ฝีปากปะทะป้าสะใภ้ใหญ่
คำประกาศกร้าวของเจียงหว่านหนิงดุจดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงกลางขบวนอพยพอันเงียบงัน บรรยากาศพลันหยุดนิ่ง ชาวบ้านที่กำลังอ่อนล้าต่างหันมามองเป็นตาเดียว สรรพเสียงทั้งมวลเงียบหายไป เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่หนักหน่วงและความตึงเครียดที่จับต้องได้
"เจ้า...เจ้าเด็กสารเลว!"
เสียงแหลมสูงเสียดแทงแก้วหูพลันดังขึ้น ไม่ใช่เสียงของหม่าชุนฮวา แต่เป็นหวังชุ่ยเจียว ป้าสะใภ้ใหญ่ที่นั่งอิ่มหนำสบายอยู่บนเกวียน ร่างอวบอ้วนของนางกระโดดผลุงลงจากกองสัมภาระอย่างไม่กลัวเกวียนโคลงเคลง ฝุ่นดินคลุ้งตลบตามแรงกระแทกของร่างที่หนักอึ้ง
หวังชุ่ยเจียวปรี่เข้ามาด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยโทสะ นิ้วอวบๆ ของนางชี้คาหน้าเจียงหว่านหนิงแทบจะทิ่มปลายจมูก "ปากของเจ้าช่างกล้านัก! กล้าดีอย่างไรมากล่าวหาผู้ใหญ่! พวกเราบ้านหลักให้ที่ซุกหัวนอน ให้ข้าวประทังชีวิตเจ้ามาตลอดทาง ยังหาว่าพวกเราใจดำอีกหรือ? หากไม่สำนึกบุญคุณก็ไสหัวไป! อย่ามาเป็นเสนียดในขบวน!"
เจียงหว่านหนิงเพียงยืนนิ่ง ปล่อยให้เสียงด่าทอราวกับสุนัขบ้าของป้าสะใภ้ใหญ่ผ่านเลยไป นางสัมผัสได้ถึงพลังงานอุ่นๆ ที่ยังคงไหลเวียนอยู่ในกาย พลังที่ได้จากน้ำพุวิญญาณในมิติลับ มันไม่เพียงฟื้นฟูกำลังวังชา แต่ยังมอบความเยือกเย็นและสติปัญญาที่เฉียบคมให้นางในยามเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้
เมื่อหวังชุ่ยเจียวหยุดหอบหายใจ เจียงหว่านหนิงจึงแค่นยิ้มเย็นออกมามุมหนึ่ง "ท่านป้าสะใภ้ใหญ่กล่าวได้ถูกต้อง...แต่ไม่ทั้งหมด"
น้ำเสียงของนางไม่ดังไม่เบา แต่กลับใสกระจ่างจนทุกคนได้ยินชัดเจน "ท่านให้ที่ซุกหัวนอนแก่พวกเรา...ใต้เกวียนที่เปียกชื้นและหนาวเหน็บ ให้ข้าวประทังชีวิต...เศษแป้งที่แทบไม่ติดฟัน"
นางกวาดสายตามองไปยังชาวบ้านที่กำลังมุงดู ก่อนจะหันกลับมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหวังชุ่ยเจียว "ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ ท่านลุงใหญ่ ท่านย่า และลูกพี่ลูกน้อง นั่งอยู่บนเกวียนอย่างสุขสบาย กินแผ่นแป้งร้อนๆ จนอิ่มหนำ ส่วนครอบครัวข้า ทั้งบิดา มารดา และน้องชาย ต้องออกแรงเข็นเกวียนจนแทบจะล้มทั้งยืน นี่หรือคือสิ่งที่ท่านเรียกว่า 'บุญคุณ'?"
