จดหมายข่มขู่ถึงเมืองหลวง

เบื้องหลังบานประตูไม้ที่เปิดอ้าออกคือใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษของภรรยาหัวหน้าหน่วยการผลิตจาง นางยืนตัวสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด น้ำตาไหลอาบแก้มเป็นทางยาว

"สหายยุวปัญญาชนเสิ่น! ได้โปรด... ได้โปรดช่วยลูกข้าด้วย!" สตรีผู้นั้นร้องขอเสียงสั่นเครือ "เขาตัวร้อนเป็นไฟ ชักเกร็งไปทั้งตัวแล้ว! หมอเท้าเปล่าไม่อยู่ ข้าได้ยินว่าเจ้า...เจ้าหายจากป่วยหนักราวปาฏิหาริย์ ได้โปรดช่วยลูกข้าด้วยเถิด เขา...เขากำลังจะตายแล้ว!"

เสิ่นอวี่ซีมิได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย ดวงตาที่เคยเรียบเฉยพลันฉายแววคมกล้าดุจเหยี่ยวคู่งาม นางกวาดตามองสถานการณ์อย่างรวดเร็วและประเมินผลในใจ นี่มิใช่เพียงเรื่องคอขาดบาดตายของเด็กคนหนึ่ง แต่ยังเป็นโอกาสทองที่จะสร้างรากฐานและชื่อเสียงให้ตนเองในหมู่บ้านไป๋เฮ่อแห่งนี้

"นำทางไป" น้ำเสียงของนางยังคงราบเรียบแต่กลับแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นที่ทำให้ภรรยาหัวหน้าจางซึ่งกำลังสติแตกค่อยๆ สงบลงได้ นางพยักหน้ารับอย่างลนลานแล้วรีบวิ่งนำทางไปทันที

เสิ่นอวี่ซีสาวเท้าตามไปอย่างรวดเร็ว ที่พักของหัวหน้าหน่วยการผลิตอยู่ไม่ไกลนัก เมื่อไปถึง ภาพที่เห็นคือเด็กชายวัยสี่ห้าขวบนอนอยู่บนเตียงดินเผา ร่างกายสั่นกระตุกเป็นพักๆ ใบหน้าแดงก่ำ ริมฝีปากแห้งแตก ลมหายใจร้อนผ่าว

"เขาเริ่มตัวร้อนตั้งแต่เมื่อวาน พอตกดึกก็เริ่มเพ้อ วันนี้เพิ่งจะชักไปสองครั้งแล้ว!" ภรรยาหัวหน้าจางกล่าวทั้งน้ำตา

เสิ่นอวี่ซีเดินเข้าไปใกล้เตียง ยื่นหลังมือไปอังหน้าผากของเด็กน้อย ความร้อนที่แผ่ออกมานั้นสูงจนน่าตกใจ นางพลิกเปลือกตาของเด็กขึ้นดู สังเกตการหายใจและการตอบสนองอย่างรวดเร็ว ในฐานะแพทย์หญิงอัจฉริยะ แค่มองปราดเดียวก็วินิจฉัยได้ทันทีว่านี่คืออาการไข้สูงจนชัก ซึ่งอันตรายอย่างยิ่งสำหรับเด็กเล็กในยุคที่การแพทย์ยังล้าหลังเช่นนี้ หากปล่อยไว้นานเกินไป สมองอาจถูกทำลายอย่างถาวร

"ไปต้มน้ำร้อนมาหนึ่งกา" นางสั่งเสียงเฉียบขาด "แล้วหาผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นมาให้ข้าด้วย"

ทุกคนในบ้านต่างขยับทำตามคำสั่งของนางอย่างพร้อมเพรียง แม้แต่หัวหน้าจางที่เพิ่งกลับมาถึงก็ยังมองนางด้วยสายตาแห่งความหวัง

ขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นวายอยู่นั้น เสิ่นอวี่ซีแสร้งทำเป็นล้วงหยิบของจากกระเป๋าเสื้อด้านใน แขนเสื้อที่กว้างใหญ่ช่วยบดบังการกระทำของนางได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในชั่วพริบตาที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น จิตของนางได้เชื่อมต่อกับมิติลับโอสถสวรรค์ ยาเม็ดลดไข้และระงับอาการชักสำหรับเด็กจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดปรากฏขึ้นในฝ่ามือ นางใช้นิ้วบดขยี้ยามเม็ดนั้นให้กลายเป็นผงละเอียดอย่างรวดเร็วก่อนจะกำไว้ในมือแน่น

เมื่อภรรยาหัวหน้าจางนำน้ำอุ่นมาให้ เสิ่นอวี่ซีจึงกล่าวว่า "ประคองเขาขึ้นมา ข้าจะป้อนยาให้เขาเอง"

