ไม่ให้กิน ก็ไม่ทำ

สิ้นเสียงตวาดลั่นของหม่าชุนฮวา ร่างของเจียงต้าฝูก็สะท้านเฮือก เขารีบกุลีกุจอจะลุกขึ้นตามสัญชาตญาณแห่งความเคยชิน ทว่ากลับถูกมือเรียวเล็กแต่หนักแน่นของบุตรสาวกดบ่าไว้

เจียงหว่านหนิงสบตากับบิดา แววตาของนางนิ่งสงบแต่แฝงประกายเย็นเยียบ "ท่านพ่อ ท่านเพิ่งถูกพี่ใหญ่ของท่านซ้อมมา บาดแผลยังไม่ทันหายดี ท่านจะไปเข็นเกวียนหนักอึ้งเช่นนั้นได้อย่างไร?"

"แต่... แต่นั่นคือคำสั่งของท่านย่า" เจียงต้าฝูเอ่ยเสียงอ่อย ความกตัญญูที่ฝังรากลึกในกระดูกทำให้เขามิกล้าขัดขืน

หม่าชุนฮวาเห็นสองพ่อลูกกระซิบกระซาบกันก็ยิ่งเดือดดาล นางชี้หน้าด่ากราด "เจียงต้าฝู! เจ้าจะมัวอิดออดอะไรอีก! หรือจะให้ข้าต้องลงมือลากคอเจ้าไปเอง! แล้วเจ้าเด็กสารเลวหว่านหนิง! เจ้ากล้าขัดคำสั่งข้างั้นรึ!"

เจียงหว่านหนิงคลี่ยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่มิได้ขึ้นไปถึงดวงตา "ท่านย่า ท่านกล่าวผิดแล้วเจ้าค่ะ ข้าหาได้ขัดคำสั่งไม่ เพียงแต่เป็นห่วงร่างกายของท่านพ่อเท่านั้นเอง" นางหันไปพยักพเยิดกับเจียงจื่อเซวียน "จื่อเซวียน ไปช่วยท่านพ่อของเจ้าประคองเกวียนเถิด"

เจียงจื่อเซวียนพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน เด็กชายรีบวิ่งไปประจำตำแหน่งที่ท้ายเกวียนบรรทุกสัมภาระคันใหญ่ที่สุดของตระกูลเจียง เจียงต้าฝูเห็นบุตรชายเอาการเอางานก็จำต้องถอนหายใจแล้วเดินตามไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

เกวียนคันนี้บรรทุกข้าวของเครื่องใช้ของบ้านหลักจนเต็มปรี่ ทั้งหีบเสื้อผ้าใบใหญ่ เครื่องครัวทองเหลืองอร่าม และที่นอนนุ่มฟูหลายผืน ด้านบนสุดนั้น เจียงต้ากุ้ยผู้เป็นลุงใหญ่นั่งพิงหีบไม้ใบเขื่องอย่างสบายอารมณ์ ข้างกายมีหวังชุ่ยเจียวและบุตรธิดาคอยปรนนิบัติพัดวีอยู่ไม่ห่าง

เสียงล้อเกวียนบดเบียดกับพื้นดินแห้งแตกระแหงดังขึ้นพร้อมกับเสียงของผู้ใหญ่บ้านที่โห่ร้องให้สัญญาณ ขบวนอพยพอันยาวเหยียดของชาวบ้านหมู่บ้านคูเยี่ยเริ่มเคลื่อนตัวออกจากลานกว้าง มุ่งหน้าสู่เส้นทางที่ไม่รู้ชะตากรรมเบื้องหน้า

แอกไม้หนักอึ้งกดทับบ่าของเจียงต้าฝูจนแผ่นหลังโค้งงอ เขากัดฟันกรอด ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีผลักดันเกวียนให้เคลื่อนไปข้างหน้า ข้างๆ กันนั้น เจียงจื่อเซวียนในวัยเพียงสิบขวบก็ออกแรงช่วยดันสุดความสามารถ ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำด้วยเหงื่อที่ไหลโซมกาย

เจียงหว่านหนิงเดินตามหลังอย่างเงียบเชียบ ขณะที่เสิ่นอวี้จู๋ประคองเจียงหว่านชิงเดินเคียงข้างด้วยสีหน้ากังวล ดวงตาของนางจับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังสั่นเทาของสามีและบุตรชายไม่วางตา

