยังค่อนข้างร้อน เนื้อจึงเก็บไว้ได้ไม่นาน นางจึงนำเกลือมาหมักเนื้อชิ้นเล็กที่ซื้อมา โดยคิดว่าจะนำไปใส่ในอาหารอย่างช้าๆ ในภายหลัง
เนื้อหมูที่ซื้อมาสามารถนำไปหมักเก็บไว้ได้ แต่กระดูกหมูนั้นต้องรีบกินให้หมด ซูหว่านเอ๋อร์จึงนำหม้อดินที่ซื้อมาออกมา ใส่กระดูกหมูที่ล้างสะอาดแล้วลงไป จากนั้นก็จุดเตาในห้อง ค่อยๆ เคี่ยวซุปกระดูกหมู
เฉินกุยไหลมองดูซูหว่านเอ๋อร์ล้างกระดูกหมู ก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายหลายครั้ง เด็กน้อยผู้นี้ตั้งแต่เกิดมาก็เคยกินเนื้อเพียงหนึ่งสองครั้งเท่านั้น ครั้นเมื่อเห็นว่าจะมีเนื้อให้กินในวันนี้ ก็ยกม้านั่งเล็กๆ มานั่งข้างเตา จ้องมองหม้อดินด้วยดวงตาโตเป็นประกาย หวังว่าซุปกระดูกหมูจะเคี่ยวเสร็จโดยเร็ว
ซูหว่านเอ๋อร์ว่างอยู่ จึงนำผ้าฝ้ายที่ซื้อมาในวันนี้ออกมา สมัยก่อนนางมิได้เก่งกาจเพียงแค่เรื่องทำอาหารเท่านั้น งานฝีมือก็มิได้ด้อยไปกว่ากัน เพียงแต่ทำได้แค่เย็บปะชุนเท่านั้น หากจะให้ทำเสื้อผ้าจริงๆ ก็คงต้องให้ผู้อื่นช่วยตัดเย็บ
นางคงไม่ไปขอความช่วยเหลือจากสตรีแห่งตระกูลเฉินเป็นแน่ ซูหว่านเอ๋อร์จึงนึกถึงยายห้าที่มักจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้นางอยู่เสมอ
"ไหลเอ๋อร์ แม่จะไปบ้านยายห้าสักหน่อย เจ้าจะไปด้วยกันหรือไม่?" ซูหว่านเอ๋อร์กล่าวพลางเก็บผ้าฝ้าย กรรไกร และเข็มด้ายลงในตะกร้าไม้ไผ่
"ท่านแม่ ท่านไปเถิด ข้าจะเฝ้าซุปกระดูกหมู!" เฉินกุยไหลกล่าว ดวงตายังคงจ้องมองหม้อดิน
ซูหว่านเอ๋อร์เห็นท่าทางของเจ้าก้อนแป้งก็อดสงสารมิได้ คิดว่าตนเองคงออกไปแค่ครู่เดียว อีกทั้งเฉินเหล่าผัวจื่อเมื่อครู่ก็ดูเหมือนจะออกไปข้างนอกแล้ว
ซูหว่านเอ๋อร์จึงปล่อยให้เจ้าก้อนแป้งอยู่ที่บ้านตามลำพัง แต่ก็ยังคงกังวลว่าอาจเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ดังนั้นก่อนจากไป ซูหว่านเอ๋อร์จึงจงใจล็อคประตูห้อง ก่อนจะถือตะกร้าไม้ไผ่ออกไป
เมื่อเวลาผ่านไป ซุปกระดูกหมูบนเตาเล็กก็เดือดปุดๆ ส่งกลิ่นหอมอบอวลออกมา แม้แต่ลานบ้านของตระกูลเฉินก็ได้กลิ่นเนื้อหอมชวนน้ำลายสอ
หลี่หวยฮวาทำงานมาทั้งวันจนท้องร้องจ๊อกๆ ครั้นเมื่อได้กลิ่นเนื้อหอม ก็แทบจะกลืนน้ำลายลงคอไม่ทัน เฉินชุนฮวาที่ได้กลิ่นหอมเช่นกันก็วิ่งออกมาจากในห้อง พร้อมกับตะโกนเสียงดัง "ท่านแม่ เรือนสามกำลังต้มเนื้อกินกัน ข้าก็อยากกินเนื้อ" เฉินชุนเซียงเดินตามหลังพี่สาว พร้อมกับร้องเรียก "ท่านแม่ ข้าก็อยากกินเนื้อ"
หลี่หวยฮวาที่ไหนจะไม่ต้องการกินเนื้อ ในขณะนั้นเองที่ได้ยินคำพูดของธิดาทั้งสอง ดวงตาที่เต็มไปด้วยความคิดชั่วร้ายก็กลอกไปมาหลายรอบ ก่อนจะกล่าวกับเฉินชุนฮวาและเฉินชุนเซียง "ตอนนี้สตรีจากเรือนสามไม่อยู่บ้าน พวกเจ้าอยากกินเนื้อ ก็จงไปบอกเจ้าลูกไม่มีพ่อคนนั้น ให้เขาแบ่งเนื้อให้พวกเจ้ากิน"
เมื่อธิดาทั้งสองได้ยินคำพูดของมารดา ก็ไม่รอช้ารีบวิ่งไปที่บ้านเรือนสาม เมื่อเห็นพฤติกรรมของธิดาทั้งสอง หลี่หวยฮวาก็หัวเราะในลำคออย่างพอใจ
การที่นางซึ่งเป็นผู้ใหญ่จะไปแย่งเนื้อกินนั้นออกจะดูไม่งาม แต่ธิดาทั้งสองของนางยังเป็นเด็กอยู่ การที่เด็กจะได้กินเนื้อบ้างจะเป็นไรไป นางไม่เชื่อว่าซูหว่านเอ๋อร์ผู้เป็นอาสะใภ้จะกล้าหน้าด้านตีแม้กระทั่งเด็ก
ขณะที่หลี่หวยฮวากำลังคิดว่าจะแบ่งเนื้ออย่างไรหลังจากที่ธิดาทั้งสองแย่งเนื้อมาได้ นางก็ได้ยินเสียงร้องของเฉินชุนฮวา "ท่านแม่ สตรีจากเรือนสามล็อคประตู!"
"อะไรนะ?" หลี่หวยฮวาได้ยินดังนั้น ก็ตะโกนใส่เฉินชุนฮวาโดยไม่ทันคิด "เจ้าคนไร้สมอง เจ้าไม่รู้หรืออย่างไรว่าต้องใช้หินทุบลูกกุญแจ!"
เมื่อเฉินชุนฮวาได้ยินดังนั้น ก็ไม่รอช้ารีบไปหาหินก้อนใหญ่จากตรงมุมกำแพง ยกขึ้นด้วยสองมือ ก่อนจะทุบลงบนลูกกุญแจที่ขึ้นสนิมอย่างแรง ได้ยินเพียงเสียงดัง "โครม" ลูกกุญแจก็ตกลงสู่พื้น
"ประตูเปิดแล้ว!" เฉินชุนเซียงที่อยู่ด้านข้างรีบเร่ง "พี่ รีบๆ เข้าไปกินเนื้อกันเถอะ" "ดี!" เฉินชุนฮวาทิ้งหินในมือ ก่อนจะวิ่งเข้าไปในบ้านอย่างใจจดใจจ่อ