ข้ออ้างหาเสบียง
เจียงหว่านหนิงสบตากับบิดาอย่างไม่หลบเลี่ยง ในแววตาที่นิ่งสงบของนางสะท้อนความจริงจังและเด็ดเดี่ยวอย่างที่เจียงต้าฝูไม่เคยเห็นมาก่อน นางมิได้ตอบคำถามนั้นในทันที แต่กลับกวาดสายตามองมารดาที่สีหน้าเริ่มมีเลือดฝาด และน้องๆ ที่ความอ่อนเพลียจางหายไปจากดวงตา
"ท่านพ่อ ท่านแม่" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลทว่าหนักแน่น "ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะถามถึงที่มา ขอเพียงท่านทั้งสองและน้องๆ เชื่อใจข้าก็พอ หว่านหนิงขอสาบานว่าจะไม่มีวันทำร้ายครอบครัวของเราเป็นอันขาด"
คำพูดของนางราวกับมีมนตร์สะกด เจียงต้าฝูและเสิ่นอวี้จู๋ต่างนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ทั้งสองมองลึกลงไปในดวงตาของบุตรสาวคนโต พลันรู้สึกว่าเด็กสาวตรงหน้ามิใช่เด็กน้อยที่อ่อนแอและยอมคนอีกต่อไป แต่เป็นเสาหลักที่พวกเขาสามารถพึ่งพิงได้อย่างน่าประหลาด
"สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ตอนนี้พวกเรามีเรี่ยวแรงแล้ว แต่ท้องยังคงว่างเปล่า" เจียงหว่านหนิงเปลี่ยนเรื่องได้อย่างแนบเนียนพลางชี้ไปยังถุงผ้าเล็กๆ ที่แทบจะว่างเปล่า "เสบียงของบ้านเราใกล้จะหมดแล้ว"
คำพูดนี้ดึงสติของทุกคนกลับมาสู่ความเป็นจริงอันโหดร้าย แม้ร่างกายจะฟื้นฟูกำลัง แต่ความหิวโหยยังคงเกาะกุมกระเพาะอาหารอย่างไม่ปรานี
ขบวนอพยพเคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งหัวหน้าขบวนตะโกนสั่งให้หยุดพักเมื่อตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง พวกเขามาถึงป่าโปร่งที่แห้งแล้ง ต้นไม้ส่วนใหญ่มีเพียงกิ่งก้านไร้ใบ ดูไม่น่าจะมีสิ่งใดให้ประทังชีวิตได้ บรรยากาศแห่งความสิ้นหวังปกคลุมไปทั่วทั้งขบวนอีกครั้ง
"ข้าจะลองเข้าไปในป่าดูเผื่อจะพอมีของป่าอะไรให้เก็บได้บ้าง" เจียงหว่านหนิงลุกขึ้นยืนทันทีที่เกวียนหยุดนิ่ง
"ไม่ได้นะหว่านหนิง!" เสิ่นอวี้จู๋คว้าแขนบุตรสาวไว้ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก "ในป่าอันตรายเกินไป เจ้าเป็นเพียงเด็กผู้หญิง..."