นางรับถ้วยน้ำมา แสร้งทำเป็นคนน้ำให้เย็นลงเล็กน้อย อาศัยจังหวะนั้นโปรยผงยาในมือลงไปในถ้วยอย่างแนบเนียน ผงยาละลายหายไปกับน้ำในทันที

"นี่คือยาแผนโบราณของตระกูลข้า" นางกล่าวอ้างเสียงเรียบ "ได้ผลชะงัดนัก"

จากนั้นนางจึงค่อยๆ ป้อนน้ำยาให้เด็กชายทีละน้อย เด็กน้อยที่กำลังหมดสติสำลักเล็กน้อย แต่น้ำยาส่วนใหญ่ก็ยังไหลผ่านลำคอลงไปได้ ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ (สิบห้านาที) ราวกับเกิดปาฏิหาริย์ อาการชักกระตุกของเด็กน้อยก็ค่อยๆ ทุเลาลง ร่างกายที่เคยเกร็งแข็งเริ่มผ่อนคลาย ลมหายใจที่เคยติดขัดก็กลับมาสม่ำเสมอ แม้ไอร้อนจากร่างกายจะยังคงอยู่ แต่ก็ไม่รุนแรงเท่าเดิมแล้ว

หัวหน้าจางและภรรยามองภาพนั้นด้วยความตกตะลึงระคนยินดี พวกเขาวิ่งไปอังหน้าผากลูกชายสลับกับมองหน้าเสิ่นอวี่ซีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความขอบคุณและยำเกรง

"สหายยุวปัญญาชนเสิ่น... เจ้า...เจ้าคือผู้มีพระคุณของครอบครัวข้า!" หัวหน้าจางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ โค้งคำนับให้นางอย่างสุดซึ้ง

เสิ่นอวี่ซีเพียงพยักหน้ารับเบาๆ "ไข้จะค่อยๆ ลดลงในคืนนี้ พรุ่งนี้เช้าเขาจะดีขึ้นเอง แต่ยังต้องดูแลอย่างใกล้ชิด"

นางปฏิเสธข้าวของตอบแทนที่ครอบครัวจางพยายามจะมอบให้ และเดินกลับมายังที่พักของยุวปัญญาชนเพียงลำพัง แสงจันทร์สาดส่องลงมาอาบไล้ร่างบอบบางของนาง ทว่าบัดนี้กลับไม่มีใครกล้ามองนางด้วยสายตาดูแคลนอีกต่อไป

เมื่อกลับเข้าห้องและปิดประตูลง ความเหนื่อยล้าจากการใช้สมาธิอย่างหนักก็ถาโถมเข้ามา แต่ชัยชนะเล็กๆ ในวันนี้ได้จุดประกายไฟแห่งความหวังให้ลุกโชนขึ้นในใจ นางมองกองข้าวสารและมันเทศที่มุมห้องแล้วถอนหายใจ... เสบียงเพียงเท่านี้ไม่อาจประทังชีวิตไปได้นานนัก การรักษาคนเมื่อครู่แม้จะสร้างชื่อเสียงให้ แต่มันไม่ได้สร้างเงินทอง

ทันใดนั้น ความทรงจำของร่างเดิมก็ผุดวาบขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างชัดเจน ภาพของพ่อแม่ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เงินชดเชยมหาศาลจำนวนแปดร้อยหยวนที่โรงงานมอบให้ และตำแหน่งงานประจำในโรงงานทอผ้าเจียงหนิงที่ควรจะเป็นของนาง!

แต่ทั้งหมดกลับถูกเสิ่นจื้อเฉียง ลุงใหญ่ผู้มีจิตใจละโมบ และจ้าวชุนฮวา ป้าสะใภ้ใหญ่ผู้มีวาจาดั่งคมมีด ฮุบเอาไปจนหมดสิ้น!

พวกเขานำเงินชดเชยส่วนใหญ่ไปปรนเปรอลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่างเสิ่นเทียนเป่า ซื้อจักรยาน ‘เฟยเกอ’ รุ่นใหม่ล่าสุด ซื้อนาฬิกาข้อมือ ‘ซ่างไห่’ มาใส่โอ้อวด ทั้งยังใช้เส้นสายยัดเยียดตำแหน่งงานของพ่อให้นางให้แก่ลูกชายตัวเอง ส่วนนาง...หลานสาวกำพร้าที่ควรจะได้รับการดูแล กลับถูกหลอกล่อให้เซ็นชื่อสละสิทธิ์ทุกอย่างเพื่อมาเป็นยุวปัญญาชนตกระกำลำบากในชนบทห่างไกลแห่งนี้แทนเสิ่นเทียนเป่า!