ไอแดดยามบ่ายแผดเผาไร้ความปรานี ฝุ่นดินสีเหลืองคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ทุกย่างก้าวต้องใช้เรี่ยวแรงมหาศาล เจียงต้าฝูเริ่มหายใจหอบถี่ ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เจียงจื่อเซวียนเองก็เริ่มเดินโซซัดโซเซ

เจียงหว่านหนิงเห็นภาพนั้นแล้วประกายตาพลันวาวโรจน์ขึ้น นางเร่งฝีเท้าเข้าไปใกล้แล้วแสร้งทำเป็นจัดเสื้อผ้าให้บิดา ในจังหวะที่ไม่มีผู้ใดสังเกต นางหยิบกระบอกน้ำไม้ไผ่ที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกมา พริบตานั้นนางได้เชื่อมจิตเข้ากับมิติลับ เปิดจุกกระบอกแล้วปล่อยให้สายน้ำจากน้ำพุวิญญาณไหลผสมกับน้ำดื่มธรรมดาในกระบอกไปเล็กน้อย ก่อนจะปิดจุกแล้วยื่นให้บิดาอย่างรวดเร็ว

"ท่านพ่อ ดื่มน้ำแก้กระหายก่อนเจ้าค่ะ"

เจียงต้าฝูรับมาดื่มโดยไม่สงสัย อึกแรกที่น้ำไหลผ่านลำคอ เขารู้สึกเพียงว่าน้ำวันนี้เย็นชื่นใจกว่าปกติ แต่เมื่อดื่มเข้าไปอีกสองสามอึก ความเหนื่อยล้าที่กัดกินร่างกายราวกับถูกชะล้างออกไปสิ้น เรี่ยวแรงที่เคยเหือดแห้งพลันกลับคืนมาอย่างน่าอัศจรรย์

"น้ำนี่..." เขามองกระบอกน้ำในมืออย่างประหลาดใจ

"น้ำจากบ่อท้ายหมู่บ้านเจ้าค่ะ ข้าตักเก็บไว้เมื่อเช้า" เจียงหว่านหนิงตอบเสียงเรียบ ก่อนจะยื่นกระบอกน้ำให้น้องชาย "จื่อเซวียน เจ้าก็ดื่มด้วย"

เจียงจื่อเซวียนดื่มเข้าไปบ้าง และเช่นเดียวกันกับบิดา ความอ่อนเพลียของเขาก็ทุเลาลงอย่างรวดเร็ว เด็กชายมองหน้าพี่สาวด้วยแววตาซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม แต่ก็ยังคงเลือกที่จะไม่เอ่ยคำถามใดๆ ออกมา

เมื่อได้กำลังวังชากลับคืนมา สองพ่อลูกจึงกลับไปทำหน้าที่ผลักดันเกวียนต่อได้อีกครั้ง แม้จะยังคงหนักหนาสาหัส แต่ก็ไม่ถึงกับจะล้มลงไปกองกับพื้นเช่นเมื่อครู่

ขบวนเดินทางอย่างเชื่องช้าไปได้ราวหนึ่งชั่วยามเต็ม ในที่สุดผู้ใหญ่บ้านก็สั่งให้หยุดพักเพื่อกินอาหารมื้อเย็นก่อนที่ตะวันจะตกดิน ทุกครอบครัวต่างแยกย้ายจับจองที่นั่ง เตรียมนำเสบียงของตนออกมา

หม่าชุนฮวากระโดดลงจากเกวียนอีกคันหนึ่ง เดินอาดๆ ไปรับส่วนแบ่งอาหารจากคนของผู้ใหญ่บ้าน นางรับห่อผ้ามาแล้วเดินกลับมายังที่พักของตระกูลเจียง ครอบครัวสายหลักต่างกุลีกุจอล้อมวงรอด้วยความหิวโหย

นางแก้ห่อผ้าออก ข้างในคือแผ่นแป้งโม่หยาบอบจนแห้งแข็งจำนวนหนึ่ง หม่าชุนฮวาหยิบแผ่นแป้งขนาดเต็มใบส่งให้เจียงต้ากุ้ยผู้เป็นบุตรชายคนโปรด จากนั้นจึงแบ่งให้หลานรักเจียงจื่อเป่าและหวังชุ่ยเจียวคนละแผ่นเต็มเช่นกัน

เมื่อถึงคราวของครอบครัวสายรอง หญิงชรากลับหยิบแผ่นแป้งที่แตกหักอยู่แล้วขึ้นมา หักครึ่งหนึ่งอย่างไม่ใยดี แล้วโยนเศษแป้งแข็งกระด้างราวกับก้อนหินนั้นลงบนพื้นเบื้องหน้าเจียงต้าฝู

