การปะทะคารมกับแม่สามีและน้องสะใภ้

ความเงียบที่น่าอึดอัดปกคลุมไปทั่วบริเวณ ลู่จื่อเหยียนยืนนิ่งงันราวกับรากไม้ที่หยั่งลึกลงในพื้นดิน สายตาของเขาจับจ้องใบหน้างดงามบริสุทธิ์ของเฉียวซินหร่วนไม่วางตา ราวกับกำลังพยายามประมวลผลภาพที่ไม่น่าเป็นไปได้ตรงหน้า

เฉียวซินหร่วนเป็นฝ่ายทำลายความเงียบก่อน เธอบีบน้ำออกจากผ้าขนหนูในมืออย่างใจเย็น เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบปราศจากความประหม่า "คุณกลับมามีธุระอะไรงั้นหรือ"

น้ำเสียงของเธอนิ่งสงบเกินไป... แตกต่างจากที่เคยแผดเสียงใส่เขาราวฟ้ากับดิน ลู่จื่อเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย สติกลับคืนมา "ฉัน... ลืมสมุดบัญชีไว้" เขาตอบเสียงห้วน ก่อนจะรีบก้าวเข้าไปในห้องนอนของตน คว้าสมุดเล่มเล็กบนโต๊ะแล้วเดินกลับออกมาอย่างรวดเร็ว

เขาเหลือบมองเธออีกครั้ง แววตาซับซ้อนฉายชัด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยคำใดอีก เพียงแค่หมุนตัวและก้าวจากไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้บานประตูปิดลงตามหลัง

เฉียวซินหร่วนถอนหายใจแผ่วเบา เธอรู้ดีว่าความเปลี่ยนแปลงของเธอมันกะทันหันเกินไป แต่เธอก็ไม่มีเวลามานั่งอธิบายให้ใครฟัง หนี้สิน 500 หยวนยังคงเป็นเหมือนภูเขาลูกใหญ่ที่ทับอยู่บนบ่า

ยังไม่ทันที่เธอจะได้วางแผนขั้นต่อไป เสียงแหลมแสบแก้วหูก็ดังขึ้นจากหน้าประตูบ้าน "เฉียวซินหร่วน! นังตัวดี! ไสหัวออกมานี่เดี๋ยวนี้นะ!"

สวีชุ่ยฮวา! แม่สามีของร่างนี้เอง

ประตูถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง ร่างท้วมของสวีชุ่ยฮวาพุ่งเข้ามาในบ้าน ตามด้วยลู่เสี่ยวหมิ่น น้องสาวสามีที่เดินเชิดหน้าเข้ามาด้วยท่าทีพร้อมหาเรื่องเต็มที่

"เงินของฉันหายไปไหน!" สวีชุ่ยฮวาตวาดลั่น ดวงตาถลึงจ้องเขม็งมาที่เฉียวซินหร่วน "ฉันเก็บเงินไว้ในกล่องไม้ใต้เตียงอย่างดี ยี่สิบหยวน! พอกลับมาจากสถานีอนามัยก็หายเกลี้ยง! ไม่ใช่แกแล้วจะเป็นใคร!"

ลู่เสี่ยวหมิ่นรีบเสริมทัพทันที "ใช่แล้ว! ที่บ้านนี้มีใครอีกนอกจาพี่สะใภ้ที่เป็นคนนอก! ต้องเป็นพี่แน่ๆ ที่ขโมยเงินแม่ไป! จะเอาไปซื้อเครื่องสำอางราคาถูกพวกนั้นอีกล่ะสิ!"

ในความทรงจำเดิมของเฉียวซินหร่วน ทุกครั้งที่เกิดเรื่องทำนองนี้ ร่างเดิมมักจะกรีดร้องโวยวายปฏิเสธอย่างบ้าคลั่ง หรือไม่ก็ร้องไห้ฟูมฟายยอมรับชะตากรรม แต่เฉียวซินหร่วนคนใหม่เพียงแค่ยืนนิ่ง เอียงคอเล็กน้อย มองสองแม่ลูกตรงหน้าด้วยแววตาสงบนิ่งจนน่าขนลุก

"พวกท่านมีหลักฐานหรือ" เธอถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

คำถามสั้นๆ แต่ทรงพลังทำให้สองแม่ลูกชะงักไปชั่วขณะ สวีชุ่ยฮวาตวาดกลับอย่างหัวเสีย "ยังต้องมีหลักฐานอะไรอีก! ในบ้านนี้มีแกคนเดียวที่มือไวใจเร็ว วันๆ ไม่ทำการทำงาน เอาแต่ผลาญเงิน!"