ยิ่งคิดโทสะก็ยิ่งพลุ่งพล่านในอก เสิ่นอวี่ซีสูดลมหายใจลึก พยายามระงับเปลวเพลิงแห่งความแค้นที่สุมอยู่ในใจ การแก้แค้นต้องใช้เวลาและสติปัญญา ตอนนี้นางต้องหาเงินทุนเพื่อตั้งหลักให้ได้เสียก่อน

เป้าหมายแรกคือเงินห้าสิบหยวนและคูปองอุตสาหกรรมจำนวนหนึ่งที่จ้าวชุนฮวารับปากว่าจะส่งมาให้ทุกเดือน แต่กลับไม่เคยส่งมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว!

เสิ่นอวี่ซีตัดสินใจลงมือทันที นางค้นหาเศษกระดาษเก่าและปลายดินสอทู่ๆ จากหีบสมบัติที่แทบจะว่างเปล่าของร่างเดิม แสงจากตะเกียงน้ำมันก๊าดส่องสว่างเพียงริบหรี่ แต่ดวงตาของนางกลับลุกโรจน์ดุจถ่านไฟ

นางเริ่มร่างจดหมาย... แต่ไม่ใช่จดหมายอ้อนวอนขอความเมตตา ทว่าเป็น "จดหมายข่มขู่" ที่จะส่งตรงไปยังเมืองหลวงมณฑลเจียงหนิง!

ถ้อยคำที่นางบรรจงเขียนลงไปนั้นทั้งเย็นชาและเฉียบขาด ปราศจากการคร่ำครวญใดๆ มีเพียงการทวงถามถึงเงินห้าสิบหยวนและคูปองที่ควรจะเป็นของนาง พร้อมกับยื่นคำขาดที่น่าหวาดหวั่น

*‘...หากภายในครึ่งเดือน ข้ายังไม่ได้รับเงินห้าสิบหยวนและคูปองอุตสาหกรรมที่ท่านป้าเคยรับปากไว้ ข้าคงต้องเดินทางไปที่โรงงานทอผ้าเจียงหนิงด้วยตนเอง เพื่อปรึกษาหารือกับคณะกรรมการโรงงานเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลในการสับเปลี่ยนตำแหน่งงานของสหายเสิ่นเทียนเป่า ข้าเชื่อว่าทางคณะกรรมการคงสนใจอยากทราบว่าเหตุใดชื่อยุวปัญญาชนที่ถูกส่งไปยังหมู่บ้านไป๋เฮ่อจึงเป็นชื่อข้า แทนที่จะเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของท่านลุง...’*

ทุกตัวอักษรคือการขุดหลุมพราง ทุกประโยคคือการบีบคั้น นางรู้ดีว่าสำหรับครอบครัวของเสิ่นจื้อเฉียงแล้ว ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าหน้าตาและอนาคตของลูกชายสุดที่รัก การขู่ว่าจะเปิดโปงเรื่องการฉ้อโกงตำแหน่งงานนี้เปรียบเสมือนการกุมจุดตายของพวกเขาไว้ในกำมือ!

หลังจากเขียนเสร็จ นางอ่านทวนอีกครั้งด้วยความพึงพอใจ จดหมายฉบับนี้จะทำให้พวกเขาหวาดกลัวจนต้องรีบส่งเงินมาให้โดยเร็วที่สุด

ทว่า...กว่าเงินจะมาถึง คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ ระหว่างนี้ นางจะอดตายเสียก่อนไม่ได้

สายตาของเสิ่นอวี่ซีทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ไปยังเงาทะมึนของภูเขาต้าชิงที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลลิบตา ในความทรงจำของร่างเดิม ภูเขาลูกนั้นเต็มไปด้วยอันตราย แต่สำหรับนางผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรแล้ว มันคือขุมทรัพย์ดีๆ นี่เอง

ในใจพลันปรากฏแผนการขึ้นมา วันพรุ่งนี้นางจะเดินทางไปยังที่ทำการไปรษณีย์ของตำบลเพื่อส่งจดหมายฉบับนี้ และจากนั้น...นางจะขึ้นเขาต้าชิง!

เสิ่นอวี่ซีลุกขึ้นยืน เดินไปหยิบมีดพกเก่าๆ ที่ใช้สำหรับปอกมันเทศขึ้นมาตรวจสอบคมของมันอย่างละเอียด ดวงตาของนางส่องประกายอำมหิตภายใต้แสงตะเกียงอันริบหรี่ จดหมายฉบับนี้คือการเริ่มต้นทวงคืนอดีต ส่วนภูเขาต้าชิงคือหนทางสู่อนาคต...พรุ่งนี้ การล่า...จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว