ความลับในฝ่ามือ
เสียงลมแหวกอากาศดังขึ้นพร้อมกับเงาดำทะมึนของท่อนไม้ที่ฟาดลงมา เจียงหว่านหนิงเบิกตากว้าง สองเท้าของนางราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ร่างของบุรุษผู้หนึ่งก็พุ่งเข้ามาขวางไว้
"ท่านพี่ใหญ่! อย่า!"
เพียะ!
เสียงท่อนไม้กระทบเนื้อหนังดังสะท้านโสตประสาท แต่มิใช่ร่างของเจียงหว่านหนิงที่รับไว้ หากแต่เป็นแผ่นหลังของเจียงต้าฝู บิดาของนาง!
"โอ๊ย!" เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ร่างกายโซซัดโซเซไปข้างหน้าแต่ยังคงยืนหยัดกางแขนปกป้องบุตรสาวไว้สุดชีวิต "ท่านพี่ใหญ่... อย่าทำร้ายหว่านหนิงเลย... นางเพิ่งฟื้นไข้..."
"เจ้าต้าฝู! เจ้ากล้าขวางข้ารึ!" เจียงต้ากุ้ยตวาดลั่นด้วยความโมโหที่ตีผิดคน แต่เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดทว่าแฝงแววเด็ดเดี่ยวของน้องชายที่ปกติจะหัวอ่อนยอมคนมาตลอด เขาก็ถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะ
เสิ่นอวี้จู๋กรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ รีบผวาเข้าไปประคองสามี "ท่านพี่! ท่านเป็นอย่างไรบ้าง!"
ภาพบิดาผู้ซื่อซื่อทว่าโง่งมยอมสละตนเองเข้าปกป้องทำให้หัวใจของเจียงหว่านหนิงกระตุกวูบ ความรู้สึกซับซ้อนแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย นี่คือความรักของบิดาที่เจ้าของร่างเดิมโหยหามาตลอดสินะ
ความโกลาหลที่เกิดขึ้นเรียกสายตาจากผู้คนในขบวนอพยพให้หันมามองเป็นตาเดียว เสียงซุบซิบนินทาเริ่มดังขึ้นอีกระลอก "ดูสิ ตระกูลเจียงทะเลาะกันอีกแล้ว" "พี่ชายตีทำร้ายน้องชายแท้ๆ เพียงเพราะปกป้องลูกสาว ช่างโหดเหี้ยมเสียจริง"
หม่าชุนฮวาเห็นท่าไม่ดี ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธและอับอาย นางรู้ดีว่าหากเรื่องบานปลายไปกว่านี้ ชื่อเสียงของบ้านใหญ่คงได้ป่นปี้ไม่มีชิ้นดี
"พอได้แล้ว! ทั้งหมดหยุดเดี๋ยวนี้!" หญิงชราตวาดลั่น "ต้ากุ้ย กลับมา! ต้าฝู พาลูกเมียของเจ้าไสหัวไปให้พ้นหน้าข้า!"
เจียงต้ากุ้ยขว้างท่อนไม้ทิ้งอย่างหัวเสียแล้วเดินกลับไปอย่างไม่พอใจนัก เจียงต้าฝูได้แต่กัดฟันประคองร่างอันสั่นเทาของภรรยาและพยุงลูกๆ กลับไปยังมุมสงบของตนเอง ทิ้งไว้เพียงสายตาอาฆาตแค้นของหม่าชุนฮวาและหวังชุ่ยเจียวที่มองตามมา
เมื่อเหตุการณ์สงบลง ครอบครัวสายรองก็กลับมานั่งรวมกันที่ท้ายเกวียน บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบงันอันน่าอึดอัด เจียงต้าฝูเงียบขรึม เสิ่นอวี้จู๋เอาแต่ร้องไห้ป้อยๆ ส่วนน้องทั้งสองก็ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
เจียงหว่านหนิงรู้สึกปวดปัสสาวะขึ้นมา นางมองไปรอบๆ ซึ่งมีแต่ทุ่งโล่งที่แห้งแล้ง จึงเอ่ยปากกับมารดาเบาๆ "ท่านแม่ ข้าจะไปปลดทุกข์หลังพุ่มไม้ตรงนั้นสักครู่"
นางเดินปลีกตัวออกมายังพุ่มไม้เตี้ยๆ ที่พอจะใช้เป็นที่กำบังสายตาได้ หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จ ขณะที่กำลังจะลุกขึ้น มือของนางก็บังเอิญเหลือบไปเห็นบางสิ่งบนฝ่ามือขวาของตนเอง
บนฝ่ามือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนัก มีปานเล็กๆ สีน้ำตาลอ่อนรูปทรงรีคล้ายเมล็ดข้าวสารปรากฏอยู่ เจียงหว่านหนิงขมวดคิ้วมุ่น นางจำได้ว่าเจ้าของร่างเดิมไม่มีปานนี้ หรือว่ามันจะปรากฏขึ้นมาตอนที่นางทะลุมิติมา?
