น้ำพุต่อชีวิต
ตะวันลับขอบฟ้าอย่างเชื่องช้า ทิ้งไว้เพียงแสงสีส้มแดงฉาบทาแนวเทือกเขาเบื้องหลัง ความหนาวเย็นแห่งราตรีกาลคืบคลานเข้ามาพร้อมกับความเหนื่อยล้าที่กัดกินร่างกายของผู้อพยพทุกคน ขบวนเกวียนหยุดพักค้างแรมในลานกว้างใต้เงาผาหินที่พอจะใช้กำบังลมได้บ้าง
ครอบครัวของเจียงต้าฝูปลีกตัวออกมาตั้งหลักอยู่ห่างจากกองไฟหลักของตระกูลเจียงอย่างเงียบงัน บรรยากาศระหว่างพวกเขากับบ้านใหญ่ยังคงตึงเครียดราวกับสายพิณที่ขึงไว้จนสุด ท่ามกลางความเงียบ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวและเสียงประทุของกองไฟเล็กๆ ที่พวกเขาก่อขึ้นเพื่อขับไล่ความเย็นเท่านั้น
เสิ่นอวี้จู๋นั่งซบอยู่ข้างกายสามี ใบหน้าของนางซีดเผือดไร้สีเลือด ริมฝีปากแห้งผากแตกเป็นขุย แผ่นแป้งสองแผ่นที่ได้รับมาเมื่อตอนบ่ายไม่อาจชดเชยสารอาหารที่ร่างกายขาดแคลนมาเนิ่นนานได้เลย
ทันใดนั้น ร่างของนางก็โอนเอนวูบไปด้านข้างราวกับกิ่งหลิวต้องลมแรง!
"ท่านแม่!" เจียงหว่านหนิงที่นั่งอยู่ใกล้ที่สุดร้องเสียงหลง ปรี่เข้าไปประคองร่างมารดาไว้ได้ทันท่วงที
"อาฝู! ท่านพี่!" เจียงต้าฝูหน้าถอดสี รีบโอบร่างภรรยาไว้ในอ้อมแขน สัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างกายนาง "อาฝู เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง!?"
เสิ่นอวี้จู๋พยายามลืมตาขึ้น แต่เปลือกตากลับหนักอึ้งราวกับมีหินถ่วง ลมหายใจแผ่วระรินจนแทบไม่รู้สึก นางทำได้เพียงส่ายศีรษะอย่างอ่อนแรง สติสัมปชัญญะเลือนรางเต็มที
"พี่ใหญ่! ท่านแม่เป็นลมไปแล้ว!" เจียงจื่อเซวียนอุทานด้วยความตกใจ รีบขยับเข้ามาดูอาการมารดาใกล้ๆ ส่วนเจียงหว่านชิงตัวน้อยก็เบะปาก น้ำตาคลอหน่วย มองภาพตรงหน้าด้วยความหวาดกลัว
เจียงหว่านหนิงกัดริมฝีปากล่างแน่น ในใจร้อนรนดั่งไฟเผา นางรู้ดีว่านี่คือสัญญาณอันตรายถึงขีดสุด ร่างกายของท่านแม่มาถึงขีดจำกัดแล้ว หากปล่อยไว้เช่นนี้ต่อไป เกรงว่าคืนนี้อาจจะเป็นคืนสุดท้ายของนาง
ไม่ได้! นางจะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด!
