แขกที่ไม่ได้รับเชิญ
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายฉกรรจ์คนหนึ่ง ก่อนที่มันจะพยักพเยิดให้สหายแล้วเริ่มก้าวอาดๆ ตรงมาทางเฉียวซินหร่วน
บรรยากาศรอบกายพลันหนักอึ้ง พ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ใกล้เคียงต่างหลุบตาลงต่ำ ไม่มีผู้ใดกล้าสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยว หญิงสาวเจ้าของแผงคนใหม่ผู้งดงามราวบุปผาแรกแย้ม กำลังจะเผชิญกับพายุร้ายของตลาดเสรีแห่งนี้
"น้องสาวคนสวย เพิ่งมาตั้งแผงวันแรกหรือ?" ชายผู้นั้นเอ่ยถามพลางเดินเข้ามาประชิด น้ำเสียงหยาบกระด้างแฝงแววคุกคาม "ที่นี่มีกฎเกณฑ์ มาค้าขายในถิ่นพวกข้า ก็ต้องจ่ายค่าดูแลความสงบเรียบร้อยกันบ้าง"
เฉียวซินหร่วนยืนนิ่งสงบ หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยแต่ดวงตายังคงแน่วแน่ เธอเหลือบมองผ้าผืนว่างเปล่าบนพื้น สลับกับมองหน้าชายผู้นั้น ก่อนจะคลี่ยิ้มบางเบาออกมา "พี่ชายเข้าใจผิดแล้วกระมังคะ ฉันไม่ใช่แม่ค้าหรอกค่ะ"
คำตอบของเธอทำให้ชายคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง "ไม่ใช่แม่ค้า? แล้วที่เจ้ามานั่งอยู่นี่ทำอะไร?"
"ฉันแค่มานั่งรอสามีค่ะ" เฉียวซินหร่วนตอบเสียงเรียบ "เขาทำงานเป็นหัวหน้าหน่วยขนส่งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมซิงไห่ วันนี้เขาบอกว่าจะมารับฉันแถวนี้ แต่ดูเหมือนจะติดธุระด่วนเลยยังมาไม่ถึง ฉันเห็นว่าตรงนี้ว่างดีเลยขอนั่งพักสักครู่ ไม่ได้มีเจตนาจะมาค้าขายแย่งที่ใครหรอกค่ะ"
เธอแต่งเรื่องขึ้นสดๆ โดยอ้างอิงถึงตำแหน่งของลู่จื่อเหยียน เขตอุตสาหกรรมซิงไห่เป็นหน่วยงานของรัฐ คนที่ทำงานในนั้นล้วนไม่ใช่คนธรรมดา โดยเฉพาะตำแหน่งระดับหัวหน้าหน่วย ย่อมต้องมีเส้นสายพอตัว
ชายฉกรรจ์หรี่ตามองเธออย่างพิจารณา ท่าทีที่สงบนิ่งไม่ตื่นตระหนก กับใบหน้าที่งดงามหมดจดแต่แฝงไว้ด้วยความทระนง ทำให้เขาเริ่มลังเลใจ หญิงสาวผู้นี้ดูไม่เหมือนแม่ค้าเร่ทั่วไป หากนางมีสามีเป็นใหญ่เป็นโตในเขตอุตสาหกรรมจริง การไปหาเรื่องนางอาจไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก
"จริงรึ?" เขาถามหยั่งเชิง
"พี่ชายจะลองไปถามคนที่ตลาดก็ได้ค่ะ ว่าเห็นฉันขายอะไรไปบ้างหรือยัง" เฉียวซินหร่วนผายมือไปรอบๆ อย่างใจเย็น "ฉันเพิ่งมาถึง นั่งอยู่ตรงนี้ยังไม่ถึงสิบนาทีเลยค่ะ"
คำพูดของเธอกึ่งจริงกึ่งเท็จ เธอขายของไปแล้วก็จริง แต่ขายหมดอย่างรวดเร็วจนแทบไม่มีใครทันสังเกตเห็น ชายผู้นั้นกวาดตามองไปรอบๆ เห็นแต่สายตาหลบเลี่ยงของคนอื่น เมื่อรวมกับท่าทีที่มั่นคงของเฉียวซินหร่วน เขาก็เริ่มเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง สุดท้ายจึงแค่นเสียง "หึ!" ออกมาคำหนึ่ง "งั้นก็แล้วไป แต่ถ้าข้าเห็นเจ้าตั้งแผงขายของเมื่อไหร่ล่ะก็... อย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือน!"
พูดจบเขาก็หันหลังเดินกลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อนของตน เฉียวซินหร่วนมองตามแผ่นหลังนั้นไปจนลับตา ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ เธอก้มลงเก็บผ้าผืนนั้นขึ้นมาพับอย่างรวดเร็วแล้วรีบเดินออกจากตลาดทันที
โลกนี้ไม่มีที่สำหรับผู้อ่อนแอ การเผชิญหน้าเมื่อครู่ยิ่งตอกย้ำให้เธอรู้ว่า อำนาจและเงินตราคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด เธอต้องรีบหาเงินให้ได้มากกว่านี้!