ด้วยความสงสัย นางลองใช้นิ้วชี้ข้างซ้ายแตะลงไปบนปานนั้นเบาๆ
วูบ!
ทันใดนั้นเอง สติของนางก็พลันดับวูบ ศีรษะหมุนคว้างราวกับถูกดูดเข้าไปในวังน้ำวน ภาพตรงหน้าบิดเบี้ยว ก่อนที่ทุกอย่างจะสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง
เจียงหว่านหนิงกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับสายตา เมื่อลืมตาขึ้นเต็มที่ นางก็ต้องตกตะลึงจนอ้าปากค้าง เบื้องหน้าของนางคือลานกว้างอันน่าเหลือเชื่อ พื้นที่แห่งนี้กว้างขวางราวกับโกดังขนาดใหญ่ ชั้นเหล็กสูงตระหง่านเรียงรายเป็นระเบียบสุดลูกหูลูกตา
บนชั้นเหล็กเหล่านั้นคือสรรพสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในยุคนี้!
ถุงพลาสติกใสที่บรรจุข้าวสารขาวอวบอิ่ม กระสอบแป้งสาลีที่พิมพ์ตรายี่ห้อคุ้นตา ลังบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหลากรสชาติ เนื้อแดดเดียวและปลาแห้งที่ถูกบรรจุในถุงสุญญากาศอย่างดี ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นของจากยุคปัจจุบันที่นางจากมา!
"นี่มัน...โกดังเสบียงในนิยายทะลมิติหรือนี่!" เจียงหว่านหนิงพึมพำกับตัวเองด้วยความตื่นเต้นจนหัวใจแทบจะทะลุออกมานอกอก
นางเดินไปตามทางเดินระหว่างชั้นวางของอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา ที่มุมหนึ่งของโกดัง นางพบกับบ่อน้ำขนาดเล็กที่ก่อขึ้นจากหินสีขาวสะอาด น้ำในบ่อใสแจ๋วจนมองเห็นก้นบ่อ มีไอเย็นจางๆ ลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำ มอบความรู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวาอย่างประหลาด
"หรือว่านี่คือ...น้ำพุวิญญาณในตำนาน?"
ร่างกายของนางในตอนนี้ทั้งเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย และหิวกระหายจากการขาดอาหารมานานหลายวัน เจียงหว่านหนิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย นางคุกเข่าลงข้างบ่อแล้วใช้สองมือรองน้ำขึ้นมาดื่ม
ทันทีที่น้ำใสเย็นสัมผัสริมฝีปากและไหลผ่านลำคอลงไป ระลอกคลื่นแห่งความอบอุ่นก็พลันแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ความเหนื่อยล้าที่เกาะกุมมาตลอดหลายวันมลายหายไปในพริบตา ความปวดเมื่อยตามร่างกายบรรเทาลงอย่างน่าอัศจรรย์ แม้แต่ความหิวโหยในกระเพาะก็ดูเหมือนจะลดน้อยลง
"นี่มัน...สุดยอดไปเลย!" นางอุทานออกมาอย่างดีใจ ตอนนี้เองที่นางมั่นใจแล้วว่านี่คือตัวช่วยโกงที่สวรรค์ประทานมาให้เพื่อให้นางเอาชีวิตรอดในยุคสมัยอันโหดร้ายนี้
ทว่านางอยู่ในนี้ได้ไม่นานก็ต้องรีบออกไป ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือใบหน้าของน้องชายและน้องสาวที่ผอมซูบซีด นางต้องหาอะไรออกไปให้พวกเขากิน แต่จะเอาข้าวสารหรือแป้งออกไปทั้งถุงย่อมเป็นไปไม่ได้ มันจะกลายเป็นการล่อหมาป่าเข้าบ้านเสียเปล่าๆ
นางรีบเดินสำรวจชั้นวางของใกล้ๆ อย่างรวดเร็ว และแล้วสายตาของนางก็ไปสะดุดกับห่อพลาสติกเล็กๆ ที่มีรูปวัวน่ารักอยู่บนนั้น...ลูกอมรสนม! และข้างๆ กันนั้น มีเศษหมั่นโถวที่แตกหักครึ่งลูกวางอยู่ ซึ่งน่าจะเป็นของที่นางเคยพกติดตัวไว้ในชาติก่อนแล้วบังเอิญหลุดเข้ามาในมิตินี้
เจียงหว่านหนิงรีบคว้าลูกอมมาสองเม็ดกับเศษหมั่นโถวนั้นไว้ในมือ พลางตั้งสมาธิคิดถึงการออกไปข้างนอก
วูบ!