"ถ้าฉันขโมยเงินไปแล้วจริงๆ" เฉียวซินหร่วนกล่าวต่อช้าๆ ชัดๆ "ท่านแม่คิดว่าฉันจะยังโง่ยืนรอให้ท่านกลับมาด่าทออยู่ที่นี่หรือ เหตุใดฉันไม่หอบเงินหนีกลับบ้านตระกูลเฉียวไปเลยเล่า"

เหตุผลของเธอสมเหตุสมผลจนสวีชุ่ยฮวาอับจนคำพูดไปชั่วครู่

ลู่เสี่ยวหมิ่นยังไม่ยอมแพ้ "ใครจะไปรู้! พี่อาจจะซ่อนเงินไว้แล้วก็ได้! ทำเป็นตีหน้าซื่อไปอย่างนั้น!"

เฉียวซินหร่วนแค่นยิ้มมุมปาก สายตาคมกริบตวัดมองไปยังน้องสาวสามี "เสี่ยวหมิ่น งั้นเธอลองค้นตัวฉันดูสิ ค้นให้ทั่วทั้งบ้านเลยก็ได้ ถ้าเจอเงินยี่สิบหยวนที่ว่า ฉันจะยอมรับผิดทุกอย่าง แต่ถ้าไม่เจอ..." เธอเว้นจังหวะ สายตาเย็นเยียบขึ้น "พวกท่านสองคนต้องขอโทษฉัน"

"อะไรนะ! ให้ฉันขอโทษแกเรอะ!" สวีชุ่ยฮวาแทบจะกระโจนเข้าใส่

"ทำไมจะไม่ได้ล่ะท่านแม่" เฉียวซินหร่วนสวนกลับทันควัน "ใส่ความผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐาน ไม่สมควรต้องขอโทษหรอกหรือ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาใส่ร้ายป้ายสีฉันง่ายๆ อีกต่อไปแล้ว"

ท่าทีที่แข็งกร้าวและสายตาที่เด็ดเดี่ยวของเฉียวซินหร่วนทำให้ทั้งสวีชุ่ยฮวาและลู่เสี่ยวหมิ่นผงะไปตามๆ กัน โดยเฉพาะลู่เสี่ยวหมิ่นที่รู้สึกสับสนอย่างยิ่ง พี่สะใภ้ที่เคยเอาแต่ร้องห่มร้องไห้และกรีดร้องโวยวายหายไปไหน ทำไมคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าถึงได้ดูเหมือนคนละคนเช่นนี้ ทั้งสุขุม ทั้งน่าเกรงขาม และ... งดงามอย่างน่าประหลาดเมื่อไร้เครื่องสำอางบดบัง

เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนนิ่งอึ้งไป เฉียวซินหร่วนจึงเปลี่ยนเรื่อง "ใกล้ค่ำแล้ว ฉันจะไปทำอาหารเย็น"

พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินตรงไปยังห้องครัว ไม่สนใจเสียงสบถด่าตามหลังของสวีชุ่ยฮวาอีก

สภาพห้องครัวของบ้านตระกูลลู่เรียกได้ว่าอนาถาอย่างแท้จริง มีเพียงหัวมันฝรั่งเหี่ยวๆ ไม่กี่หัวกับผักกาดขาวที่เริ่มช้ำอีกเล็กน้อย ข้าวสารในไหก็เหลือติดก้นไหเท่านั้น

แต่สำหรับเฉียวซินหร่วน นี่ไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย

เธอแสร้งทำเป็นก้มๆ เงยๆ อยู่มุมมืดของห้องครัว พลางเรียกใช้ "ระบบห้างสรรพสินค้า" ในใจอย่างรวดเร็ว

‘ระบบ! ขอเครื่องปรุงรสชุดเล็กหนึ่งชุด และเห็ดหอมอบแห้งหนึ่งห่อ!’

สิ้นความคิด วัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมจากศตวรรษที่ 21 ก็ปรากฏขึ้นในมือของเธออย่างเงียบเชียบ เธอรีบนำมันออกมาจากมิติแล้ววางซ่อนไว้ในตะกร้าผักเก่าๆ อย่างแนบเนียน

จากนั้น การแสดงฝีมือของเชฟมือฉมังก็ได้เริ่มต้นขึ้น

เธอล้างข้าวสารที่เหลืออยู่จนสะอาด ตั้งไฟหุงข้าวด้วยความชำนาญ มืออีกข้างก็ปอกเปลือกมันฝรั่งและหั่นเป็นชิ้นอย่างรวดเร็ว เสียงมีดกระทบเขียงดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