ระหว่างทางกลับบ้าน เฉียวซินหร่วนครุ่นคิดถึงแผนการในอนาคต เงินสิบหยวนในวันนี้เป็นเพียงก้าวแรก เธอต้องปลดล็อกระบบขั้นต่อไปให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อนำสินค้าที่หลากหลายกว่าเดิมออกมาขาย
เมื่อเดินมาจนเกือบถึงประตูบ้านรั้วไม้เตี้ยๆ ของตระกูลลู่ ประสาทสัมผัสของเธอก็พลันได้ยินเสียงพูดคุยแว่วออกมาจากในบ้าน เป็นเสียงของสวีชุ่ยฮวา และอีกเสียงหนึ่งที่หวานใสแต่แฝงด้วยความจงใจซึ่งเธอไม่คุ้นเคย
เฉียวซินหร่วนชะลอฝีเท้าลงทันที หัวใจเตือนว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เธอกำธนบัตรสิบหยวนในกระเป๋าแน่น ก่อนจะนึกถึงความสามารถของระบบขึ้นมาได้ ด้วยความระแวดระวัง เธอจึงแอบอยู่ข้างกำแพงดิน เหลือบมองซ้ายขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใครเห็น แล้วจึงเพ่งสมาธิไปที่เงินในมือ พลันธนบัตรใบนั้นก็หายวับไปจากฝ่ามือ เข้าไปเก็บอยู่ในมิติห้างสรรพสินค้าซิงลวี่อย่างปลอดภัย
เมื่อจัดการเก็บเงินก้อนสำคัญเรียบร้อยแล้ว เธอก็ย่องเข้าไปใกล้หน้าต่างที่แง้มอยู่เล็กน้อยเพื่อฟังให้ถนัดขึ้น
"คุณป้าคะ ป้าผอมลงไปหรือเปล่าคะ ดูสิคะ ช่วงนี้คงเหนื่อยมากสินะคะ" เสียงหวานใสนั้นเอ่ยขึ้นอย่างห่วงใย "ถ้าพี่จื่อเหยียนมีคนคอยดูแลบ้านช่อง ดูแลคุณป้าอย่างจริงจัง ป้าก็คงไม่ต้องลำบากแบบนี้"
สวีชุ่ยฮวาถอนหายใจยาว "เฮ้อ... อย่าพูดถึงเลย"
"แต่ฉันอดเป็นห่วงไม่ได้นี่คะ" เสียงนั้นยังคงกล่าวต่อไป "วันนี้ฉันไปที่ตลาด เห็นพี่สะใภ้... เอ่อ... เห็นคุณเฉียวซินหร่วนไปยืนเถียงกับใครก็ไม่รู้อยู่ที่นั่น ท่าทางเหมือนจะมีเรื่องกัน ผู้หญิงเรา การออกไปทำตัวเหมือนพวกแม่ค้าข้างถนนแบบนั้น มันน่าอายจะตายไป ทำให้ตระกูลลูต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงไปด้วยนะคะ"
เฉียวซินหร่วนยืนฟังเงียบๆ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ เธอจำได้แล้วว่าเจ้าของเสียงนี้คือใคร ติงเหม่ยหลิง บุตรสาวของหัวหน้าหมู่บ้าน หญิงสาวที่ใครๆ ก็รู้ว่าแอบมีใจให้ลู่จื่อเหยียนมาตลอด
ช่างเป็นแผนการยุยงที่ตื้นเขินเสียจริง!
