สายตาที่จับจ้อง
น้ำเสียงแหลมสูงเสียดแทงของหม่าชุนฮวาฉีกกระชากความสุขสงบของครอบครัวสายรองจนสิ้น บรรยากาศอบอุ่นรอบกองไฟพลันเย็นเยียบลงในบัดดล
เจียงหว่านหนิงยังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่ นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับผู้เป็นย่า ดวงตาของนางสงบนิ่งราวกับผืนน้ำไร้ระลอกคลื่น ไม่มีความหวาดกลัวหรือร้อนรนแม้แต่น้อย นางเพียงใช้ไม้ในมือเขี่ยมันเทศหัวอวบอ้วนที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นออกมาจากกองขี้เถ้าอย่างเชื่องช้า
"ท่านย่ากล่าวสิ่งใดหรือเจ้าคะ" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ของดีที่ท่านว่า หมายถึงมันเทศเผาหัวนี้ใช่หรือไม่"
หวังชุ่ยเจียวที่ยืนอยู่ข้างหลังชะโงกหน้ามามองทันที ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความโลภเมื่อเห็นมันเทศสีเหลืองทองเนื้อฉ่ำ "สวรรค์! พวกเจ้าไปเอามันเทศมาจากที่ใด!"
"ข้าหาเก็บได้ตามข้างทางเจ้าค่ะ" เจียงหว่านหนิงตอบอย่างไม่ใส่ใจ พลางใช้ผ้าขี้ริ้วผืนเล็กๆ ที่สะอาดเช็ดขี้เถ้าออกจากเปลือกมัน "โชคดีที่เจออยู่ไม่กี่หัว พอให้ประทังความหิวของเด็กๆ ได้หนึ่งมื้อ"
คำพูดของนางชัดเจนยิ่งนัก ‘พอให้เด็กๆ’ ซึ่งหมายถึงน้องชายและน้องสาวของนางเท่านั้น ไม่ได้เผื่อแผ่ไปถึงบ้านหลักแม้แต่น้อย
หม่าชุนฮวาขบกรามแน่น ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ "เจ้าเด็กเหลือขอ! มีของดีแล้วไม่คิดจะแบ่งปันผู้หลักผู้ใหญ่บ้างหรือ!"
"ท่านย่า" เจียงหว่านหนิงแย้งเสียงเย็น "เสบียงทั้งหมดอยู่ในการควบคุมของท่านมิใช่หรือ ทุกวันบ้านรองของข้าได้ส่วนแบ่งเพียงน้อยนิด ท่านพ่อต้องทำงานหนักที่สุด แต่กลับได้กินรำข้าวหยาบๆ ส่วนน้องๆ ของข้าผอมจนหนังหุ้มกระดูก บัดนี้ข้าเพียงหาอาหารมาเพิ่มเติมให้ครอบครัวตนเองประทังชีวิต ถือว่าผิดด้วยหรือเจ้าคะ"
คำพูดที่ตรงไปตรงมาและไม่เกรงกลัวของนางทำเอาหม่าชุนฮวาถึงกับพูดไม่ออก เจียงต้าฝูซึ่งนั่งเงียบอยู่นานก็ลุกขึ้นยืนขวางหน้าบุตรสาวไว้ "ท่านแม่ขอรับ หว่านหนิงพูดถูกแล้ว พวกเราเพียงหาทางรอดในส่วนของตนเท่านั้น"
เมื่อเห็นว่าไม่สามารถหาเรื่องเอาความได้ ทั้งยังถูกสายตาของผู้อพยพคนอื่นมองมาอย่างสนใจ หม่าชุนฮวาจึงทำได้เพียงกระทืบเท้าอย่างกราดเกรี้ยว "ฮึ! ปีกกล้าขาแข็งกันหมดแล้วสินะ! ข้าจะคอยดูว่าพวกเจ้าจะอดทนไปได้สักกี่น้ำ!"