ความคิดพลันแล่นวาบเข้ามาในหัว "ท่านพ่อ ท่านประคองท่านแม่ไว้ก่อน ข้าจะไปตักน้ำมาให้นางดื่ม"
เจียงต้าฝูพยักหน้าอย่างสิ้นหวัง ดวงตาแดงก่ำจับจ้องใบหน้าซีดขาวของภรรยาไม่วางตา ในยามนี้เขาไม่ต่างอะไรกับคนจมน้ำที่พร้อมจะคว้าฟางทุกเส้น
เจียงหว่านหนิงคว้ากระบอกน้ำไม้ไผ่ที่ว่างเปล่าขึ้นมา แล้วรีบเดินเลี่ยงออกจากแสงไฟ มุ่งหน้าไปยังพุ่มไม้ที่มืดมิดที่สุด นางหันกลับไปมองรอบกายอย่างรวดเร็ว เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสายตาคู่ใดจับจ้องมา นางจึงหลับตาลง รวบรวมสมาธิ
ชั่วพริบตาเดียว ทิวทัศน์รอบกายก็แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ความมืดมิดหนาวเหน็บภายนอกถูกแทนที่ด้วยพื้นที่อันสว่างไสวและอบอุ่น อากาศภายในมิติบริสุทธิ์จนน่าใจหาย ที่ใจกลางมิติมีบ่อน้ำพุขนาดเล็กตั้งตระหง่าน น้ำในบ่อใสดุจแก้วเจียระไน มีไอหมอกบางเบาลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือผิวน้ำ นี่คือ ‘น้ำพุวิญญาณ’ ที่สามารถฟื้นฟูกำลังและรักษาโรคภัยได้
นางไม่รอช้า รีบตรงเข้าไปยังบ่อน้ำพุ ใช้กระบอกไม้ไผ่ตักน้ำขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงรวบรวมสมาธิอีกครั้งเพื่อกลับสู่โลกภายนอก กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น
เมื่อกลับมายืนอยู่ในความมืดดังเดิม เจียงหว่านหนิงจัดการเทน้ำพุวิญญาณลงในกระบอกน้ำประจำครอบครัว นางเหลือบมองไปยังถังน้ำที่ผู้อพยพใช้ร่วมกันซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล ก่อนจะเดินไปตักน้ำธรรมดามาผสมลงไปเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เป็นที่น่าสงสัยเกินไป
นางเดินกลับมาที่กองไฟด้วยท่าทีสงบนิ่ง ยื่นกระบอกน้ำให้บิดา "ท่านพ่อ ท่านแม่เป็นอย่างไรบ้าง"
"ยังไม่รู้สึกตัวเลย" เจียงต้าฝูตอบเสียงสั่น
"ให้ท่านแม่ดื่มน้ำก่อนเจ้าค่ะ" เจียงหว่านหนิงกล่าวพลางขยับเข้าไปใกล้ นางค่อยๆ ประคองศีรษะมารดาขึ้นมา ขณะที่เจียงต้าฝูช่วยพยุงร่างภรรยา แล้วค่อยๆ จรดปากกระบอกน้ำเข้ากับริมฝีปากที่แห้งผากของนาง
น้ำเย็นๆ ที่มีรสหวานจางๆ ไหลผ่านลำคอแห้งผากของเสิ่นอวี้จู๋ลงไปทีละน้อย แรกเริ่มนางยังคงไม่ตอบสนอง แต่เมื่อน้ำหยดแล้วหยดเล่าซึมซาบเข้าสู่ร่างกาย ปาฏิหาริย์ก็บังเกิดขึ้น!
ลมหายใจที่เคยแผ่วระรินกลับมาสม่ำเสมอขึ้น ใบหน้าที่ซีดขาวราวกับกระดาษเริ่มปรากฏสีเลือดฝาดจางๆ เปลือกตาที่เคยหนักอึ้งเริ่มขยับไหวเล็กน้อย ไม่นานนัก เสิ่นอวี้จู๋ก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา แม้จะยังดูอ่อนเพลีย แต่แววตาของนางกลับมีความกระจ่างใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"ข้า...ข้าเป็นอะไรไป" นางเอ่ยถามเสียงแหบพร่า
"ท่านแม่! ท่านฟื้นแล้ว!" เจียงหว่านชิงร้องออกมาด้วยความดีใจ
เจียงต้าฝูมองภาพตรงหน้าราวกับไม่เชื่อสายตา เขาทั้งตกใจและดีใจจนพูดไม่ออก ทำได้เพียงกอดร่างภรรยาไว้แน่นขึ้น
เจียงหว่านหนิงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะยื่นกระบอกน้ำให้บิดา "ท่านพ่อ ท่านก็ดื่มด้วยเถิด ท่านเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว"
เจียงต้าฝูรับกระบอกน้ำมาอย่างไม่ทันได้คิด เขายกขึ้นดื่มอึกใหญ่ด้วยความกระหาย ทันทีที่น้ำสัมผัสลิ้น เขาก็พลันชะงักไป ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ...น้ำนี้มีรสหวานชุ่มคออย่างน่าประหลาด ยิ่งกว่าน้ำผึ้งป่าที่เคยลิ้มลองเสียอีก! และทันทีที่น้ำไหลผ่านลงท้อง ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวันก็ดูเหมือนจะมลายหายไปในบัดดล เรี่ยวแรงพละกำลังที่เหือดหายไปค่อยๆ กลับคืนมาอย่างน่าอัศจรรย์
"น้ำ...น้ำนี่..." เขามองกระบอกน้ำในมือสลับกับใบหน้าของบุตรสาวคนโต
เจียงหว่านหนิงไม่ตอบคำถามนั้น นางหันไปส่งกระบอกน้ำให้น้องชายและน้องสาว "จื่อเซวียน หว่านชิง พวกเจ้าก็ดื่มด้วย"
เด็กทั้งสองรับมาดื่มอย่างว่าง่าย พลันดวงตาก็เบิกโพลงด้วยความแปลกใจเช่นกัน เจียงหว่านหนิงจึงถือโอกาสนี้โน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูเด็กทั้งสองด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและจริงจังที่สุด
"จำไว้ให้ดี น้ำนี้มีรสหวานกว่าปกติ ห้ามพวกเจ้าแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ผู้ใดล่วงรู้เป็นอันขาด โดยเฉพาะคนจากบ้านใหญ่ เข้าใจหรือไม่? หากมีคนถาม ให้บอกว่าเป็นเพียงน้ำธรรมดา"
เจียงจื่อเซวียนผู้ชาญฉลาดมองพี่สาวด้วยแววตาเข้าใจในทันที เขารู้ว่านี่คือความลับสำคัญของครอบครัวจึงพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ข้าเข้าใจแล้วพี่ใหญ่ ข้าจะไม่พูดสิ่งใด"
เจียงหว่านชิงแม้จะไม่เข้าใจเรื่องราวซับซ้อน แต่เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของพี่สาวและพี่ชาย นางก็รีบพยักหน้าหงึกๆ รับคำ
หลังจากกำชับน้องๆ เรียบร้อยแล้ว เจียงหว่านหนิงจึงหันกลับมาเผชิญหน้ากับบิดาอีกครั้ง เสิ่นอวี้จู๋ที่อาการดีขึ้นมากแล้ว บัดนี้นั่งพิงสามีพลางมองบุตรสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งและสงสัยระคนกัน
เจียงต้าฝูจ้องมองบุตรสาวคนโตของตนเขม็ง ความรู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนเพลียที่เกาะกุมร่างกายและจิตใจเขามาตลอดหลายวันได้สลายไปสิ้น ถูกแทนที่ด้วยพละกำลังที่เปี่ยมล้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เขากำกระบอกน้ำไม้ไผ่ในมือแน่น ราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลกหล้า
เขาเปิดปาก เตรียมจะเอ่ยถามถึงที่มาของน้ำมหัศจรรย์นี้ แต่คำพูดกลับติดอยู่ที่ลำคอ สายตาของเขาสบเข้ากับดวงตาที่นิ่งสงบและลุ่มลึกเกินวัยของเจียงหว่านหนิง พลันทำให้เขารู้สึกว่า บุตรสาวคนนี้ของเขา...มีความลับบางอย่างซุกซ่อนอยู่
"หว่านหนิง...น้ำนี่..." เขารวบรวมความกล้าเอ่ยถามเสียงเบา ในน้ำเสียงเจือไว้ด้วยความพิศวง ความหวัง และความหวั่นเกรงเล็กน้อย "เจ้าได้มันมาจากที่ใดกัน?"