"จริงหรือ?" สวีชุ่ยฮวาเริ่มมีน้ำเสียงไม่พอใจ
"จริงสิคะคุณป้า ฉันจะโกหกป้าไปทำไม" ติงเหม่ยหลิงรีบกล่าวเสริม "ผู้หญิงที่ดีควรจะอยู่บ้านดูแลสามีดูแลครอบครัว ไม่ใช่ทิ้งงานบ้านงานเรือนไปเร่ขายของข้างนอกให้คนเขานินทาแบบนั้น"
พอแล้ว... เฉียวซินหร่วนตัดสินใจว่าเธอฟังมามากพอแล้ว
เธอปรับสีหน้าให้เรียบเฉย เดินอ้อมไปที่ประตูหน้าแล้วผลักเข้าไปเบาๆ เสียงเอี๊ยดอ๊าดของบานประตูไม้ทำให้การสนทนาภายในบ้านหยุดชะงักลงทันที
สวีชุ่ยฮวาและติงเหม่ยหลิงหันมามองเป็นตาเดียว
"กลับมาแล้วหรือคะ" เฉียวซินหร่วนกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มปกติ ราวกับไม่ได้ยินอะไรมาก่อน สายตาของเธอเหลือบมองติงเหม่ยหลิงแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปทางแม่สามี "อ้าว คุณติงก็มาเยี่ยมบ้านเราด้วยหรือคะ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ"
ติงเหม่ยหลิงหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย แต่ก็ยังฝืนยิ้มตอบ "ใช่จ้ะ พอดีฉันผ่านมาเลยแวะมาเยี่ยมคุณป้า"
"อย่างนั้นหรือคะ" เฉียวซินหร่วนเดินเข้ามาในบ้านช้าๆ วางตะกร้าสานว่างเปล่าลงบนโต๊ะ "เมื่อครู่ฉันเหมือนได้ยินคุณติงพูดถึงฉันที่ตลาด ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรหรือคะ พอดีฉันมัวแต่ยุ่งกับการหาเงินมาช่วยใช้หนี้ที่ตัวเองก่อไว้ เลยอาจจะไม่ได้สังเกตเห็นคุณ"
ประโยคเดียวที่ทั้งยอมรับความผิดของตัวเองในอดีต แต่ก็ตอกย้ำสถานะ 'คนใน' ที่กำลังรับผิดชอบปัญหาของครอบครัว ทำเอาติงเหม่ยหลิงหน้าชาไปวูบหนึ่ง
"ฉะ...ฉันแค่เป็นห่วงน่ะจ้ะ เห็นเธอดูเหมือนกำลังมีเรื่องกับคนอื่น" ติงเหม่ยหลิงพยายามแก้ตัว
"เป็นห่วง?" เฉียวซินหร่วนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับคมกริบ "คุณติงช่างเป็นคนมีน้ำใจเหลือเกินนะคะ เรื่องในบ้านฉัน คุณยังรู้ดีกว่าตัวฉันเสียอีก ดูท่าว่าครอบครัวของคุณติงคงจะสมบูรณ์พร้อม ไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องกังวลเลยสินะคะ ถึงได้มีเวลาว่างมากมายมาเป็นห่วงเป็นใยเรื่องของครอบครัวคนอื่นได้ขนาดนี้"
วาจาที่นุ่มนวลแต่แฝงด้วยหนามแหลมคมทิ่มแทงเข้าไปกลางใจดำของติงเหม่ยหลิงจนนางหน้าแดงก่ำ "เธอ! เธอพูดจาแบบนี้หมายความว่ายังไง! ฉันอุตส่าห์หวังดี!"
"หวังดี?" เฉียวซินหร่วนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ "หรือหวังว่าถ้าฉันทำหน้าที่ภรรยาได้ไม่ดีพอ ตำแหน่ง 'คุณนายลู่' จะว่างลงกันแน่คะ? คุณติง... ความทะเยอทะยานของผู้หญิงเรา ควรจะวางไว้ที่การพัฒนาตนเอง ไม่ใช่การเฝ้ารอสามีของคนอื่นหรอกนะคะ"
"เฉียวซินหร่วน!!" ติงเหม่ยหลิงตวาดลั่น ลุกพรวดขึ้นยืนด้วยความโกรธและความอับอายจนตัวสั่นเทา สวีชุ่ยฮวาเองก็อ้าปากค้าง ตกตะลึงกับวาจาที่เชือดเฉือนของลูกสะใภ้จนพูดอะไรไม่ออก
และเป็นจังหวะนั้นเอง... ที่ร่างสูงใหญ่ของลู่จื่อเหยียนปรากฏขึ้นที่กรอบประตู เงาของเขาทอดยาวเข้ามาในบ้าน บดบังแสงสุดท้ายของวัน เขากลับมาจากที่ทำงานแล้ว
บรรยากาศภายในห้องพลันเงียบกริบราวกับป่าช้า ติงเหม่ยหลิงเมื่อเห็นลู่จื่อเหยียนก็หน้าซีดเผือด สลับกับแดงก่ำด้วยความอัปยศ "พี่...พี่จื่อเหยียน..." นางเอ่ยเสียงสั่นเครือ ก่อนจะทนความอับอายไม่ไหวอีกต่อไป คว้ากระเป๋าของตัวเองแล้ววิ่งหนีออกจากบ้านไปทันที โดยไม่แม้แต่จะกล่าวลา
เฉียวซินหร่วนไม่ได้หันไปมองตามแม้แต่น้อย เธอยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม หันหน้าไปเผชิญกับสามีและแม่สามีของเธอ
ลู่จื่อเหยียนยืนเงียบอยู่ที่ประตู ใบหน้าเรียบเฉยของเขายังคงเย็นชาเหมือนทุกครั้ง แต่ทว่า... นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นกลับจับจ้องมาที่ภรรยาของตนอย่างลึกล้ำ ในแววตานั้นมีความประหลาดใจระคนกับความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึงฉายผ่านวูบหนึ่ง... ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว