ทวงคืนเสบียงที่ถูกปล้น

ไอสังหารอันเยียบเย็นแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเสิ่นอวี่ซี นัยน์ตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นเฉียบคมราวน้ำแข็งพันปี แฝงไว้ด้วยความเกรี้ยวกราดที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ

ไป๋มู่หลาน... สตรีผู้นี้ช่างกล้า! กล้าดีอย่างไรมาขโมยเสบียงประทังชีวิตของผู้อื่นในยามที่เจ้าของร่างกำลังป่วยหนักใกล้ตาย!

ทว่าก่อนที่โทสะจะแปรเปลี่ยนเป็นการกระทำ เสียงท้องร้องที่ดังโครกครากอย่างรุนแรงก็ดึงสติของนางกลับมาสู่ความเป็นจริง ความหิวโหยที่กัดกินกระเพาะทำให้ร่างกายที่เพิ่งฟื้นฟูเริ่มสั่นสะท้านเล็กน้อย หากปราศจากเรี่ยวแรงแล้วจะไปต่อกรกับผู้ใดได้?

เสิ่นอวี่ซีสูดลมหายใจลึก ข่มความโกรธเกรี้ยวลงไปชั่วขณะ นางหลับตาลง เพ่งสมาธิอีกครั้ง

วูบ!

ทิวทัศน์โดยรอบพลันแปรเปลี่ยน ร่างของนางปรากฏขึ้นในมิติลับโอสถสวรรค์อีกคราหนึ่ง กลิ่นดินอันอุดมสมบูรณ์และไอเย็นจากบ่อน้ำพุวิเศษช่วยให้จิตใจที่ร้อนรุ่มสงบลงได้อย่างน่าประหลาด

นางไม่รอช้า เดินตรงไปยังบ่อน้ำพุแล้วใช้สองมือวักน้ำใสสะอาดขึ้นมาดื่มอย่างต่อเนื่อง ความเย็นสดชื่นไหลผ่านลำคอลงสู่กระเพาะที่ว่างเปล่า บรรเทาความแสบท้องจากความหิวโหยได้ในทันที น้ำพุวิเศษไม่เพียงดับกระหาย แต่ยังช่วยฟื้นคืนพละกำลังที่ขาดหายไปอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกอ่อนเพลียที่ยังหลงเหลืออยู่มลายหายไปสิ้น ร่างกายกลับมาเปี่ยมด้วยพลังวังชาอีกครั้ง

เมื่อรู้สึกว่าเรี่ยวแรงกลับคืนมาเต็มเปี่ยมแล้ว เสิ่นอวี่ซีจึงเพ่งจิตกลับสู่โลกภายนอก

ครั้งนี้นางไม่ได้ลุกขึ้นอย่างโซซัดโซเซอีกต่อไป แต่ยืนขึ้นอย่างมั่นคง แผ่นหลังตั้งตรง ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยวและเยือกเย็นราวกับแม่ทัพก่อนออกศึก

ปัง!

เสิ่นอวี่ซีเปิดประตูห้องออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสะท้านไปทั่วโถงรวมของบ้านพักยุวปัญญาชน เหล่ายุวปัญญาชนสองสามคนที่กำลังนั่งพักเหนื่อยจากการทำงานในตอนกลางวันต่างสะดุ้งตกใจ หันมามองเป็นตาเดียว

ภาพที่พวกเขาเห็นทำให้ทุกคนต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

เสิ่นอวี่ซีที่เมื่อวานยังนอนซมใกล้ตาย บัดนี้กลับยืนตระหง่านอยู่หน้าประตู ใบหน้าแม้จะยังซีดเซียวอยู่บ้าง แต่กลับไม่มีร่องรอยของคนป่วยหนักหลงเหลืออยู่เลย ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือแววตาและรัศมีรอบกายของนาง... มันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง! จากเด็กสาวขี้อายที่มักจะก้มหน้าหลบสายตาผู้คนเสมอมา บัดนี้กลับกลายเป็นคนที่มีสายตาเฉียบคมเย็นชา แผ่รังสีแห่งความน่าเกรงขามออกมาจนไม่มีใครกล้าสบตาด้วยตรงๆ

ไป๋มู่หลานซึ่งกำลังนั่งแทะเมล็ดทานตะวันอยู่มุมหนึ่งของโถงถึงกับชะงักงัน เมื่อเห็นสภาพของเสิ่นอวี่ซี นางก็เบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

"เจ้า... เจ้ายังไม่ตาย?" นางเผลออุทานออกมาด้วยความตกใจ

เสิ่นอวี่ซีไม่ตอบคำถามไร้สาระนั่น สายตาของนางจับจ้องไปที่ไป๋มู่หลานราวกับเหยี่ยวมองเหยื่อ ก่อนจะเดินตรงเข้าไปหานางอย่างช้าๆ แต่ทุกย่างก้าวกลับหนักแน่นราวกับเหยียบลงบนหัวใจของคนที่ถูกมอง

"ไป๋มู่หลาน" น้ำเสียงของเสิ่นอวี่ซีเรียบสนิท แต่กลับเย็นเยียบจนเสียดกระดูก "เสบียงของข้าอยู่ที่ไหน?"

ไป๋มู่หลานหน้าเผือดสีไปเล็กน้อย แต่ก็รีบปรับสีหน้าเป็นฉุนเฉียวเพื่อกลบเกลื่อน "เจ้าพูดเรื่องอะไรของเจ้า? เสบียงของเจ้าจะมาอยู่กับข้าได้อย่างไร! อย่ามากล่าวหาคนอื่นส่งเดชนะ!"

นางแสร้งทำเป็นผู้ถูกกระทำ "ข้ารู้ว่าเจ้าป่วยจนสมองเลอะเลือนไปแล้ว แต่ก็ไม่ควรมาใส่ร้ายสหายร่วมอุดมการณ์เช่นนี้!"

ยุวปัญญาชนคนอื่นๆ เริ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าความจริงเป็นเช่นไร แต่เมื่อเห็นท่าทีแข็งกร้าวของไป๋มู่หลาน เทียบกับเสิ่นอวี่ซีที่เคยอ่อนแอมาตลอด หลายคนจึงเอนเอียงไปทางเชื่อไป๋มู่หลานมากกว่า

ทว่าเสิ่นอวี่ซีในวันนี้ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป นางแค่นยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้นำมาซึ่งความอบอุ่น แต่กลับทำให้ผู้ที่ได้เห็นรู้สึกหนาวเยือกไปถึงไขกระดูก

"ใส่ร้ายหรือ?" นางทวนคำช้าๆ "เช่นนั้นก็ดี... ข้าจะได้ไม่ต้องเกรงใจ"

นางหันไปมองรอบๆ ก่อนจะประกาศด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน "ตามกฎระเบียบของยุวปัญญาชนที่ถูกส่งตัวมาพัฒนาชนบท ข้อหา 'ลักขโมยทรัพย์สินส่วนตัวของสหายร่วมอุดมการณ์' ถือเป็นการกระทำที่บ่อนทำลายความสามัคคีในหมู่คณะปฏิวัติอย่างร้ายแรง!"

คำว่า 'บ่อนทำลายความสามัคคี' และ 'คณะปฏิวัติ' เป็นคำที่หนักหน่วงอย่างยิ่งในยุคสมัยนี้ สีหน้าของทุกคนในที่นั้นพลันเปลี่ยนไปทันที

ไป๋มู่หลานหน้าซีดเผือด "เจ้า... เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร!"

เสิ่นอวี่ซีไม่สนใจเสียงค้านของนาง แต่กลับพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้น "เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การลักเล็กขโมยน้อยระหว่างบุคคลอีกต่อไป แต่มันคือ 'ปัญหาทางการเมือง' ข้าจะไปเชิญท่านหัวหน้าหมู่บ้านไป๋ และรายงานเรื่องนี้ต่อคณะกรรมการยุวปัญญาชนประจำตำบลชิงสุ่ย ให้มาตรวจสอบเรื่องที่เสบียงอาหารซึ่งรัฐบาลจัดสรรให้ยุวปัญญาชนได้หายไปจากห้องของสหายที่กำลังป่วยหนักปางตาย... ดูสิว่าผลการตรวจสอบจะออกมาเป็นเช่นไร!"

คราวนี้ไม่ใช่แค่ไป๋มู่หลานแล้ว แต่ยุวปัญญาชนทุกคนต่างสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ หากเรื่องนี้ถูกยกขึ้นเป็นปัญหาทางการเมืองจริงๆ ไม่ว่าใครจะเป็นคนทำ คนที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดอาจถูกลากเข้าไปพัวพันด้วย!

ไป๋มู่หลานตัวสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว นางมาจากครอบครัวธรรมดา หากมีจุดด่างพร้อยทางการเมืองติดตัว อนาคตของนางก็จบสิ้นกันพอดี! ไม่ว่าจะเป็นการกลับเข้าเมือง หรือการหางานทำ ทุกอย่างจะพังทลายลงในพริบตา

"ขะ...ข้าไม่ได้ทำ!" นางยังคงปากแข็ง แต่เสียงกลับสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด

เสิ่นอวี่ซีหรี่ตามองนางอย่างเย็นชา "ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย" นางกล่าวเสียงเรียบ "หากเจ้าคืนเสบียงทั้งหมดมาให้ข้าตอนนี้ ข้าจะถือว่าเจ้าเพียงแค่ 'ช่วยเก็บไว้ให้' เพราะกลัวว่ามันจะขึ้นรา แต่ถ้าเจ้ายังดึงดัน... เราคงต้องไปพบท่านหัวหน้าหมู่บ้านพร้อมกัน"

