ปลิงดูดเลือดบุกบ้าน
ความเงียบที่หนักอึ้งกดทับบรรยากาศภายในบ้านตระกูลลู่ให้เย็นเยียบเสียยิ่งกว่าสายลมยามค่ำคืน ลู่จื่อเหยียนยืนสงบนิ่งดุจขุนเขา บังแสงสุดท้ายของวันที่กรอบประตู นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมองเฉียวซินหร่วนอย่างลึกล้ำ ก่อนจะเคลื่อนผ่านไปยังสวีชุ่ยฮวาที่ยังคงนั่งตัวแข็งทื่อด้วยความตกตะลึง
เขาไม่ได้เอ่ยถามถึงติงเหม่ยหลิงที่วิ่งหน้าตาตื่นออกไป ไม่ได้ซักไซ้ถึงบรรยากาศมาคุที่คุกรุ่นอยู่ ชายหนุ่มเพียงก้าวเท้าเข้ามาในบ้านอย่างเงียบเชียบ เดินผ่านร่างของภรรยาไปโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว กลิ่นอายเย็นชาที่แผ่ออกมานั้น กลับหนักหน่วงยิ่งกว่าการตวาดด่าทอใดๆ
สวีชุ่ยฮวาสะดุ้งเฮือก ได้สติกลับคืนมาเมื่อเห็นลูกชายเดินตรงไปยังห้องครัวเพื่อล้างหน้าล้างตา นางลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองลูกสะใภ้ “ดูเรื่องวุ่นวายที่เธอสร้างขึ้นสิ!” นางข่มเสียงให้เบาที่สุด ไม่อยากให้ลูกชายต้องมาได้ยินเรื่องน่ารำคาญใจหลังกลับจากทำงานเหนื่อยๆ
เฉียวซินหร่วนเพียงยักไหล่เบาๆ ท่าทีไม่ทุกข์ไม่ร้อน “เรื่องวุ่นวายนี้ไม่ได้เริ่มที่ฉันนี่คะ ท่านแม่”
“เธอยังจะเถียงอีก!”
“พี่ใหญ่! พี่สะใภ้!”
ยังไม่ทันที่สวีชุ่ยฮวาจะได้อาละวาดต่อ เสียงตะโกนเรียกที่ดังลั่นมาจากหน้าบ้านก็ขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน เป็นเสียงที่เฉียวซินหร่วนคุ้นเคยในความทรงจำ... และเกลียดชังเข้ากระดูกดำ
ร่างผอมเกร็งของชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ในเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อแต่ทำท่าทางกร่างผยองเดินล่วงล้ำเข้ามาในลานบ้านอย่างถือวิสาสะ ใบหน้าตอบเหลืองซีด ดวงตาขุ่นข้นกลวงโบ๋บ่งบอกถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอ มุมปากยังประดับรอยยิ้มยียวนน่ารำคาญใจ นั่นคือ เฉียวจงเป่า น้องชายแท้ๆ ของเฉียวซินหร่วน... ตัวปลิงดูดเลือดที่ทำลายชีวิตเจ้าของร่างเดิมจนพังพินาศ
“พี่สะใภ้! ข้ามาแล้ว! ได้ยินว่าพี่ขายของได้เงินมาไม่น้อยเลยนี่ เอามาให้น้องชายยืมใช้หน่อยสิ!” เฉียวจงเป่าตะโกนเรียกอย่างคุ้นเคย ไม่ได้สนใจสายตาของสวีชุ่ยฮวาที่มองมาอย่างรังเกียจแม้แต่น้อย
ลู่เสี่ยวหมิ่นที่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็แง้มประตูห้องของตนเองออกมาดูด้วยความสนใจ เมื่อเห็นว่าเป็นใคร นางก็เบ้ปากด้วยความดูแคลน พึมพำกับตัวเองเบาๆ “พวกขอทานจากบ้านสกุลเฉียวมาอีกแล้วสินะ”
เฉียวซินหร่วนหรี่ตาลงมองน้องชายในไส้ วาจาที่เคยเตรียมไว้ตอบโต้แม่สามีถูกกลืนหายไปในลำคอ ถูกแทนที่ด้วยไอสังหารเย็นเยียบที่พุ่งตรงไปยังผู้มาใหม่ เงินหรือ? เงินที่นางต้องเสี่ยงอันตรายไปต่อปากต่อคำกับพวกนักเลงในตลาด เงินที่นางต้องใช้สติปัญญาทั้งหมดที่มีเพื่อหามา เพื่อปลดหนี้และเริ่มต้นชีวิตใหม่ เงินที่มาจาก ‘ระบบห้างสรรพสินค้า’ ซึ่งเป็นความหวังเดียวของนางน่ะหรือ จะให้ไอ้สวะนี่เอาไปผลาญในบ่อนการพนัน... ฝันไปเถอะ!