ความรู้สึกหมุนคว้างกลับมาอีกครั้ง และในพริบตาเดียวนางก็กลับมายืนอยู่ที่หลังพุ่มไม้ที่เดิม ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมราวกับเวลาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
เจียงหว่านหนิงกำของในมือแน่น รีบเดินกลับไปยังที่พักของครอบครัว เจียงจื่อเซวียนและเจียงหว่านชิงยังคงนั่งซุกตัวอยู่ข้างมารดาด้วยท่าทางห่อเหี่ยว
"จื่อเซวียน หว่านชิง มานี่เร็ว" นางกวักมือเรียกน้องทั้งสองให้ขยับเข้ามาใกล้ๆ
เมื่อน้องทั้งสองเข้ามาหา นางจึงค่อยๆ แบมือออก ในนั้นมีลูกอมสีขาวนวลสองเม็ดกับเศษหมั่นโถววางอยู่ "กินซะ จะได้มีแรง"
เจียงหว่านชิงตาโตเป็นประกายด้วยความดีใจ นางไม่เคยเห็นขนมที่ห่อด้วยกระดาษสวยงามเช่นนี้มาก่อน "ท่านพี่ใหญ่ นี่คืออะไรหรือเจ้าคะ?"
"มันเรียกว่าลูกอม ลองชิมดูสิ" เจียงหว่านหนิงแกะห่อลูกอมส่งให้น้องสาว ส่วนเศษหมั่นโถวนั้นนางยื่นให้เจียงจื่อเซวียน "ส่วนนี่ของเจ้า รีบกินซะ อย่าให้ใครเห็น"
เจียงหว่านชิงรับลูกอมเข้าปาก ดวงตาเล็กๆ ของนางเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ "หวาน...หอมกลิ่นนมด้วย! อร่อยเหลือเกินเจ้าค่ะท่านพี่!"
เจียงจื่อเซวียนรับเศษหมั่นโถวมา แต่สายตาของเขากลับจับจ้องไปที่ลูกอมในมือน้องสาว เขารู้ดีว่าครอบครัวของตนไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อแป้งหยาบๆ แล้วพี่ใหญ่ไปเอาขนมประหลาดที่หอมหวานเช่นนี้มาจากที่ใดกัน?
เขากัดหมั่นโถวเข้าปาก เนื้อแป้งนุ่มฟูและรสชาติหวานจางๆ นั้นแตกต่างจากแผ่นแป้งแข็งกระด้างที่ท่านย่าโยนให้พวกเขาราวฟ้ากับเหว เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองพี่สาว แววตาฉายประกายซับซ้อน เขาสังเกตเห็นว่าพี่สาวของเขาเปลี่ยนไปมาก ตั้งแต่ฟื้นไข้ขึ้นมาก็ดูเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว และตอนนี้...ยังมีของกินแปลกๆ มาให้พวกเขาอีก
ทว่าแทนที่จะเอ่ยปากถามออกไป เจียงจื่อเซวียนกลับเลือกที่จะเงียบ เขาเคี้ยวหมั่นโถวในปากช้าๆ แล้วพยักหน้าให้พี่สาวอย่างหนักแน่น ในใจของเด็กชายวัยสิบขวบตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าพี่ใหญ่จะเปลี่ยนไปเช่นไร หรือไปได้ของเหล่านี้มาจากไหน เขาก็จะเชื่อฟังและปกป้องความลับของพี่ใหญ่จนถึงที่สุด
เจียงหว่านหนิงเห็นแววตาเชื่อมั่นของน้องชายก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่แล้วความสงบสุขเล็กๆ นี้ก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงประกาศกร้าวของผู้ใหญ่บ้านที่ดังก้องไปทั่วลานกว้าง
"ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม! เก็บข้าวของขึ้นเกวียน! เราจะออกเดินทางทันที ก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้า!"
สิ้นเสียงประกาศ หม่าชุนฮวาก็เดินอาดๆ ตรงมายังครอบครัวสายรองทันที ดวงตาขุ่นมัวของนางจ้องเขม็งมาที่เจียงหว่านหนิงอย่างกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะหันไปตวาดใส่เจียงต้าฝูที่กำลังลูบหลังตัวเองป้อยๆ
"ต้าฝู! เจ้ายังไม่ตายใช่หรือไม่! ถ้ายังไม่ตายก็ลุกขึ้นไปเข็นเกวียนบรรทุกสัมภาระของบ้านใหญ่เดี๋ยวนี้! ส่วนเจ้าพวกตัวกินไส้ที่เหลือก็ไปช่วยกันดัน! อย่าคิดจะอู้งานเด็ดขาด!"