"พวกเจ้ามีกันตั้งห้าคน ก็แบ่งกันกินเสียสิ! แค่นี้ก็บุญหัวเท่าไหร่แล้วที่ข้ายังอุตส่าห์แบ่งให้!" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหยามเหยียด

เจียงต้าฝูหน้าชาดิก เขาก้มลงจะเก็บเศษแป้งนั้นขึ้นมา แต่กลับถูกเจียงหว่านหนิงขวางไว้

"ท่านพ่อ อย่าเก็บเจ้าค่ะ"

น้ำเสียงของนางเย็นชาจนน่าใจหาย นางจ้องมองเศษแป้งครึ่งแผ่นบนพื้นดินคลุกฝุ่นด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหม่าชุนฮวาที่กำลังจะยัดแผ่นแป้งเข้าปากตนเอง

"จื่อเซวียน หยุดพักเถอะ ไม่ต้องไปแตะเกวียนนั่นแล้ว" นางสั่งน้องชายเสียงเรียบ

เจียงจื่อเซวียนชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นแววตาเด็ดเดี่ยวของพี่สาว เขาก็ทิ้งตัวลงนั่งข้างมารดาทันที

การกระทำของสองพี่น้องทำให้หม่าชุนฮวาคำรามในลำคอ "พวกเจ้าหมายความว่าอย่างไร!"

เจียงหว่านหนิงก้าวออกมาเบื้องหน้า ยืนประจันกับท่านย่าของตนอย่างไม่เกรงกลัว ร่างระหงของเด็กสาวกลับแผ่แรงกดดันที่น่าประหลาดออกมา นางชี้ไปยังเศษแป้งบนพื้นแล้วเอ่ยขึ้นช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ

"ท่านย่าให้พวกเรากินเพียงเท่านี้ แต่กลับใช้งานพวกเราเยี่ยงวัวควาย"

นางหยุดเล็กน้อย กวาดสายตามองไปยังครอบครัวลุงใหญ่ที่กำลังเคี้ยวแผ่นแป้งตุ้ยๆ อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ก่อนจะหันกลับมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาขุ่นมัวของหม่าชุนฮวา

"กฎสวรรค์มีอยู่ว่า กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ท่านพ่อกับน้องชายออกแรงเข็นเกวียนจนแทบสิ้นใจ แต่กลับได้อาหารเพียงเศษเสี้ยวที่แม้แต่ขอทานยังต้องส่ายหน้า"

น้ำเสียงของนางดังขึ้นเรื่อยๆ จนชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงเริ่มหันมามองด้วยความสนใจ

"ในเมื่อไม่ให้พวกเรากินอิ่มท้อง ก็อย่าหวังว่าพวกเราจะมีเรี่ยวแรงไปทำงานให้ใคร!"

"นี่เจ้า...!" หม่าชุนฮวาลุกพรวดขึ้น ชี้หน้าหลานสาวนอกคอกด้วยมือที่สั่นเทาด้วยความโกรธ "เจ้าเด็กอกตัญญู! เจ้ากล้า...!"

ทันใดนั้น เสียงของเจียงต้ากุ้ยก็ดังแทรกขึ้นมาจากบนเกวียน "โอ๊ย... โอ๊ย... หลังข้า! ต้าฝู! เจ้าคนเนรคุณ! เพราะเจ้าหยุดเข็น เกวียนมันกระแทกจนหลังข้าแทบหัก! เจ้าคิดจะฆ่าพี่ชายของเจ้าหรือไร!"

เสียงโอดครวญเสแสร้งของเขาทำให้ขบวนอพยพที่กำลังจะเคลื่อนต่อต้องหยุดชะงักลงอีกครั้ง บรรดาชาวบ้านต่างหันมามองครอบครัวตระกูลเจียงเป็นตาเดียว สถานการณ์พลันตึงเครียดขึ้นถึงขีดสุด

เจียงหว่านหนิงแค่นยิ้มมุมปาก นางหันไปเผชิญหน้ากับท่านย่าที่หน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธ และลุงใหญ่จอมสำออยบนกองสัมภาระ ก่อนจะประกาศกร้าวเสียงดังฟังชัด

"ครอบครัวข้าไม่มีแรงแล้ว หากอยากให้เกวียนเคลื่อนไปข้างหน้า... คนที่นั่งกินจนอิ่มหนำสำราญอยู่บนนั้น ก็ลงมาเข็นเองแล้วกัน!"