นางสะบัดหน้าเดินกลับไปยังที่พักของตน โดยมีหวังชุ่ยเจียวและเจียงจื่อเป่าเดินตามไปอย่างไม่เต็มใจ ขณะเดินกลับนั้นเอง หม่าชุนฮวาก็เอ่ยขึ้นด้วยความหงุดหงิด "ช่างน่าโมโหนัก! แล้วนี่เหตุใดเกวียนของเรานับวันยิ่งหนักขึ้น ทั้งที่เสบียงร่อยหรอลงทุกที!"
หวังชุ่ยเจียวชะงักไปเล็กน้อย นางเหลือบมองเจียงจื่อเป่าบุตรชายตัวอ้วนที่กำลังเคี้ยวปากราวกับยังมีเศษอาหารติดอยู่ ก่อนจะรีบกล่าวแก้ต่างให้ "อาจเป็นเพราะทางไม่เรียบกระมังเจ้าคะท่านแม่ วัวมันคงเหนื่อย" นางรู้ดีว่าบุตรชายตัวดีแอบย่องไปเปิดกระสอบเสบียงหยิบแป้งทอดกินเล่นตอนกลางคืนเป็นประจำ แต่นางจะยอมรับได้อย่างไร
ทว่าความสงสัยในใจหวังชุ่ยเจียวยังไม่จางหายไป นางไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเจียงหว่านหนิงจะโชคดีหาของป่าได้ทุกวัน เด็กนั่นต้องมีเสบียงซ่อนไว้อย่างแน่นอน! ความคิดนี้วนเวียนอยู่ในหัวของนางตลอดคืน
ครั้นรุ่งสาง หลังจากทุกคนตื่นขึ้นและเริ่มเตรียมตัวออกเดินทางต่อ เจียงหว่านหนิงก็บอกกับมารดาว่านางจะไปทำธุระส่วนตัวในป่าสักครู่
"เดี๋ยวข้ามานะเจ้าคะท่านแม่"
เสิ่นอวี้จู๋พยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่แววตาเต็มไปด้วยความกังวล "ระวังตัวด้วยนะลูก"
เจียงหว่านหนิงเดินลึกเข้าไปในป่าห่างจากค่ายพักพอสมควร เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดตามมา สมาธิของนางก็จมดิ่งลงสู่ห้วงมิติส่วนตัวทันที
ภาพตรงหน้าแปรเปลี่ยนเป็นโกดังขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยชั้นวางสินค้าจากยุคสมัยของนาง ที่ใจกลางมิติ บ่อน้ำพุวิญญาณยังคงส่งไอหมอกจางๆ ออกมา นางเดินเข้าไปตักน้ำขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ ความเหนื่อยล้าจากการนอนไม่เต็มอิ่มพลันสลายหายไปสิ้น ร่างกายรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที นี่คือตัวช่วยชั้นยอดที่ทำให้นางยังคงมีเรี่ยวแรงต่อสู้กับความลำบากในแต่ละวันได้
นางตรวจดูชั้นวางเสบียงเล็กน้อย ก่อนจะหยิบเนื้อแดดเดียวชิ้นเล็กๆ ออกมาเคี้ยวเพื่อเพิ่มพลังงาน แล้วจึงเตรียมจะออกจากมิติ แต่พลันนั้นเอง สัญชาตญาณบางอย่างก็ร้องเตือนขึ้นมา
มีคนตามมา!
เจียงหว่านหนิงออกจากมิติอย่างรวดเร็ว นางแสร้งทำเป็นเดินหาที่เหมาะๆ ต่อไป แต่หูพลันได้ยินเสียงฝีเท้าเหยียบใบไม้แห้งแผ่วเบาอยู่ไม่ไกล นางหรี่ตาลงเล็กน้อย ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นผู้ใด...หวังชุ่ยเจียว
นางแกล้งเดินไปหยุดที่พุ่มไม้เตี้ยๆ แห่งหนึ่ง ทำทีเป็นย่อตัวลงนั่งเพื่อทำธุระส่วนตัว แต่แท้จริงแล้วสายตาของนางกำลังสอดส่ายหาบางสิ่งบนพื้นดิน แล้วนางก็เห็นมัน...รูเล็กๆ ที่มีดินร่วนซุยอยู่รอบๆ
ความคิดอันหลักแหลมผุดขึ้นในหัวทันที
เจียงหว่านหนิงทำทีเป็นลุกขึ้นแล้วเดินมายังบริเวณนั้น นางใช้กิ่งไม้เล็กๆ คุ้ยเขี่ยดินอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่นานนัก ตัวหนอนอ้วนพีสีขาวขุ่นตัวหนึ่งก็ดิ้นพรวดพราดออกมาจากรู
หวังชุ่ยเจียวที่ซุ่มมองอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ถึงกับกลั้นหายใจ นางจ้องเขม็งไปยังร่างของเจียงหว่านหนิง อยากจะรู้ว่าเด็กนั่นกำลังทำอะไรกันแน่
ภาพที่นางเห็นต่อมาทำให้นางแทบจะอาเจียนออกมา!