“ใครบอกเจ้าว่าข้ามีเงิน” เฉียวซินหร่วนเอ่ยเสียงเรียบเย็น
เฉียวจงเป่าชะงักไปเล็กน้อยกับน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของพี่สาว แต่ก็ยังตีหน้าหนาต่อไป “โธ่ พี่สาว อย่ามาทำเป็นใจดำไปหน่อยเลยน่า ข้าได้ยินมาหมดแล้ว พวกชาวบ้านลือกันให้แซ่ดว่าพี่ไปตั้งแผงขายสบู่หอมในเมือง ได้เงินมาเป็นกอบเป็นกำ ไม่แบ่งให้น้องบ้างรึไง”
เขาเดินเข้ามาใกล้หมายจะคว้าแขนเฉียวซินหร่วนตามความเคยชิน แต่หญิงสาวกลับถอยหลังหลบอย่างรวดเร็ว สายตาเย็นชาของนางกวาดมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า “เงินนั่นเป็นของตระกูลลู่ ไม่ใช่ของข้า และต่อให้เป็นของข้า... ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเจ้า”
“หา!” เฉียวจงเป่าอ้าปากค้าง ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “พี่พูดอะไรออกมาน่ะ! นี่พี่เสียสติไปแล้วรึไง? ปกติแค่ข้าเอ่ยปาก พี่ก็รีบไปเอาเงินของพี่เขยมาให้แล้วไม่ใช่รึ! วันนี้เป็นอะไรไป!”
คำพูดของเฉียวจงเป่าเป็นเหมือนการราดน้ำมันเข้ากองไฟ สวีชุ่ยฮวาที่ยืนฟังอยู่ถึงกับหน้าเขียวคล้ำ นางชี้หน้าเฉียวซินหร่วนด้วยมือที่สั่นเทา “เห็นไหม! เห็นไหม! ที่แท้เธอก็แอบขโมยเงินของบ้านเราไปให้ครอบครัวตัวเองมาตลอดจริงๆ ด้วย!”
เฉียวซินหร่วนไม่สนใจคำกล่าวหาของแม่สามีแม้แต่น้อย สายตาของนางยังคงจับจ้องอยู่ที่เฉียวจงเป่า “นั่นมันเมื่อก่อน แต่วันนี้... จะไม่มีอีกแล้ว”
“ไม่มีได้ยังไง!” เฉียวจงเป่าเริ่มขึ้นเสียง “ข้าต้องการเงิน! เจ้าหนี้มันจะหักขาน้องชายของพี่ทั้งคนนะ! พี่จะใจดำดูดายได้ลงคอเชียวรึ!”
“นั่นก็เป็นปัญหาของเจ้า ไม่ใช่ของข้า” เฉียวซินหร่วนตอบกลับอย่างเลือดเย็น “ชีวิตเป็นของเจ้า ขาเป็นของเจ้า หากไม่รู้จักรักษา ก็ปล่อยให้คนอื่นเขาหักไปเสียเถอะ”
“เฉียวซินหร่วน!!” เฉียวจงเป่าคำรามลั่น ความอดทนสิ้นสุดลง “ดี! ในเมื่อพี่ไม่ให้ข้าดีๆ ข้าก็จะหาเอง!”
ว่าแล้วมันก็ทำท่าจะวิ่งบุกเข้าไปในตัวบ้าน หวังจะรื้อค้นหาของมีค่าตามที่เคยทำ แต่ครั้งนี้มันคิดผิด!
ฟึ่บ!
เฉียวซินหร่วนไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป นางหันขวับไปคว้าไม้กวาดด้ามยาวที่พิงอยู่ข้างประตู ท่าทางของนางฉับไวและเด็ดขาดจนทุกคนต้องตกตะลึง!
“จะไปไหน!” นางตวาดเสียงกร้าว ก่อนจะเหวี่ยงไม้กวาดในมือฟาดเข้าที่กลางหลังของเฉียวจงเป่าอย่างเต็มแรง!
เพียะ!
“โอ๊ย!”
เฉียวจงเป่าร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด มันไม่เคยคาดคิดว่าพี่สาวที่เคยหัวอ่อนและยอมทุกอย่างมาตลอดจะกล้าลงไม้ลงมือกับมัน!
“กล้าดียังไงมาตีข้า!”