หวังชุ่ยเจียวอ้าปากค้าง เถียงไม่ออกไปชั่วขณะ
เจียงหว่านหนิงไม่ปล่อยให้นางได้ตั้งตัว นางกล่าวต่อด้วยเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิม ราวกับต้องการให้ทุกคนในที่นั้นได้เป็นพยาน "ข้าหาได้อกตัญญูไม่ แต่ข้ากำลังพูดด้วยเหตุผล! ทุกท่านลองคิดดูเถิด เกวียนคันนี้บรรทุกสัมภาระและเสบียงทั้งหมดของตระกูลเจียง หากไม่มีคนเข็น มันจะเคลื่อนที่ได้อย่างไร? บิดาของข้าเปรียบเสมือนวัวตัวเดียวที่ลากคันไถให้ทุกท่าน หากท่านใช้งานวัวอย่างหนัก แต่กลับให้มันกินเพียงฟางแห้งๆ ไม่กี่กำมือ ไม่นานวัวตัวนั้นก็ต้องล้มป่วยจนตาย"
นางชี้ไปยังเจียงต้าฝู บิดาของตนที่ยืนก้มหน้าด้วยความอับอายและเหนื่อยล้า "แล้วเมื่อวัวตัวนั้นล้มตายไป...ใครจะลากคันไถให้ท่านเล่า? ท่านป้าสะใภ้ใหญ่จะลงมาเข็นเอง หรือจะให้ท่านลุงใหญ่ที่ 'สุขภาพไม่ดี' มาออกแรงแทน? หรือท่านจะให้ท่านย่าผู้สูงวัยมาลำบาก?"
ตรรกะที่เรียบง่ายแต่ทว่าเสียดแทงใจดำทำให้หวังชุ่ยเจียวหน้าสลับเขียวสลับแดง นางอยากจะกรีดร้องด่าทอ แต่กลับหาคำพูดมาโต้แย้งไม่ได้ ชาวบ้านที่มุงดูเริ่มพยักหน้าเห็นด้วย เสียงซุบซิบดังขึ้นจากทั่วทุกทิศ
"เด็กคนนี้พูดมีเหตุผล"
"จริงด้วย...บ้านรองทำงานหนักที่สุด แต่กลับได้กินน้อยที่สุด เห็นอยู่ทุกวัน"
"หากเจียงต้าฝูล้มลงไปอีกคน เกวียนคันนี้คงได้จอดนิ่งอยู่ตรงนี้เป็นแน่"
หวังชุ่ยเจียวได้ยินเสียงซุบซิบเหล่านั้น นางยิ่งโกรธจนตัวสั่น "เจ้า...เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! บังอาจมาสอนข้า! ข้าจะตบปากเจ้าให้สิ้นฤทธิ์!" นางเงื้อมืออวบหนาหมายจะฟาดลงบนใบหน้าของเจียงหว่านหนิง
หมับ!
ทว่ามือของนางกลับถูกรั้งไว้กลางอากาศ เจียงต้าฝูที่นิ่งเงียบมาตลอด บัดนี้เงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาแดงก่ำ มือที่หยาบกร้านและสั่นเทาเล็กน้อยของเขากำข้อมือของหวังชุ่ยเจียวไว้แน่น "พี่สะใภ้ใหญ่...พอได้แล้ว"
"ต้าฝู! เจ้าจะเข้าข้างลูกสาวเนรคุณของเจ้ารึ!" หวังชุ่ยเจียวแผดเสียง
"นางเป็นลูกข้า" เจียงต้าฝูตอบเสียงเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวที่ไม่เคยมีมาก่อน "และนางพูดความจริง"
สถานการณ์กำลังจะบานปลายกลายเป็นการทะเลาะวิวาทของคนในตระกูลเจียงอีกครั้ง หากแต่คราวนี้ มีเสียงทุ้มทรงอำนาจดังขึ้นมาขัดจังหวะ
"พอได้แล้ว! ทั้งหมดหยุดเดี๋ยวนี้!"
หัวหน้าหมู่บ้านคูเยี่ย ชายวัยกลางคนร่างกำยำผู้มีใบหน้ากร้านแดดเดินฝ่าวงล้อมเข้ามา แววตาของเขาฉายแววเหนื่อยหน่ายและรำคาญใจอย่างยิ่ง "นี่ไม่ใช่เวลาจะมาทะเลาะกัน! หากพวกเจ้ายังไม่เลิกรา ขบวนก็จะไปต่อไม่ได้ แล้วเราทุกคนก็จะอดตายกันอยู่ที่นี่!"
เขาหันไปทางหม่าชุนฮวาที่นั่งหน้าเขียวอยู่บนกองฟาง "ท่านป้าเจียง เรื่องนี้ท่านต้องจัดการ"
หม่าชุนฮวาแค่นเสียงเย็น "จัดการอย่างไร? ข้าเลี้ยงหลานอกตัญญูขึ้นมาตัวหนึ่ง กำลังจะสั่งสอนมันอยู่พอดี!"
หัวหน้าหมู่บ้านส่ายหน้า "ข้าไม่สนใจว่าใครถูกใครผิด ข้าสนใจแค่ว่าเกวียนต้องเคลื่อนที่ต่อ" เขาชี้ไปที่ครอบครัวของเจียงต้าฝู "คนทำงานต้องได้กินอิ่มท้อง นั่นคือกฎง่ายๆ"
จากนั้นเขาจึงหันไปมองเจียงหว่านหนิง "เด็กน้อย เจ้าก็ลดความแข็งกร้าวลงบ้าง ผู้ใหญ่ยังไงก็คือผู้ใหญ่" ก่อนจะหันกลับไปหาหม่าชุนฮวาอีกครั้ง "ท่านป้า แบ่งแผ่นแป้งให้ครอบครัวต้าฝูเพิ่มอีกสักสองแผ่น ให้พวกเขามีแรงเดินต่อเถิด ถือว่าเห็นแก่ส่วนรวม"
การตัดสินของหัวหน้าหมู่บ้านคือกงจักรที่ทุกคนต้องยอมรับ หม่าชุนฮวาแม้จะไม่พอใจจนแทบกระอักเลือด แต่ก็ไม่อาจขัดคำสั่งของผู้นำขบวนได้ นางกัดฟันกรอด หันไปหยิบแผ่นแป้งสองแผ่นที่แต่เดิมเป็นของว่างยามบ่ายของเจียงจื่อเป่าออกมา แล้วขว้างไปทางเจียงหว่านหนิงอย่างไม่สบอารมณ์
"เอาไป! กินให้มันตายไปเลย!"
แผ่นแป้งร่วงหล่นลงบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยฝุ่น เจียงหว่านหนิงมองมันด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะย่อตัวลงหยิบมันขึ้นมาอย่างช้าๆ นางใช้แขนเสื้อปัดฝุ่นออกอย่างใจเย็น ไม่ได้แสดงท่าทีดีใจหรือขอบคุณแม้แต่น้อย
นางยื่นแผ่นแป้งแผ่นหนึ่งให้เจียงจื่อเซวียนน้องชาย และอีกแผ่นให้เสิ่นอวี้จู๋ผู้เป็นมารดาซึ่งยืนตัวสั่นอยู่ข้างๆ
เจียงต้าฝูมองภาพนั้นแล้วหัวใจพลันบีบรัด ความละอายใจถาโถมเข้าใส่จนเขารู้สึกราวกับถูกตบหน้าอย่างแรง วันนี้ลูกสาวของเขาต้องออกหน้าต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีและอาหารเพียงน้อยนิด ทั้งที่มันเป็นหน้าที่ของเขาในฐานะหัวหน้าครอบครัว
ขบวนเริ่มเคลื่อนที่อีกครั้ง บรรยากาศยังคงตึงเครียด หวังชุ่ยเจียวกลับขึ้นไปนั่งบนเกวียนพร้อมกับส่งสายตาอาฆาตมาให้เจียงหว่านหนิงไม่หยุดหย่อน ส่วนหม่าชุนฮวาก็หันหน้าหนีไปอีกทาง ไม่แม้แต่จะชายตามองครอบครัวสายรอง
เจียงหว่านหนิงก้มหน้าก้มตากินแผ่นแป้งที่เย็นชืดและปนเปื้อนฝุ่นดินในมือ มันอาจเป็นชัยชนะเล็กๆ ครั้งแรกของนาง แต่นางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น สายตาของท่านย่าและป้าสะใภ้ใหญ่ที่มองมา บ่งบอกชัดเจนว่าพายุลูกต่อไป...กำลังจะมาถึงในไม่ช้า และมันอาจรุนแรงกว่าครั้งนี้หลายเท่านัก