เฉียวซินหร่วนนำเห็ดหอมอบแห้งที่เพิ่งได้มาไปแช่น้ำร้อน กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของเห็ดชั้นดีค่อยๆ ลอยฟุ้งออกมา จากนั้นก็นำมันฝรั่งลงไปผัดกับน้ำมันเล็กน้อย ปรุงรสด้วยซอสปรุงรสชั้นเลิศที่ระบบมอบให้ ก่อนจะเติมน้ำแช่เห็ดและเห็ดหอมลงไปเคี่ยวจนเข้าเนื้อ

เพียงไม่นาน กลิ่นหอมหวนยวนใจที่ไม่เคยปรากฏในบ้านตระกูลลู่มาก่อนก็ลอยอบอวลไปทั่ว มันเป็นกลิ่นหอมของอาหารที่ปรุงอย่างพิถีพิถัน กลิ่นที่สามารถกระตุ้นต่อมน้ำลายของทุกคนให้เริ่มทำงาน

สวีชุ่ยฮวาที่กำลังนั่งบ่นอุบอิบอยู่กลางบ้านถึงกับหยุดชะงัก จมูกของนางขยับฟุดฟิด "กลิ่นอะไร... หอมขนาดนี้"

ลู่เสี่ยวหมิ่นเองก็กลืนน้ำลายลงคออย่างลืมตัว เธอไม่เคยได้กลิ่นอาหารที่หอมขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ปกติแล้วอาหารที่พี่สะใภ้ทำมีแค่สองอย่าง คือไหม้จนกินไม่ได้ กับจืดชืดจนไร้รสชาติ แต่นี่มันอะไรกัน?

ไม่นานนัก เฉียวซินหร่วนก็ยกชามใบใหญ่ออกมาวางบนโต๊ะ ในชามคือมันฝรั่งเคี่ยวเห็ดหอมสีน้ำตาลทองน่ารับประทาน ไอร้อนกรุ่นพร้อมกลิ่นหอมฉุยลอยขึ้นมาปะทะจมูก ตามด้วยข้าวสวยร้อนๆ อีกสองชาม

"อาหารเย็นเสร็จแล้ว" เธอกล่าวเรียบๆ ก่อนจะนั่งลงที่ฝั่งของตัวเองแล้วเริ่มตักข้าวกินอย่างสบายอารมณ์

สวีชุ่ยฮวาและลู่เสี่ยวหมิ่นมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ความหิวและความอยากรู้อยากเห็นเอาชนะความขุ่นเคืองในใจ สองแม่ลูกเดินมานั่งที่โต๊ะอย่างเสียไม่ได้

สวีชุ่ยฮวาตักมันฝรั่งเข้าปากเป็นคนแรกอย่างลังเล แต่ทันทีที่ได้ลิ้มรส ดวงตาของนางก็เบิกกว้างขึ้น มันฝรั่งที่นุ่มละมุนลิ้นชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำซอสรสชาติกลมกล่อม ทั้งความหวานของมันฝรั่ง ความหอมของเห็ด และรสเค็มปะแล่มที่ลงตัวอย่างน่าอัศจรรย์ นี่มัน... อร่อยเกินไปแล้ว!

นางรีบตักคำที่สอง คำที่สาม ตามด้วยการกวาดข้าวเข้าปากอย่างลืมตัว ลืมสิ้นแล้วซึ่งเรื่องเงินยี่สิบหยวนที่หายไป

ลู่เสี่ยวหมิ่นเองก็มีสภาพไม่ต่างกัน เธอกินอย่างเงียบเชียบ แต่ความเร็วในการขยับตะเกียบนั้นบ่งบอกทุกอย่างได้เป็นอย่างดี เธอเหลือบมองพี่สะใภ้ที่นั่งกินอย่างสง่างามเป็นพักๆ ความสับสนในใจยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบกริบ มีเพียงเสียงกระทบกันของตะเกียบและชามเท่านั้น ไม่มีเสียงด่าทอ ไม่มีเสียงบ่นว่า เฉียวซินหร่วนได้ใช้ฝีมือการทำอาหารของเธอ "ปิดปาก" สองแม่ลูกได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เธอกินอาหารในส่วนของตนจนหมดชาม วางตะเกียบลงอย่างแช่มช้อย แล้วมองสองแม่ลูกที่กำลังก้มหน้าก้มตากินอย่างไม่สนใจโลกรอบข้าง มุมปากของเธอยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

นี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น... ก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลง

ทว่า ในขณะที่ความเงียบสงบอันน่าประหลาดกำลังจะสิ้นสุดลงพร้อมกับมื้ออาหาร

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นอย่างหนักหน่วงและเร่งร้อนทำลายความเงียบลงในบัดดล ทุกคนบนโต๊ะอาหารต่างชะงักงันและหันไปมองที่ประตูเป็นตาเดียว ใครกันที่มาหาในยามวิกาลเช่นนี้?