"ท่านแม่ ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว" เจียงหว่านหนิงบีบมือมารดาเบาๆ ส่งผ่านความมั่นใจไปให้ "ข้าจะไปไม่ไกล แค่บริเวณรอบนอกนี่เท่านั้น ดีกว่านั่งรอความหิวตายอยู่ตรงนี้ ท่านพ่อ ท่านช่วยดูแลท่านแม่กับน้องๆ ด้วยนะเจ้าคะ"
เจียงต้าฝูมองบุตรสาวด้วยแววตาซับซ้อน หลังจากได้พละกำลังกลับคืนมา เขาก็รู้สึกว่าตนเองไม่ได้ไร้ประโยชน์เช่นเดิมอีกต่อไป "ไปเถิด แต่ต้องระวังตัวให้มาก หากมีอะไรผิดปกติให้รีบกลับมาทันที"
เมื่อได้รับอนุญาต เจียงหว่านหนิงจึงคว้าตะกร้าใบเล็กที่สานอย่างหยาบๆ แล้วเดินแยกออกจากกลุ่มอย่างรวดเร็ว นางไม่ได้มุ่งหน้าเข้าป่าลึก แต่เดินเลี่ยงไปยังแนวป่าอีกด้านที่ลับตาคน แสร้งทำเป็นก้มๆ เงยๆ มองหาของป่าตามพุ่มไม้รกชัฏ
สายตาคู่หนึ่งจากเกวียนของบ้านใหญ่มองตามร่างของนางไปเงียบๆ เจียงหว่านชิวนั่งกอดเข่าอยู่บนเกวียน ใบหน้าซีดเซียวจากความหิวและความเหนื่อยล้า นางมองเจียงหว่านหนิงด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งดูแคลนและอิจฉาในเวลาเดียวกัน ดูแคลนที่อีกฝ่ายต้องลดตัวไปคุ้ยหาของป่ากินราวกับยาจก แต่อิจฉาที่ครอบครัวนั้นยังดูมีความหวังและห่วงใยกัน ผิดกับนางที่ต้องคอยแก่งแย่งและระวังตัวจากคนในครอบครัวเดียวกันเอง
เมื่อแน่ใจว่ามาไกลพอและไม่มีผู้ใดติดตาม เจียงหว่านหนิงก็รีบหลบเข้าหลังพุ่มไม้หนาทึบ นางสูดหายใจเข้าลึก ตั้งสมาธิและหลับตาลง ในชั่วพริบตา สติของนางก็เข้ามาอยู่ในมิติส่วนตัวที่คุ้นเคย
รอบกายคือน้ำพุวิญญาณที่ส่งไอเย็นจางๆ และชั้นวางของที่เต็มไปด้วยเสบียงยุคใหม่ นางไม่เสียเวลาชื่นชมแม้แต่วินาทีเดียว เป้าหมายของนางชัดเจน นางมุ่งตรงไปยังลังไม้ที่บรรจุพืชหัวซึ่งเก็บไว้มุมหนึ่ง มันคือ 'มันเทศ' ที่นางแลกเปลี่ยนเข้ามาเก็บไว้ตั้งแต่แรก มันมีลักษณะภายนอกคล้ายหัวมันป่าที่พบได้ทั่วไปในยุคนี้อย่างยิ่ง
นางเลือกหัวขนาดพอดีมือมาห้าหกหัว จากนั้นจึงตักดินจากพื้นดินจริงนอกมิติขึ้นมาเล็กน้อย ใช้มือคลุกเคล้ามันเทศทุกหัวให้เปรอะเปื้อนคราบดินอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด นี่คือบทเรียนแรกของการเอาตัวรอด การนำของออกมาใช้ต้องแนบเนียนและมีที่มาที่ไปพอจะใช้อ้างได้
เจียงหว่านหนิงนำมันเทศที่เตรียมไว้ใส่ลงในตะกร้า ใช้ใบไม้แห้งสองสามใบปิดทับไว้ด้านบนเพื่อความแนบเนียน ก่อนจะออกจากมิติกลับสู่โลกภายนอก ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ
นางเดินกลับมายังที่พักของครอบครัวด้วยท่าทีเหนื่อยอ่อน แต่ดวงตากลับเป็นประกาย "ท่านพ่อ ท่านแม่ ดูสิว่าข้าเจออะไรมา"
นางวางตะกร้าลงและปัดใบไม้ออก เผยให้เห็นหัวมันสีน้ำตาลอมม่วงที่เปื้อนดิน ทุกคนในครอบครัวเบิกตากว้างด้วยความดีใจ เจียงจื่อเซวียนและเจียงหว่านชิงถึงกับกลืนน้ำลายเสียงดัง
"นี่...นี่มันมันป่าหรือ?" เจียงต้าฝูถามเสียงสั่นด้วยความตื่นเต้น
"เจ้าค่ะ ข้าเจอมันอยู่ใต้เถาไม้แห้งๆ โชคดีมากที่ยังไม่มีใครมาขุดไป" เจียงหว่านหนิงตอบตามบทที่คิดไว้
โดยไม่รอช้า นางก่อกองไฟเล็กๆ ขึ้นอย่างชำนาญ ใช้กิ่งไม้แห้งที่พอหาได้เป็นเชื้อเพลิง เมื่อไฟลุกโชนดีแล้ว นางจึงนำหัวมันทั้งหมดโยนเข้าไปในกองขี้เถ้าร้อนๆ เพื่อให้มันสุกระอุจากภายใน
ไม่นานนัก กลิ่นหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของมันเผาก็เริ่มลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ มันเป็นกลิ่นหอมที่ยั่วยวนและทรงพลังอย่างยิ่งในท่ามกลางความอดอยาก กลิ่นที่สามารถปลุกสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ให้ตื่นขึ้น
ครอบครัวเจียงสายรองนั่งล้อมวงรอบกองไฟเล็กๆ ด้วยความคาดหวัง ดวงตาของเด็กทั้งสองจับจ้องกองไฟไม่วางตา แม้แต่เสิ่นอวี้จู๋ก็ยังเผลอยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
แต่กลิ่นหอมนั้นไม่ได้ลอยอ้อยอิ่งอยู่แค่ในวงของพวกเขา ลมได้พัดพากลิ่นสวรรค์นี้ให้ลอยไปไกล...ไกลจนถึงที่พักของตระกูลเจียงสายหลัก
ที่นั่น หวังชุ่ยเจียวและหม่าชุนฮวากำลังเคี้ยวแป้งทอดแข็งๆ ที่ไร้รสชาติด้วยความหงุดหงิด พลันจมูกของพวกนางก็ได้กลิ่นหอมหวานที่ชวนให้น้ำลายสออย่างรุนแรง
"กลิ่นอะไรหอมเช่นนี้?" หวังชุ่ยเจียวขมวดคิ้ว พลางสอดส่ายสายตามองหาที่มาของกลิ่น
สายตาของทุกคนในบ้านหลักพลันจับจ้องไปยังทิศทางเดียวกัน ที่นั่น...ครอบครัวของเจียงต้าฝูที่พวกตนรังเกียจเดียดฉันท์กำลังนั่งล้อมวงรอบกองไฟเล็กๆ ใบหน้าของแต่ละคนเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
เจียงหว่านชิวซึ่งมองอยู่ก่อนแล้วกำหมัดแน่น ความอิจฉาริษยากัดกร่อนหัวใจของนางจนเจ็บปวด เหตุใด...เหตุใดพวกบ้านรองที่น่าจะอดตายไปแล้ว กลับมีของดีๆ กินอยู่เสมอ!
ความสงสัยแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ หม่าชุนฮวาขบกรามแน่น ดวงตาหรี่ลงอย่างน่ากลัว นางลุกพรวดขึ้นยืน ปัดเศษแป้งออกจากเสื้อผ้าด้วยท่าทางกราดเกรี้ยว
"พวกมันต้องซ่อนเสบียงไว้แน่ๆ! ไปดูกัน!"
หม่าชุนฮวาตะโกนกร้าว ก่อนจะก้าวยาวๆ ตรงไปยังที่พักของครอบครัวเจียงหว่านหนิงทันที โดยมีหวังชุ่ยเจียวและเจียงจื่อเป่าผู้ตะกละตะกลามเดินตามหลังมาติดๆ
เจียงหว่านหนิงที่กำลังจะใช้ไม้เขี่ยมันเผาร้อนๆ ออกจากกองขี้เถ้าให้ครอบครัวได้ลิ้มลองรสชาติแห่งความสุข ชะงักมือลงทันทีที่รู้สึกถึงเงาร่างสูงใหญ่ที่ทาบทับลงมาบดบังแสงไฟ
เงาร่างนั้นมาพร้อมกับน้ำเสียงแหลมสูงอันคุ้นเคยที่ดังขึ้นทำลายความสุขสงบนั้นจนสิ้น...
"เจียงหว่านหนิง! พวกแกแอบซ่อนของดีอะไรไว้กินกันเองอีกแล้ว!"