มิติลับโอสถสวรรค์

เสียงปลดกลอนประตูที่ดัง ‘แกร๊ก’ แหวกผ่านความเงียบงันของราตรีกาล ประหนึ่งค้อนเหล็กที่ทุบลงบนเส้นประสาทอันตึงเครียดของเสิ่นอวี่ซี!

ดวงตาที่เคยหรี่ปรือจากพิษไข้พลันเบิกกว้างขึ้น แววตาคมกริบจับจ้องไปยังบานประตูไม้ที่ค่อยๆ แง้มเปิดอย่างเชื่องช้า ร่างกายของเธอยังคงอ่อนเปลี้ยเกินกว่าจะลุกขึ้นต่อสู้ แต่สัญชาตญาณแพทย์ฉุกเฉินจากศตวรรษที่ 21 สั่งให้สมองประเมินสถานการณ์ด้วยความเร็วสูงสุด

เงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งซวนเซเข้ามาในห้อง กลิ่นสุราฉุนกึ้กโชยคละคลุ้งไปทั่ว เขาพึมพำถ้อยคำไม่เป็นภาษา ก่อนจะทิ้งตัวลงบนกองฟางที่มุมห้องอย่างแรง

"ที่... ที่นอนของข้า..."

เสิ่นอวี่ซีขมวดคิ้ว ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยปากไล่ตะเพิด ชายหนุ่มผู้นั้นก็ล้มตัวลงนอนและส่งเสียงกรนดังสนั่นออกมาทันที ดูท่าจะเป็นเพียงยุวปัญญาชนชายที่เมามายจนเข้าห้องผิด ไม่ใช่ภัยคุกคามร้ายแรงอย่างที่เธอคาดไว้

นางถอนหายใจแผ่วเบา โชคดีที่พลังจากน้ำพุวิเศษหยดนั้นยังพอหลงเหลือให้เธอมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน หากเป็นเจ้าของร่างเดิมในสภาพนี้ คงได้แต่ตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว

ทว่าเหตุการณ์นี้ก็เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดี... ที่นี่คือยุค 70 ที่แร้นแค้นและขาดแคลนระเบียบวินัย ความปลอดภัยของสตรีเป็นสิ่งเปราะบางยิ่งนัก โดยเฉพาะสตรีที่ป่วยหนักและไร้ที่พึ่งพิงเช่นเธอ

เสิ่นอวี่ซีรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ทั้งหมด ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เธอลากเก้าอี้ไม้ขาเป๋ตัวหนึ่งมาขัดบานประตูไว้แน่นหนา ก่อนจะทรุดตัวลงบนเตียงเตาอีกครั้ง เหงื่อกาฬไหลซึมทั่วหน้าผาก ร่างกายร้อนรุ่มดั่งถูกเผาด้วยไฟ พิษไข้กำลังจะกลับมาครอบงำเธออย่างสมบูรณ์

‘ไม่ได้... จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้!’

นางกัดฟันกรอด หลับตาลงแน่น พยายามเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่จุดกึ่งกลางระหว่างคิ้ว ระลึกถึงความรู้สึกประหลาดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ความรู้สึกเหมือนมีอีกห้วงมิติหนึ่งซ้อนทับอยู่ในจิตวิญญาณของเธอ

‘มิติลับโอสถสวรรค์... เปิด!’

สิ้นเสียงคำรามในใจ ทันใดนั้นเองร่างของเสิ่นอวี่ซีก็รู้สึกราวกับถูกดูดวูบเข้าไปในกระแสธารอันว่างเปล่า แสงสีขาวสว่างวาบขึ้นบดบังทุกสิ่ง ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับสู่ความสงบอีกครั้ง

เมื่อลืมตาขึ้น เสิ่นอวี่ซีไม่ได้อยู่บนเตียงเตาแข็งกระด้างในห้องพักแคบๆ อีกต่อไป แต่กลับยืนอยู่กลางทุ่งกว้างอันน่าอัศจรรย์ใจ!

เหนือศีรษะคือฟากฟ้าสีครามอมม่วงคล้ายยามสนธยาที่หยุดนิ่งชั่วนิรันดร์ อากาศรอบกายสดชื่นบริสุทธิ์จนแทบไม่น่าเชื่อ ทุกครั้งที่สูดหายใจเข้าปอด ความรู้สึกเหนื่อยล้าอึดอัดที่เกาะกุมร่างกายราวกับจะถูกชะล้างออกไปทีละน้อย

เบื้องหน้าของเธอคือผืนดินสีดำสนิทราวกับนิลกาฬทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ครอบคลุมพื้นที่ราวหนึ่งหมู่ (ประมาณ 400 ตารางวา) ดินเหล่านั้นดูอุดมสมบูรณ์และเปี่ยมด้วยพลังชีวิตอย่างน่าประหลาดใจ เพียงแค่มองก็รู้ได้ทันทีว่าหากนำเมล็ดพันธุ์ใดๆ มาปลูกลงบนผืนดินนี้ มันจะต้องเจริญงอกงามอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเป็นแน่

ที่ใจกลางของผืนดิน มีบ่อน้ำพุขนาดเล็กตั้งอยู่ น้ำในบ่อใสดุจแก้วผลึก ส่งประกายระยิบระยับอ่อนโยนแม้ในแสงสลัว เสิ่นอวี่ซีเดินเข้าไปใกล้ด้วยความรู้สึกเหมือนถูกดึงดูด พลังชีวิตอันอ่อนโยนแผ่ออกมาจากบ่อน้ำพุนั้น ความร้อนรุ่มในร่างกายของเธอราวกับจะบรรเทาลงเมื่อเข้าใกล้มัน

แต่สิ่งที่ทำให้เสิ่นอวี่ซีตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ คือสิ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ ณ สุดขอบของผืนดินสีดำนั้น...

มันคืออาคารสีขาวสะอาดตา รูปทรงสี่เหลี่ยมเรียบง่ายทว่าทันสมัย ประตูอัตโนมัติที่ทำจากกระจกและเหล็กกล้าสะท้อนเงาร่างของเธออย่างชัดเจน บนผนังมีป้ายที่คุ้นเคยสลักไว้ด้วยตัวอักษรเรียบง่าย... ‘ห้องคลังเวชภัณฑ์’

นี่มัน... ห้องคลังยาในโรงพยาบาลที่เธอเคยทำงานในศตวรรษที่ 21 ไม่ผิดแน่!

หัวใจของเสิ่นอวี่ซีเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก ความทรงจำจากชาติก่อนที่เคยเลือนลางพลันชัดเจนแจ่มแจ้งขึ้นมาอีกครั้ง เธอไม่ใช่แค่ฝันไป... เธอกลับมาเกิดใหม่จริงๆ และมิติลับโอสถสวรรค์นี้ คือของขวัญล้ำค่าที่ติดตามจิตวิญญาณแพทย์ของเธอมาด้วย!

นางไม่รอช้าอีกต่อไป ร่างกายที่ใกล้จะหมดแรงเต็มทีทำให้เธอตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว เสิ่นอวี่ซีทรุดกายลงข้างบ่อน้ำพุ ใชสองมือวักน้ำขึ้นมาดื่มอย่างกระหาย

ทันทีที่น้ำพุวิเศษสัมผัสริมฝีปาก ความเย็นสดชื่นก็แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ความรู้สึกร้อนรุ่มจากพิษไข้บรรเทาลงอย่างรวดเร็ว ความอ่อนล้าที่กัดกินกระดูกมานานหลายวันคล้ายจะถูกชะล้างออกไปสิ้น พลังงานอันอบอุ่นสายหนึ่งไหลเวียนไปทั่วทุกอณูของร่างกาย ซ่อมแซมความสึกหรอและเติมเต็มเรี่ยวแรงที่ขาดหายไป

แม้มันจะไม่สามารถรักษาอาการติดเชื้อได้ในทันที แต่มันก็มอบพละกำลังที่เธอต้องการอย่างยิ่งยวดในตอนนี้!

เสิ่นอวี่ซีลุกขึ้นยืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง ร่างกายยังคงมีไข้อยู่บ้าง แต่ไม่หนักหนาสาหัสเหมือนก่อนหน้าอีกแล้ว เธอเดินตรงไปยังอาคารสีขาวด้วยฝีเท้าที่หนักแน่นขึ้น ประตูกระจกเลื่อนเปิดออกต้อนรับเธอโดยอัตโนมัติ

กลิ่นแอลกอฮอล์และยาฆ่าเชื้ออันคุ้นเคยปะทะเข้าจมูกทันที ภายในคือชั้นวางยาที่ทำจากเหล็กกล้าไร้สนิม จัดเรียงเป็นระเบียบสุดลูกหูลูกตา ตั้งแต่ยาสามัญประจำบ้านอย่างพาราเซตามอล ยาแก้แพ้ ไปจนถึงยาปฏิชีวนะล้ำสมัย ยาโรคหัวใจ และอุปกรณ์ผ่าตัดครบชุด ทุกอย่างยังคงสภาพเหมือนเพิ่งถูกนำมาวางไว้เมื่อวานนี้ เวลาในห้องนี้ได้หยุดนิ่งอย่างสมบูรณ์

ในฐานะแพทย์หญิงอัจฉริยะ เสิ่นอวี่ซีวินิจฉัยอาการของตัวเองได้อย่างแม่นยำ ร่างกายของเจ้าของร่างเดิมอ่อนแอจากการขาดสารอาหารและทำงานหนักจนเกินกำลัง เมื่อเจอกับอากาศหนาวเย็นจึงเกิดอาการปอดอักเสบติดเชื้อแบคทีเรีย หากปล่อยไว้ในยุค 70 ที่ขาดแคลนยาปฏิชีวนะดีๆ ก็มีแต่หนทางสู่ความตายเท่านั้น

นัยน์ตาคมกริบกวาดมองไปบนชั้นวางยา ก่อนจะหยุดลงที่แผงยาที่คุ้นเคย ‘อะม็อกซิซิลลิน’ ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้างและได้ผลดีเยี่ยม

นางหยิบยาออกมาหนึ่งเม็ดโดยไม่ลังเล แล้วใช้น้ำจากบ่อน้ำพุที่ยังติดอยู่ในอุ้งมือดื่มตามเข้าไป

เมื่อยาจากโลกอนาคตเข้าสู่ร่างกาย ผสานกับพลังฟื้นฟูจากน้ำพุวิเศษ เสิ่นอวี่ซีก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ความปวดเมื่อยทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด การหายใจเริ่มคล่องขึ้น ไม่มีเสียงหวีดแหบแห้งอีกต่อไป ความร้อนในร่างกายค่อยๆ ลดระดับลงสู่สภาวะปกติ

เสิ่นอวี่ซีกำหมัดแน่น สัมผัสถึงพละกำลังที่เริ่มไหลเวียนกลับคืนมาสู่แขนขาอีกครั้ง

‘รอดแล้ว...’

ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจ พร้อมกับแผนการมากมายที่หลั่งไหลเข้ามาในสมองดุจสายน้ำ

นางมองไปยังผืนดินสีดำสนิทเบื้องนอก... ที่นี่คือขุมทรัพย์ทางการเกษตรชั้นยอด หากนำสมุนไพรหายากอย่างโสมหรือเห็ดหลินจือมาปลูก มันจะเติบโตได้รวดเร็วและมีสรรพคุณสูงกว่าที่พบในธรรมชาติหลายเท่านัก

แล้วมองกลับมาที่คลังยาจากศตวรรษที่ 21... ที่นี่คือหลักประกันในการเอาชีวิตรอดและเป็นทุนรอนในการสร้างตัวของเธอ! ยาเหล่านี้หากนำออกไปใช้ในยุคนี้ ย่อมมีค่ามากกว่าทองคำเสียอีก!

นางสามารถบดยาแผนปัจจุบันผสมกับสมุนไพรเพื่อสร้าง ‘ยาเทวดา’ ที่รักษาโรคซึ่งแพทย์ในยุคนี้ส่ายหน้าได้ หรือจะนำสมุนไพรล้ำค่าจากในมิติออกไปขายในตลาดมืดเพื่อแลกเป็นเงินและคูปองต่างๆ ก็ย่อมได้

ทางรอดไม่ได้มีแค่ทางเดียวอีกต่อไป แต่มีนับร้อยนับพันเส้นทางเปิดรออยู่เบื้องหน้า!

ความแค้นที่ตระกูลเสิ่นสาขาใหญ่ได้กระทำไว้ เงินชดเชยของบิดา มรดกของมารดา ตำแหน่งงานที่ถูกช่วงชิงไป ทุกสิ่งทุกอย่าง... นางจะทวงคืนกลับมาให้หมดสิ้น!

หลังจากพักในมิติจนร่างกายรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว เสิ่นอวี่ซีจึงเพ่งจิตอีกครั้งเพื่อกลับสู่โลกภายนอก

วูบเดียว... ร่างของเธอก็กลับมาอยู่บนเตียงเตาในห้องพักอันอับชื้นเช่นเดิม แต่ความรู้สึกแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ร่างกายที่เคยหนักอึ้งกลับเบาสบาย เรี่ยวแรงที่เคยเหือดหายได้ฟื้นคืนกลับมาแล้ว

ทว่าทันทีที่ร่างกายฟื้นฟู กระเพาะที่ว่างเปล่ามานานหลายวันก็เริ่มส่งเสียงประท้วงดังลั่น ความหิวโหยอย่างรุนแรงเข้าจู่โจมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เธอทะลุมิติมา

เสิ่นอวี่ซีลุกจากเตียง เดินตรงไปยังมุมห้องที่ใช้เก็บเสบียงทันที... มันคือถุงผ้าใบเก่าๆ ที่บรรจุข้าวสารและธัญพืชซึ่งเป็นส่วนแบ่งรายเดือนของยุวปัญญาชน

แต่มือของเธอกลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า!

นางขมวดคิ้ว เปิดปากถุงออกกว้าง... ภายในว่างเปล่า ไม่มีข้าวสารเหลืออยู่แม้แต่เมล็ดเดียว! สายตาของเธอกวาดไปยังไหดินเผาเล็กๆ ที่ใช้เก็บมันเทศแห้ง... ก็ว่างเปล่าเช่นกัน!

เสบียงประทังชีวิตทั้งหมดของเธอ... หายไปไหน?!

ในตอนนั้นเอง ภาพของไป๋มู่หลานที่เพิ่งเข้ามาราวกับหนูขโมยเมื่อครู่ก็วาบขึ้นมาในหัว พร้อมกับคำพูดของนางที่ว่า ‘ปล่อยทิ้งไว้ก็เสียของ’

นัยน์ตาของเสิ่นอวี่ซีพลันหม่นแสงลง แปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลกเหนือ

"ไป๋... มู่... หลาน!"

เสียงที่ลอดไรฟันออกมานั้น แฝงไว้ด้วยไอสังหารอันเยียบเย็นจนทำให้อากาศในห้องพลันหนาวสะท้าน