ตอนที่ 19
**บทที่ 19 วาจาถ่อย กับ อารมณ์ขัน มิใช่สิ่งเดียวกัน**
ตระกูลเฉินเฒ่า เพื่อส่งเสีย เฉินจินเป่า ไปร่ำเรียน ในสำรับอาหารจึงยากจะพบพานเนื้อสัตว์ แม้ซื้อมาบ้าง ก็เพียงหั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ใส่ลงในผัก ต้องตั้งใจคีบจึงจะเจอสักชิ้น
เฉินเหล่าโถว แม้เป็นเสาหลักของตระกูลเฉิน แต่ลึกๆในใจก็โหยหาเนื้อเช่นกัน ครั้นได้ยินเหล่าผัวจื่อเอ่ยว่า เรือนสามซื้อเนื้อมา จึงมิใคร่ครวญให้มากความ อาศัยนามแห่งความกตัญญูหวังจะฮุบเนื้อนั้นเสีย
ซูหว่านเอ๋อร์เห็นท่าทีหน้าไม่อายของเฉินเหล่าโถว ก็หัวเราะเย็นชา "ท่านพ่อ หลานชายท่านผอมราวลูกไก่ ห้าปีมานี้มิเคยลิ้มรสเนื้อสัตว์เลย ครานี้ข้าซื้อเนื้อมาบำรุงร่างกายให้เขา ท่านในฐานะปู่ จะแย่งเนื้อจากหลานกระนั้นหรือ?"
คำกล่าวของซูหว่านเอ๋อร์ ทำให้ชาวบ้านที่แอบด่าทอตระกูลเฉินอยู่เงียบๆ ต่างส่งเสียงดังลั่น "ข้าว่าแล้ว เฉินเหล่าโถว ท่านมันน่าไม่อายจริงๆ แย่งแม้กระทั่งเนื้อในปากเด็ก"
"ตระกูลเฉินเฒ่า มิใช่แค่เฉินเหล่าโถวที่ไม่ละอาย ข้าว่าทั้งตระกูลนั่นแหละ! อาศัยว่าจิ่งซานไม่อยู่ รุมรังแกแม่ม่ายลูกติด เรือนสามแม่ลูกผอมจนแทบสิ้นลมหายใจ แต่เรือนใหญ่เรือนรองกลับอ้วนพีราวหมู!"
"ใช่แล้ว วันๆเอาแต่ใช้งานเรือนสาม แต่กลับมิให้กินอิ่มหนำ พอเรือนสามซื้อเนื้อมาได้ ก็จะแย่งเสีย เฮอะ! ไร้มนุษยธรรมสิ้นดี"
"คนใจแคบเช่นนี้ ต้องให้ผู้ใหญ่บ้านจัดการเสีย มิเช่นนั้น เรื่องราวแพร่งพรายออกไป จะเสื่อมเสียชื่อเสียงของหมู่บ้านซ่างเหอเรา"
"ใช่แล้ว ใครมิรู้คงนึกว่าหมู่บ้านซ่างเหอของเราใจแคบเช่นนี้ แล้วหนุ่มสาวในหมู่บ้านจะยังอยากแต่งงานกันอยู่หรือ!"
"อนิจจา! บุตรีข้าปีนี้กำลังจะมีคู่หมาย ข้าจะไปตามผู้ใหญ่บ้านมาเดี๋ยวนี้ จะปล่อยให้เสียชื่อเสียงของหมู่บ้านเรามิได้ มิเช่นนั้น บุตรีข้าคงหาคู่ดีมิได้!"
ใบหน้าเหี่ยวย่นของเฉินเหล่าโถว แดงก่ำด้วยความอับอาย ครั้นเห็นชาวบ้านจะไปตามผู้ใหญ่บ้านมาจริงๆ ก็รีบเข้าไปขวางไว้ ประจบประแจงว่า "สะใภ้สกุลซุน ข้ากับบิดาเจ้าอยู่ร่วมหมู่บ้านเดียวกันมาหลายสิบปีแล้ว เจ้าอย่าได้ถือสาเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้เลย"
สะใภ้สกุลซุน อายุน้อยกว่าเฉินเหล่าโถวหนึ่งรุ่น ครั้นเห็นเขาอ้างถึงบิดาของตน ก็มีท่าทีอ่อนลง แต่ยังลังเลอยู่ ทว่าเฉินเหล่าผัวจื่อผู้ไร้ญาณ ก็โพล่งออกมา "เนื้อในปากเด็กกินมิได้หรืออย่างไร?"
"ไอ้ลูกไม่มีพ่อ กับแม่ตัวซวย อาศัยกินข้าวฟรีในตระกูลเฉินมานานปี ซื้อเนื้อมาแล้วมิควรให้ข้ากับเฒ่าแก่กินดอกหรือ?"
"พวกเจ้ากินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำ ชอบมายุ่งเรื่องของตระกูลเฉิน หาเวลาไปอบรมสั่งสอนลูกหลานตนเองเสียบ้าง!"
"พวกต่ำช้า! ในบ้านไม่มีแม้แต่บัณฑิต จะมายืนพล่ามอะไรกับตระกูลเฉิน ข้าว่าพวกเจ้าต่างหากที่น่าไม่อาย ไปให้พ้น ไปให้พ้น!"