นางจงใจเน้นคำว่า 'ช่วยเก็บไว้ให้' เป็นการเปิดทางถอยให้ไป๋มู่หลานอย่างมีเงื่อนไข นี่คือการยื่นคำขาดครั้งสุดท้าย

ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งโถง ทุกสายตาจับจ้องไปยังไป๋มู่หลานที่บัดนี้ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ ริมฝีปากสั่นระริกจนพูดอะไรไม่ออก ความหวาดกลัวฉายชัดอยู่ในดวงตาของนาง

ในที่สุด ภายใต้แรงกดดันมหาศาลและความกลัวที่จะต้องถูกสอบสวนทางการเมือง ไป๋มู่หลานก็ยอมจำนน นางกัดฟันกรอด จ้องมองเสิ่นอวี่ซีด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชัง ก่อนจะหันหลังเดินกระทืบเท้าปึงปังกลับไปยังเตียงของตน

ครู่ต่อมา นางก็หอบถุงผ้าใบที่หนักอึ้งออกมาจากใต้เตียง พร้อมกับมันเทศแห้งอีกจำนวนหนึ่ง แล้วโยนมันลงบนพื้นตรงหน้าเสิ่นอวี่ซีอย่างแรง

"เอาไปสิ! ของของเจ้า! ข้าแค่กลัวว่ามันจะขึ้นราจริงๆ นั่นแหละ!" นางตะโกนใส่หน้าเพื่อรักษาเกียรติของตนเป็นครั้งสุดท้าย

เสิ่นอวี่ซีก้มลงไปเปิดปากถุง ตรวจดูข้าวสารและธัญพืชด้านในอย่างละเอียดถี่ถ้วน นางไม่ได้สนใจคำแก้ตัวของไป๋มู่หลานแม้แต่น้อย สายตาของนางประเมินปริมาณอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไป๋มู่หลานด้วยสายตาเรียบเฉย

"ยังขาดข้าวฟ่างไปครึ่งจิน และมันเทศแห้งอีกสองหัว"

"เจ้า!" ไป๋มู่หลานแทบกระอักเลือด ไม่คิดว่าเสิ่นอวี่ซีจะจดจำปริมาณได้อย่างแม่นยำถึงเพียงนี้

"ข้าบอกว่า... ทั้งหมด" เสิ่นอวี่ซีกล่าวเน้นทีละคำ น้ำเสียงยังคงราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ

ไป๋มู่หลานตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธและความอัปยศ นางจ้องเสิ่นอวี่ซีเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่เมื่อเห็นแววตาที่ไม่ยอมอ่อนข้อของอีกฝ่าย ในที่สุดนางก็ต้องยอมแพ้ เดินกลับไปหยิบส่วนที่เหลือมาคืนให้จนครบทุกเม็ดทุกหัวด้วยความเจ็บใจ

เสิ่นอวี่ซีรวบรวมเสบียงทั้งหมดของนางกลับคืนมาอย่างใจเย็น ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความทึ่งและความยำเกรงของยุวปัญญาชนคนอื่นๆ ภาพของเสิ่นอวี่ซีผู้อ่อนแอและน่ารังแกได้สลายไปจากความทรงจำของพวกเขาแล้ว บัดนี้ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือสตรีที่เด็ดขาด เฉียบแหลม และไม่ควรหาเรื่องด้วยเป็นอย่างยิ่ง

นางหอบเสบียงเดินกลับเข้าห้องของตนโดยไม่แม้แต่จะชายตามองไป๋มู่หลานอีก หลังจากวางถุงข้าวและมันเทศลงในมุมห้องอย่างปลอดภัย ความรู้สึกหิวโหยก็กลับมาจู่โจมอีกครั้ง แต่คราวนี้มันเป็นความหิวที่มาพร้อมกับชัยชนะ

ทว่า... ขณะที่นางกำลังจะหาวิธีหุงหาอาหารนั่นเอง

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงทุบประตูอย่างร้อนรนก็ดังขึ้นจากด้านนอก ไม่ใช่การเคาะอย่างสุภาพ แต่เป็นการทุบราวกับมีเรื่องคอขาดบาดตาย

เสิ่นอวี่ซีขมวดคิ้วเดินไปเปิดประตู สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของนางคือใบหน้าที่ตื่นตระหนกจนซีดเผือดของสตรีชาวบ้านนางหนึ่ง นางคือภรรยาของหัวหน้าหน่วยการผลิตจาง

"สหายยุวปัญญาชนเสิ่น! ได้โปรด... ได้โปรดช่วยลูกข้าด้วย!" สตรีผู้นั้นร้องขอเสียงสั่นเครือ น้ำตาไหลพราก "เขาตัวร้อนเป็นไฟ ชักเกร็งไปทั้งตัวแล้ว! หมอเท้าเปล่าไม่อยู่ ข้าได้ยินว่าเจ้า...เจ้าหายจากป่วยหนักราวปาฏิหาริย์ ได้โปรดช่วยลูกข้าด้วยเถิด เขา...เขากำลังจะตายแล้ว!"