“ตีสิ! ตีให้หายโง่!” เฉียวซินหร่วนก้าวตาม เหวี่ยงไม้กวาดฟาดซ้ายป่ายขวาไม่ยั้ง “บ้านนี้ไม่ใช่ที่ที่แกจะมาเหยียบย่ำได้ตามใจชอบ! เงินทุกหยวนในบ้านนี้มาจากน้ำพักน้ำแรงของคนตระกูลลู่! ไม่ใช่ของครอบครัวปลิงดูดเลือดอย่างพวกแก!”
เพียะ! เพียะ!
เสียงไม้กวาดฟาดกระทบร่างดังขึ้นเป็นจังหวะ สลับกับเสียงร้องโหยหวนของเฉียวจงเป่า มันวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนไปรอบลานบ้าน ชนข้าวของล้มระเนระนาด ไก่ที่เลี้ยงไว้แตกตื่นกระพือปีกบินว่อนไปทั่ว
เหตุการณ์อึกทึกครึกโครมดึงดูดสายตาของเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง พวกเขาพากันโผล่หน้าออกมาจากบ้านของตัวเอง บ้างก็ยืนเกาะรั้วดูด้วยความสนใจใคร่รู้
“นั่นมัน... ลูกสะใภ้บ้านลู่ไม่ใช่รึ?”
“นางกำลังไล่ตีใครน่ะ? อ๋อ... ไอ้ขี้ยาจากบ้านสกุลเฉียว น้องชายนางนั่นเอง!”
“สวรรค์! วันนี้ลมเปลี่ยนทิศทางไหน เฉียวซินหร่วนที่เคยยอมให้น้องชายข่มเหงมาตลอดถึงได้ลุกขึ้นสู้!”
เฉียวจงเป่าอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี มันวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงออกจากลานบ้านตระกูลลู่ไป โดยมีเฉียวซินหร่วนวิ่งไล่ตามไปจนถึงหน้าประตูรั้ว
หญิงสาวยืนหอบหายใจเล็กน้อย ผมเผ้าที่มวยไว้อย่างเรียบร้อยหลุดลุ่ยลงมาปรกใบหน้างาม แต่ดวงตาของนางกลับสว่างวาบเจิดจ้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางชูไม้กวาดขึ้นฟ้า ประกาศกร้าวให้ได้ยินกันทั่วทั้งบาง “ฟังให้ดีนะ เฉียวจงเป่า! และพวกท่านทุกคนก็ช่วยเป็นพยานให้ข้าด้วย!”
นางกวาดสายตามองชาวบ้านที่มุงดูอยู่ทีละคน เสียงของนางดังชัดเจนและหนักแน่น “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้า เฉียวซินหร่วน จะไม่ให้เงินทองหรือข้าวของใดๆ แก่คนบ้านสกุลเฉียวอีกแม้แต่แดงเดียว! หากใครหน้าไหนกล้าบุกมาสร้างความวุ่นวายที่บ้านตระกูลลู่อีก... ไม้กวาดในมือข้านี่แหละคือคำตอบ!”
คำประกาศกร้าวที่ก้องกังวานทำเอาทุกคนเงียบกริบ ตะลึงงันกับภาพลักษณ์ใหม่ของสะใภ้บ้านลู่ที่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ภายในห้องนอน ลู่เสี่ยวหมิ่นที่แอบมองเหตุการณ์ผ่านร่องหน้าต่างมาโดยตลอดถึงกับอ้าปากค้าง นางมองแผ่นหลังตั้งตรงของพี่สะใภ้ที่ยืนท้าทายสายตาคนทั้งหมู่บ้านอย่างองอาจ ในใจที่เคยมีแต่อคติและความรังเกียจ พลันเกิดความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างขึ้นมา... มันคือความสะใจระคนกับความชื่นชมอย่างไม่น่าเชื่อ
เฉียวซินหร่วนหันหลังกลับมา ไม่สนใจสายตาอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้านอีกต่อไป นางเดินกลับเข้ามาในลานบ้านที่บัดนี้เงียบสงัดราวกับป่าช้า ทิ้งไม้กวาดลงบนพื้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้น...
และสบตากับลู่จื่อเหยียนที่ยืนพิงกรอบประตูรออยู่เงียบๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉยเย็นชาเช่นเคย แต่แววตาที่จับจ้องมานั้น... กลับมีความคมปลาบและประกายวูบไหวบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง เขามองนางนิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แยกไม่ออกว่าพอใจหรือโกรธเคือง
“เข้ามาในบ้าน”