ข้อสงสัยของสามีหน้าน้ำแข็ง

เฉียวซินหร่วนเดินตามแผ่นหลังกว้างของลู่จื่อเหยียนเข้าไปในบ้าน ประตูไม้ถูกปิดลงอย่างแผ่วเบา ตัดขาดสายตาอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้านด้านนอกโดยสิ้นเชิง บรรยากาศภายในห้องโถงพลันเงียบสงัดลงทันที มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนที่ยังคงลอยวนอยู่ในความอึดอัด

นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา แววตาที่เคยเย็นชาของลู่จื่อเหยียนในยามนี้กลับลุ่มลึกดุจห้วงน้ำที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง เขายังคงไม่เอ่ยวาจาใด เพียงแค่ใช้สายตาคมกริบคู่นั้นสำรวจนางอย่างละเอียดถี่ถ้วน ราวกับกำลังประเมินและวิเคราะห์ตัวตนของนางใหม่อีกครั้ง

เฉียวซินหร่วนยืนนิ่งอย่างสงบ ปล่อยให้เขามองอย่างเต็มที่ นางทราบดีว่าการกระทำของนางในวันนี้มันพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินในสายตาของทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามีคนนี้

เวลาผ่านไปราวครึ่งก้านธูป ในที่สุดลู่จื่อเหยียนก็เป็นฝ่ายขยับ เขามิได้เอ่ยถึงเรื่องที่นางอาละวาดขับไล่ครอบครัวเดิม แต่กลับเดินตรงไปยังห้องครัว เฉียวซินหร่วนขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเดินตามไปอย่างเงียบเชียบ

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือ ลู่จื่อเหยียนกำลังยืนจ้องมองเนื้อหมูสามชั้นชิ้นงามที่วางอยู่บนเขียงไม้ เนื้อสดใหม่ที่มีชั้นไขมันและเนื้อสลับกันอย่างสวยงามนั้นถูกล้างทำความสะอาดและเตรียมพร้อมไว้สำหรับมื้อเย็นเรียบร้อยแล้ว

“เงินมาจากไหน?” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้น ทำลายความเงียบในห้องครัวจนหมดสิ้น

คำถามนั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา แต่กลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น เฉียวซินหร่วนเตรียมใจไว้แล้วว่าต้องถูกซักถาม นางจึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุด

“ข้าหามาได้เอง”

“อย่างไร?” ลู่จื่อเหยียนหันขวับกลับมา แสงจากหน้าต่างยามเย็นสาดส่องกระทบใบหน้าครึ่งซีกของเขา ทำให้แววตาที่จับจ้องมานั้นดูคมปลาบยิ่งขึ้น “เงินห้าสิบหยวนที่ข้าให้เจ้าไว้ เจ้าบอกว่าใช้หนี้ให้บ้านสกุลเฉียวไปจนเกือบหมดแล้วไม่ใช่หรือ แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อเนื้อหมูราคาแพงเช่นนี้ได้”

เขาไม่ได้กล่าวหา แต่ทุกถ้อยคำคือการบีบคั้นให้ตอบตามความจริง ในยุคที่คนงานในโรงงานมีเงินเดือนเพียงสามสิบสี่สิบหยวน การซื้อเนื้อหมูมาทำอาหารถือเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยอย่างยิ่ง

เฉียวซินหร่วนรู้ดีว่าการโกหกต่อหน้าบุรุษผู้เฉียบแหลมผู้นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย นางจึงหยิบยกเรื่องราวที่เตรียมการไว้ในใจมานานแล้วขึ้นมาใช้

“วันนี้ตอนที่ข้าไปตลาดเสรี ข้าบังเอิญเจอกับพ่อค้าเร่คนหนึ่ง เขามาจากทางแดนใต้” นางเริ่มเล่าเรื่องราวที่สมจริงที่สุด “เขามีสินค้าแปลกใหม่ติดตัวมาด้วย เป็นสบู่ก้อนหอมระเหยที่คนเมืองนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน เขาต้องการจะกลับบ้านด่วนจึงยอมขายให้ข้าในราคาถูก ข้าเห็นว่าเป็นโอกาสจึงรับมาทั้งหมด”

นางหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะกล่าวต่อ “แล้วข้าก็นำสบู่นั้นไปขายต่อที่ตลาด... กำไรที่ได้มาก็พอซื้อเนื้อหมูนี่แหละ”

นางสร้างตัวตนสมมติของ ‘พ่อค้าเร่แดนใต้’ ขึ้นมาอย่างแนบเนียน เพื่อเป็นเกราะกำบังให้กับที่มาอันน่าอัศจรรย์ของสินค้าจาก ‘ระบบห้างสรรพสินค้า’ ของนาง

ลู่จื่อเหยียนฟังอย่างตั้งใจ คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เรื่องบังเอิญที่ฟังดูราวกับสวรรค์ประทานพรเช่นนี้มันออกจะน่าสงสัยเกินไป แต่เมื่อนึกถึงท่าทีเด็ดขาดที่นางมีต่อเฉียวจงเป่า และคำประกาศกร้าวที่หน้าบ้าน ความสงสัยในใจเขาก็ถูกระลอกคลื่นแห่งความซับซ้อนเข้าซัดสาด

ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นจริงหรือไม่ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ... นางหาเงินเข้าบ้านได้ด้วยตนเองเป็นครั้งแรก และนางก็ใช้เงินนั้นเพื่อซื้ออาหารดีๆ ให้คนในครอบครัว ไม่ได้แอบส่งไปให้พวกปลิงดูดเลือดบ้านสกุลเฉียวอีก