เจียงหว่านหนิงหยิบหนอนตัวนั้นขึ้นมา ปัดเศษดินออกลวกๆ แล้วส่งมันเข้าปาก! นางเคี้ยวหยับๆ สองสามครั้งก่อนจะกลืนลงคอไปราวกับว่ามันเป็นอาหารอันโอชะ จากนั้นนางก็เริ่มขุดหาอีกครั้ง คราวนี้ได้รากไม้เล็กๆ ที่เปื้อนดินขึ้นมา นางก็ทำเช่นเดิม คือปัดดินออกพอเป็นพิธีแล้วกัดกินมันทันที
"อึก..." หวังชุ่ยเจียวเผลอส่งเสียงออกมาด้วยความขยะแขยงสุดขีด นางยกมือขึ้นปิดปาก แน่นท้องจนอยากจะสำรอกอาหารเช้าที่เพิ่งกินไปออกมาให้หมดสิ้น
ภาพเด็กสาวที่กำลังกินหนอนและรากไม้ดิบๆ อย่างสิ้นหวัง ทำให้ความสงสัยของนางก่อนหน้านี้สั่นคลอนอย่างรุนแรง หรือว่า...ที่นางคิดว่าพวกบ้านรองซ่อนเสบียงไว้นั้นเป็นเรื่องเข้าใจผิด? หรือพวกมันอดอยากจนถึงขั้นต้องกินของน่ารังเกียจเช่นนี้เพื่อประทังชีวิตจริงๆ?
ความคิดนี้ทำให้นางรู้สึกสะอิดสะเอียนจนทนดูต่อไปไม่ไหว หวังชุ่ยเจียวหันหลังกลับและย่องหนีกลับไปยังค่ายพักอย่างรวดเร็ว นางตัดสินใจแล้วว่า จะไม่มาเสียเวลาสะกดรอยตามเรื่องไร้สาระเช่นนี้อีก
ทางด้านเจียงหว่านหนิง เมื่อรู้สึกว่าสายตาที่จับจ้องได้หายไปแล้ว นางก็บ้วนสิ่งที่อยู่ในปากทิ้งทันที ทั้งหนอนและรากไม้ถูกนางใช้ลิ้นดันเก็บไว้ที่กระพุ้งแก้มเท่านั้น ไม่ได้กลืนลงไปจริงๆ
นางเช็ดปากด้วยหลังมือ พลางยิ้มเยาะหยันออกมาอย่างเย็นชา
อยากจะจับผิดข้างั้นรึ? ยังอ่อนหัดไปสิบปี!
ทว่ารอยยิ้มของนางจางหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อมองกลับไปยังทิศทางของค่ายพัก แม้จะหลอกหวังชุ่ยเจียวไปได้ในครั้งนี้ แต่นางรู้ดีว่าความหวาดระแวงของบ้านหลักได้ถูกจุดขึ้นแล้ว และมันจะไม่มอดดับลงง่ายๆ
นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น การต่อสู้ที่แท้จริงยังรออยู่เบื้องหน้า และนางต้องเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสิ่งที่จะตามมา เพราะนางสัมผัสได้ถึงสายตาอีกคู่หนึ่ง...สายตาที่เต็มไปด้วยความละโมบของเจียงจื่อเป่าที่กำลังจ้องมองมายังถุงผ้าเล็กๆ ข้างเอวน้องชายของนาง...เจียงจื่อเซวียน