คำกล่าวของเฉินเหล่าผัวจื่อ ทำให้ใบหน้าของเฉินเหล่าโถว ดำมืดกว่าถ่านไม้เสียอีก หญิงแซ่ซุนที่ถูกขวางไว้ ผลักชายชราออกไปด้วยความโกรธ "เฉินเหล่าผัวจื่อ เจ้าแย่งเนื้อหลานยังไม่พอ ยังมาว่าคนอื่นอีก บ้านเจ้ามีบัณฑิตแล้วอย่างไร แม่ของบัณฑิตก็แย่งเนื้อลูกได้หรือ? มิได้ ข้าต้องไปตามผู้ใหญ่บ้านมาตัดสิน"
กล่าวจบ มิรอให้เฉินเหล่าโถวได้เอ่ยสิ่งใด หญิงแซ่ซุนก็วิ่งไปยังบ้านผู้ใหญ่บ้านทันที
"ไปสิ มีปัญญาเจ้าก็ไป ข้าบอกให้รู้ไว้ ผู้ใหญ่บ้านมาก็ไร้ประโยชน์ เรื่องของตระกูลเฉิน คนนอกอย่างเขามายุ่งมิได้" เฉินเหล่าผัวจื่อมิรู้ถึงความสำคัญของเรื่องนี้ มองตามแผ่นหลังของหญิงแซ่ซุนที่จากไป ยังคงเท้าสะเอว แสดงท่าทีโอหัง
"เจ้าแก่สารเลว หุบปากเสีย!" เฉินเหล่าโถว โกรธจัด คว้าเอากล้องยาสูบในมือ ฟาดลงบนร่างของนาง
กล้องยาสูบที่ยังคุกรุ่นไปด้วยไฟ ฟาดลงบนร่างของเฉินเหล่าผัวจื่อ ทำให้เกิดประกายไฟพร่างพราย เผาไหม้เสื้อผ้าของนาง ร้อนจนหญิงชราร้องโอดโอย
เฉินเหล่าโถว มิสนใจความเป็นตายของนาง เดินไปยังซูหว่านเอ๋อร์ ด้วยสีหน้าประจบประแจง "สะใภ้สาม ที่ข้าบอกให้เจ้านำเนื้อมาให้พวกเรากิน เป็นเพียงเรื่องล้อเล่น เจ้าจะถือสาหาความไปไย?"
"ตั้งแต่กุยไหลเกิดมา ก็ผอมกว่าหลานคนอื่นๆ กินเท่าไหร่ก็มิเห็นว่าร่างกายจะแข็งแรงขึ้น ควรจะซื้อเนื้อมาบำรุงเสียหน่อย"
"แต่สะใภ้สาม เจ้าก็แปลก ซื้อเนื้อก็ซื้อไป เหตุใดต้องแอบบิดามารดาไปซื้อที่อำเภอ หากเจ้าบอกกล่าวให้พวกเรารู้แต่แรก มารดาเจ้าก็คงมิเข้าใจผิดดอกกระมัง?"
คำกล่าวของเฉินเหล่าโถว มีความหมายแฝงอยู่มากมาย ด้านหนึ่งอธิบายให้ชาวบ้านฟังว่า เหตุใด เฉินกุยไหล จึงผอมกว่าเด็กคนอื่นๆ มิใช่ว่าตระกูลเฉินใจร้าย แต่เป็นเพราะเด็กคนนี้ผอมแต่กำเนิด
อีกด้านหนึ่ง ก็หาทางออกให้กับการกระทำของตน ที่บอกให้ซูหว่านเอ๋อร์นำเนื้อออกมา เป็นเพียงการล้อเล่นเท่านั้น ซูหว่านเอ๋อร์ต่างหากที่คิดมากเกินไป ทำให้เรื่องราวบานปลาย และยังใช้คำว่า "เข้าใจผิด" มาอธิบายคำพูดของเฉินเหล่าผัวจื่อที่ด่าทอซูหว่านเอ๋อร์
น่าเสียดาย ที่ชายชราคิดว่าตนเองพูดจาได้แนบเนียน แต่ซูหว่านเอ๋อร์และชาวบ้านที่มุงดูอยู่ มิได้เห็นดีเห็นงามด้วย โดยเฉพาะซูหว่านเอ๋อร์ นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ท่านพ่อ เรื่องใดล้อเล่น เรื่องใดจริงจัง สะใภ้แยกแยะออก"
"แต่ในเมื่อท่านพ่อ ยืนกรานว่าการแย่งเนื้อหลานเมื่อครู่ เป็นเพียงเรื่องล้อเล่น สะใภ้ก็จะถือเสียว่าเป็นเช่นนั้น แต่สะใภ้ก็ขอเตือนท่านพ่อสักหน่อย การล้อเล่นก็ต้องมีขอบเขต วาจาถ่อย กับ อารมณ์ขัน มิใช่สิ่งเดียวกัน การหาข้ออ้างให้ความเลวทรามและความไร้ยางอายของตนเอง เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ เพราะทุกคนมิใช่คนโง่ มีตาไว้ดู มีหูไว้ฟัง"
เฉินเหล่าโถว ใช้ชีวิตมาเกือบทั้งชีวิต วันนี้กลับถูกสะใภ้สอนต่อหน้าธารกำนัล ใบหน้าดำคล้ำยิ่งกว่าอะไรดี ดวงตาที่จ้องมองซูหว่านเอ๋อร์ แทบจะยิงศรออกมา แต่จะทำอย่างไรได้?
ซูหว่านเอ๋อร์มิกลัวเสียหน้า แต่ตระกูลเฉินต่างหากที่กลัว!
อีกอย่าง เรื่องนี้เป็นความผิดของเขากับนางเฒ่าแต่แรก หากผู้ใหญ่บ้านมา เรื่องราวบานปลาย จะยิ่งเป็นผลเสียต่อตระกูลเฉิน
สู้ทนกล้ำกลืนความขุ่นเคืองนี้ รีบจบเรื่องราวเสีย อย่างไรเสียนางเฒ่าก็เริ่มหาคนมาแต่งงานกับซูหว่านเอ๋อร์แล้ว เมื่อหญิงแพศยาผู้นี้จากไป ตระกูลเฉินก็จะสงบสุข