“เช่นนั้นหรือ” เขากล่าวเพียงสั้นๆ ไม่ได้ซักไซ้ต่อให้มากความ “ก็ดีแล้ว”

พูดจบลู่จื่อเหยียนก็หันหลังเดินออกจากห้องครัวไป ทิ้งให้เฉียวซินหร่วนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก นางรู้ว่าเขายังไม่เชื่อสนิทใจ แต่การที่เขาไม่คาดคั้นต่อก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี

กลิ่นหอมของหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วโชยกรุ่นไปทั่วทั้งลานบ้านตระกูลลู่ บนโต๊ะอาหารเย็นที่เคยมีแต่บรรยากาศมาคุ บัดนี้กลับมีจานเนื้อสีน้ำตาลแดงน่ารับประทานวางอยู่ตรงกลาง ไอสีขาวที่ลอยกรุ่นขึ้นมานั้นราวกับจะช่วยขับไล่ความเย็นชาในบ้านออกไปได้บ้าง

สวีชุ่ยฮวาและลู่เสี่ยวหมิ่นนั่งลงที่โต๊ะ สายตาของทั้งสองต่างจับจ้องไปที่จานเนื้อเป็นตาเดียว ลู่เสี่ยวหมิ่นนั้นถึงกับลอบกลืนน้ำลาย แต่ผู้เป็นแม่ยังคงรักษาท่าทีไว้

เฉียวซินหร่วนตักข้าวให้ทุกคนอย่างเงียบๆ จากนั้นก็คีบเนื้อชิ้นที่เปื่อยนุ่มที่สุดใส่ลงในชามของแม่สามี “ท่านแม่ ลองชิมดูสิเจ้าคะ”

สวีชุ่ยฮวาชะงักไปเล็กน้อย นางเหลือบมองลูกสะใภ้ด้วยสายตาซับซ้อน ภาพที่เฉียวซินหร่วนถือไม้กวาดไล่ตีพี่ชายตัวเองยังคงติดตา ในใจที่เคยมีแต่อคติและความชิงชัง พลันรู้สึกสับสนวุ่นวาย นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ทนต่อกลิ่นหอมยั่วยวนไม่ไหว จึงยอมคีบเนื้อชิ้นนั้นขึ้นมาส่งเข้าปากอย่างเสียไม่ได้

ความนุ่มละมุนของเนื้อที่ตุ๋นจนได้ที่ และรสชาติกลมกล่อมที่ซึมลึกเข้าไปทุกอณู ทำให้ดวงตาของสวีชุ่ยฮวาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางเคี้ยวช้าๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินข้าวในชามของตนต่อโดยไม่พูดอะไรอีก แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับเฉียวซินหร่วน

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้จะยังไม่มีบทสนทนาที่สนุกสนาน แต่ก็ไม่มีเสียงเหน็บแนมหรือสายตาดูแคลนอีกต่อไป มีเพียงเสียงกระทบกันของตะเกียบและชามข้าวที่ดังขึ้นเป็นระยะ

หลังจากมื้อค่ำ เฉียวซินหร่วนกลับเข้ามาในห้องนอนของตน นางปิดประตูลงกลอน ก่อนจะทรุดกายนั่งลงบนขอบเตียง ในที่สุดนางก็มีเวลาเป็นของตัวเองเสียที

“ระบบ” นางเรียกในใจเบาๆ

ทันใดนั้น ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไป ปรากฏหน้าต่างโปร่งแสงสีฟ้าใสลอยขึ้นมาเบื้องหน้า มีเพียงนางเท่านั้นที่มองเห็น

[ระบบห้างสรรพสินค้ามิติ ยินดีต้อนรับโฮสต์ เฉียวซินหร่วน]

[สถานะปัจจุบัน: ขั้นที่ 1 แผงลอยฉุกเฉิน]

[ยอดขายสะสม: 35/1,000 หยวน]

[ภารกิจหลัก: ชำระหนี้ 500 หยวน (คงเหลือ 465 หยวน)]

ตัวเลข 35 หยวนที่ปรากฏขึ้นทำให้นางยิ้มออกมาบางๆ นี่คือกำไรจากการขายสบู่เพียงครึ่งวันเท่านั้น มันเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความหวัง

ขณะที่เฉียวซินหร่วนกำลังจดจ่ออยู่กับหน้าต่างระบบในภวังค์ความคิดของตนเองนั้นเอง...

แอ๊ด...

เสียงประตูห้องที่ไม่ได้ลงกลอนจากด้านในถูกเปิดออกอย่างเงียบกริบ ร่างสูงใหญ่ของลู่จื่อเหยียนปรากฏขึ้นที่กรอบประตูโดยที่นางไม่ทันได้ตั้งตัว แสงจันทร์สาดส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามา ทำให้ดวงตาของเขาทอประกายคมปลาบอย่างน่าหวาดหวั่นในความมืด

เขามองเห็นภรรยาของตนนั่งนิ่งอยู่บนเตียง ดวงตาของนางเหม่อลอยจ้องมองไปยังพื้นที่ว่างเปล่ากลางอากาศราวกับกำลังมองสิ่งที่มองไม่เห็น ท่าทีที่แปลกประหลาดนั้นทำให้ความสงสัยที่เขาพยายามกดเอาไว้ก่อนหน้านี้ผุดขึ้นมาอีกครั้ง

“เมื่อครู่... เจ้ากำลังคุยกับใคร?” น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและกดต่ำยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางราวกับจะมองให้ทะลุไปถึงจิตวิญญาณ